เมื่อนาฬิกาชีวิตเดินเข้าสู่ช่วงวัย 70-80 ปี ความสุขที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการได้วิ่งเล่นกับลูกหลานหรือการเดินไปหน้าปากซอยอาจกลายเป็นเรื่องไกลตัว เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” ที่คนรอบข้างมักเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัยชรา แต่ในความเป็นจริง หลายกรณี คือ เสียงเตือนจากโรคลิ้นหัวใจที่กำลัง “ตีบ” หรือ “รั่ว” จนร่างกายรับไม่ไหว
ภาพจำเดิมๆ ของการรักษาหัวใจคือการ “ผ่าตัดใหญ่” ต้องเปิดหน้าอกและหยุดการเต้นของหัวใจ ซึ่งสร้างความหวาดกลัวจนผู้สูงอายุหลายท่านเลือกที่จะ “อดทนและรอวันหมดไฟ” ในวันนี้ ไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่ “วันหมดอายุของหัวใจ” ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยนวัตกรรมที่เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้
ปัจจุบันของการรักษาโรคหัวใจทางกายภาพที่ไม่ต้องพึ่งพามีดผ่าตัดขนาดใหญ่ เทคโนโลยี TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) คือ “Game Changer” ที่แท้จริง แพทย์จะใช้สายสวนขนาดเพียง 5 มิลลิเมตร (ประมาณด้ามปากกา) สอดผ่านหลอดเลือดที่ขาหนีบเข้าไปจนถึงหัวใจ
“ลิ้นหัวใจ”ที่นำมาเปลี่ยนนั้นทำจาก “เนื้อเยื่อชีวภาพ” (Bioprosthetic Valve) ซึ่งมีข้อดีมหาศาลคือคนไข้ ไม่จำเป็นต้องกินยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิต เหมือนการใส่ลิ้นหัวใจเหล็กในสมัยก่อน ข้อมูลจากสมาพันธ์วันหัวใจโลก (World Heart Federation) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุอันดับ 1 การเสียชีวิตทั่วโลก โดยในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 20.5 ล้านคน และ 1 ใน 5 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'โรคอ้วน' เสี่ยง 'สมองแก่ก่อนวัย' ดูแลสมอง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่
เปลี่ยนลิ้นหัวใจไม่ต้องผ่าตัด
ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร อาจารย์แพทย์สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโรคหลักๆ ที่พบในคนไทย ได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ โดยโรคเหล่านี้เป็นโรคที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก แล้วคนไทยหลายๆ คนก็ไม่สามารถจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ทั้งหมด ทำให้โรงพยาบาลต้องดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเหล่านี้ค่อนข้างมาก
“การซ่อมหัวใจแบบประเภทที่เรียกว่าเป็น Structural Heart Disease คือ ความผิดปกติของหัวใจทางกายภาพ ทางโครงสร้างของหัวใจ ทุกคนเคยได้ยินการทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ อาจมีผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนสำคัญในครอบครัวเราที่อาจจะเคยต้องมาซ่อมหลอดเลือด แต่โรคที่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยิน นั่นคือเรื่องของโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ”
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ไม่จำกัดเพศและอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายชนิด หรือผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดหัวใจมาก่อน ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดเปิดหัวใจตามแนวทางมาตรฐานได้อีก เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากการผ่าตัด
นวัตกรรม TAVI ฟื้นตัวไวใน 3 วัน
ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีการรักษาโรคหัวใจผ่านสายสวน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ลดภาวะแทรกซ้อน ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ลดการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำ และมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิต ดูแลครอบครัว หรือประกอบอาชีพได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง
ผศ.นพ.ภาวิทย์ อธิบายต่อว่าหัวใจของคนเรามี 4 ลิ้นหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดไหลทางเดียว ไม่ไหลย้อนกลับ ความผิดปกติหลักของลิ้นหัวใจจะมี 2 แบบ คือ ลิ้นหัวใจตีบ เปิดได้ไม่เต็มที่ เลือดไหลผ่านลำบาก กับลิ้นหัวใจรั่ว เลือดไหลย้อนกลับ โดยอาการของโรคลิ้นหัวใจตีบจะมีอาการเหนื่อยง่าย น้ำท่วมปอด เป็นลมหรือหมดสติ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงจะพบมากในผู้สูงอายุ ประมาณ 70-75 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มที่เกิดจากลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดและโรคร่วมอื่น ๆ
“อดีตการรักษาโรคของลิ้นหัวใจต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกและดมยาสลบ แต่ขณะนี้สามารถรักษาด้วย TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) สำหรับผู้ป่วยบางราย โดย ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก ไม่ต้องดมยาสลบ และใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบ เพื่อนำลิ้นหัวใจเทียมไปเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (Aortic Valve) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ผู้ป่วยสามารถรู้สึกตัวระหว่างทำหัตถการ ฟื้นตัวรวดเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในประมาณ 3 วัน”
รักษาผู้ป่วย มากกว่า 650 ราย
นวัตกรรม TAVI เหมาะสำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบหรือรั่ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผศ.นพ.ภาวิทย์ กล่าวต่อว่าลิ้นหัวใจที่ใช้เป็น ลิ้นหัวใจชีวภาพ (Bioprosthetic Valve) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิต และอาการมักดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังการรักษา การรักษาโรคลิ้นหัวใจผ่านสายสวนรูปแบบอื่น นอกจาก TAVI แล้ว โรงพยาบาลรามาธิบดียังสามารถรักษาลิ้นหัวใจ Mitral Valve และ Tricuspid Valve ที่มีภาวะรั่ว ด้วยเทคโนโลยีผ่านสายสวน โดยใช้อุปกรณ์ซ่อมแซมลิ้นหัวใจแทนการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดเปิดหน้าอก
โรงพยาบาลรามาธิบดีให้การรักษาด้วย TAVI มานานกว่า 15 ปี และเป็นหนึ่งในศูนย์ที่มีความเชี่ยวชาญของประเทศไทย ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ และมีผลงานวิชาการได้รับการตีพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีสถิติการรักษาTAVI (Aortic Valve) มากกว่า 650 ราย, Mitral และ Tricuspid Valve Repair มากกว่า 270 ราย และผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด ประมาณ 70 ราย
ข้อจำกัด เทคโนโลยี TAVI ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
แม้เทคโนโลยี TAVI จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ อุปกรณ์ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง ประมาณ 600,000-1,500,000 บาทต่อราย ขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์และความซับซ้อนของการรักษา
ผศ.นพ.ภาวิทย์ กล่าวต่อไปว่า มูลนิธิรามาธิบดีไม่ได้สนับสนุนค่ารักษา 100% ในทุกกรณี แต่จะพิจารณาตามความจำเป็นและฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการประเมินจากฝ่ายสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาล หากสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ก็จะจ่ายเองทั้งหมด หากจ่ายได้บางส่วน มูลนิธิจะช่วยสนับสนุนตามความเหมาะสม แนวทางนี้ช่วยให้กองทุนสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น
“ปีงบประมาณล่าสุด โรงพยาบาลรามาธิบดีรักษาผู้ป่วยด้วย TAVI เกือบ 100 ราย โดยมูลนิธิรามาธิบดีสนับสนุนค่าใช้จ่ายประมาณ 40 ราย ส่วนผู้ป่วยที่เหลือสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดหรือบางส่วน ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถขยายการรักษามาสู่ผู้ป่วยอายุน้อยลง จากเดิมที่ใช้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 80 ปี ปัจจุบันสามารถรักษาผู้ป่วยอายุประมาณ 70-75 ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยแล้วหลังจากรักษาด้วยนวัตกรรมดังกล่าว จะมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานขึ้นประมาณ 7-10 ปี และมีแนวโน้มใช้งานได้นานขึ้นตามการพัฒนาเทคโนโลยี”ผศ.นพ.ภาวิทย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้โรคหัวใจ ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ซึ่งการบริจาคให้มูลนิธิรามาธิบดี ไม่ใช่เพียงการเยียวยาเป็นรายกรณี แต่คือการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขไทยที่พึ่งพาตนเองได้


