วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

โครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ยุทธศาสตร์ของประเทศจึงไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์เพื่อประทังชีพ แต่ต้องปรับนิยามใหม่ให้ผู้สูงอายุเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้พึ่งพิง” สู่ “ผู้ขับเคลื่อน”

“โรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวาก อ.เมือง จ.พะเยา” ตลอดระยะเวลา 12 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงโมเดลการพัฒนาที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านงบประมาณสู่การสร้าง “นวัตกรรมเชิงพื้นที่” (Area-based Innovation) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งมิติสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นองค์รวม

จุดเริ่มต้นของโรงเรียนในปี 2557 ภายใต้การนำของ “พระครูอาชวพิมล เจ้าอาวาสวัดแม่กาโทกหวาก อ.เมือง จ.พะเยา” ไม่ได้เริ่มจากแผนงานบนแผ่นกระดาษ แต่เริ่มจากการเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำเชิง เมื่อผู้สูงอายุในพื้นที่จำนวนมาก “อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” และต้อง “ปั๊มลายนิ้วมือ” ทุกครั้งที่รับสวัสดิการรัฐ

ในมิติสังคมศาสตร์ นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาการรู้หนังสือ แต่คือการสูญเสีย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การเริ่มสอน ก.ไก่ ข.ไข่ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถลงนามชื่อตนเองได้ จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านสถานะจากการพึ่งพิงสู่การเป็นพลเมืองที่เท่าทันสิทธิ  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นใจก่อนก้าวไปสู่หลักสูตรการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับที่ซับซ้อนขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'โรคอ้วน' เสี่ยง 'สมองแก่ก่อนวัย' ดูแลสมอง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่

ซ่อมหัวใจไม่กี่นาที ฟื้นตัวใน 3 วัน เปลี่ยน ‘ลิ้นหัวใจ’ไม่ต้องผ่าตัด

เปลี่ยนสถานะจากพึ่งพิงสู่ทันโลก

พระครูอาชวพิมล ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าโรงเรียนผู้สูงอายุวัดกาโทกหวากจัดตั้งขึ้น เริ่มจากพ่ออุ้ยแม่อุ้ยในพื้นที่ต้องการให้พระครู พระในวัดช่วยสอนหนังสือให้อ่าน ออก เขียนได้ ไม่ต้องไปปั้มลายนิ้วมืออย่างเดียว ตอนนั้นมีผู้สูงอายุในพื้นที่มาขอให้สอนไม่กี่คน และมีการบอกต่อๆ กัน ทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาพระครูร่วมกับครูอาสา และตัวแทนพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ไปศึกษาดูงานโรงเรียนผู้สูงอายุตามที่ต่างๆ และมาขอเปิดเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการด้วยการรวบรวมเงินกลุ่มครูอาสา พ่ออุ้ยแม่อุ้ย และใช้สถานที่ในวัดเป็นโรงเรียน ก่อนจะมีการไปของบประมาณจากท้องถิ่น

“วัดเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูงอายุในชุมชน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเข้าวัดอยู่แล้ว โรงเรียนผู้สูงอายุ จะเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมการเรียนการสอน กิจกรรมต่างๆ ทุกวันอาทิตย์ ตอนนี้มีผู้สูงอายุกว่า 70 คน ที่มาร่วม โดยหลักสูตรที่สอนในแต่ละปีจะมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้สูงอายุ เน้นการรู้กฎหมาย การใช้เทคโนโลยี และการรู้จักโภชนาการที่ดี ลดโรคNCDs ที่ผู้สูงอายุกำลังเผชิญ”

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

หลักสูตรผสมผสานวิชาการและทักษะชีวิต

หลักสูตรของที่นี่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสันทนาการแบบฉาบฉวย แต่เป็นการผสมผสานระหว่างวิชาการ และทักษะชีวิตโดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามช่วงอายุ (ห้อง 1 สำหรับ 70 ปีขึ้นไป และห้อง 2 สำหรับ 55-69 ปี) เพื่อความเหมาะสมทางกายภาพและจิตวิทยา โดยกลุ่มวิชาที่สอน ได้แก่  กฎหมายและสิทธิคุ้มครอง ,ภาษาอังกฤษยุค AEC ,สื่อออนไลน์และ AI (ChatGPT/Gemini) ,โภชนาการและวิทยาศาสตร์การแพทย์ ,วิปัสสนากรรมฐานและดนตรีบำบัด เป็นต้น

นอกจากนั้น จะมีกลุ่มวิชานันทนาการและศิลปะ การร้องเพลง การเล่นอังกะลุง งานประดิษฐ์และภูมิปัญญา อย่าง การทำบายศรี งานใบตอง การทำตุงและการทำโคมล้านนา รวมถึงทักษะอาชีพ เช่น การทำน้ำพริก การทำเพาะทราบ การทำผงปรุงรสจากผักพืชบ้านโซเดียมต่ำ เพื่อเสริมรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ

“ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยากมาโรงเรียน แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง หรือต้องอยู่บ้านเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน ไม่มีใครมาส่ง รวมทั้งขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน อย่าง โต๊ะที่ใช้เรียนหรือทำกิจกรรม ทางวัดต้องนำฝาโลงและปูผ้าไว้ให้ผู้สูงอายุใช้งานชั่วคราว ดังนั้น สิ่งที่อยากได้รับการสนับสนุน คือ อุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ และมีครูอาสา หรือคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มเติมความรู้ให้แก่ครูอาสาของโรงเรียน หรือช่วยการเรียนรู้แก่ผู้สูงอายุให้มากขึ้นเหมือนที่ม.พะเยาทำ”

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

รู้เท่าทันสื่อ เติมเต็มศักยภาพสูงวัย

แม่ครูสวาท มอญแสง คุณครูจิตอาสา กล่าวว่าแม่ครูมาเข้าร่วมตั้งแต่ปี2557 และทำงานมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า12 ปี โดยเริ่มเข้ามาตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุในฐานะครูจิตอาสา เพื่อช่วยสอนให้ผู้สูงอายุในชุมชนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ให้สามารถเขียนชื่อตัวเองและทำธุรกรรมได้ พร้อมรับหน้าที่ดูแลนักเรียนผู้สูงอายุ และสอนวิชา "สารพัดประโยชน์จากมือถือ รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์"ซึ่งเป็นการสอนการใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Line, Facebook รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI (ChatGPT และ Gemini) เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันสื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานเองได้ เช่น การทำรูปภาพสวัสดีวันจันทร์

“ผู้สูงอายุมีศักยภาพ มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และช่วยเหลือตัวเองได้ดี เพียงแต่พวกเขาต้องการเติมเต็มมากขึ้น เพื่อให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง จะได้ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน ครอบครัว และสังคม ดังนั้น อยากฝากผู้สูงอายุทุกคนอย่าหยุดเรียนรู้และปรับตัวรับสิ่งใหม่ๆ และไม่ควรปล่อยให้เวลาหลังเกษียณผ่านไปอย่างไร้ค่า นำความรู้และพลังมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เปิดใจเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว อยากให้ผู้สูงอายุติดบ้านออกมาติดสังคม มาร่วมกิจกรรม เพื่อลดภาวะซึมเศร้า และสร้างสุขร่วมกันในชุมชน”

ทั้งนี้ โรงเรียนได้ขับเคลื่อนโครงการ “อุ้ยจูงหลานเข้าวัด” ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบ Reverse Mentoring หลาน (นิสิต มพ. และเด็กในชุมชน) สอนเรื่องดิจิทัลและ AI ขณะที่อุ้ย (ปู่ย่าตายาย) ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำตองบายศรี การปฏิสัมพันธ์ระหว่างรุ่นนี้ไม่เพียงแต่ลดความขัดแย้งในครอบครัว แต่ยังเป็นการสร้างชุมชนที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Community) ที่คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าในทุนทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

ใช้หลักโภชนาการ ลด NCDs ผู้สูงอายุ

ผศ.ดร.วิทวัส สัจจาพงศ์ เป็นอาจารย์ประจำและรองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงเป็นผู้รับผิดชอบโครงการบริการวิชาการของหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหารคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่าคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาวิชาโภชนาการ ได้เข้าร่วมกับโรงเรียนผู้สูงอายุประมาณปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมให้คณาจารย์ทุกคณะนำความรู้ออกไปทำงานร่วมกับชุมชนในลักษณะการบริการวิชาการ และอาจารย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ในชุมชนที่ต้องการการดูแล โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพและโภชนาการ

“จากการลงพื้นที่พบว่าผู้สูงอายุมีปัญหาโรค NCDs เช่น ความดันโลหิตสูง เนื่องจากพฤติกรรมการกินเค็ม (โซเดียมสูง) ทางมหาวิทยาลัยจึงเข้ามาช่วยให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการกินและลดการใช้ยา อีกทั้ง โรงเรียนผู้สูงอายุถือเป็นแหล่งฝึกงานที่ดีสำหรับนิสิตสาขาวิชาโภชนาการ เพื่อให้นิสิตได้ฝึกทำงานเชิงรุกในชุมชน ได้สัมผัสกับผู้สูงอายุจริงๆ และเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อนำไปใช้ในวิชาชีพต่อไปในอนาคต”

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

การลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน ทำให้เกิดไอเดียในการทำวิจัยจากภูมิปัญญาและอาหารพื้นบ้าน เช่น การพัฒนาผงปรุงรสโซเดียมต่ำจากผักพื้นบ้าน ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งเสริมสุขภาพ ที่สำคัญเป็นการสร้างความสุข คุณค่าทางจิตใจทั้งแก่ตัวอาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สูงอายุ เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหมือนคนในครอบครัว

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน

'แม่กาโทกหวากโมเดล' เปลี่ยน 'ผู้สูงวัย' จากภาระสู่ทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน