การต้องฝืนกินไข่ขาวต้มวันละ 10-20 ฟอง ไม่ต่างอะไรกับการกินยาที่น่าเบื่อหน่าย กลายเป็นความทรมานที่ผู้ป่วยโรคไตและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องทำคีโมจำนวนมากต้องเผชิญ เพราะต่อให้รู้ว่า “ไข่ขาว” แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด แต่หากกินแล้วไม่มีความสุข การบังคับทานต่อไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ดีแน่
“เกรท-อุมาพร บูรณสุขสมบัติ นักวิจัยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ Co-Founder Research & Development บริษัท แข็งแรงทุกวัน จำกัด ได้ใช้เวลาบ่มเพาะนานถึง 8 ปี เพื่อแก้ Pain Point ให้แก่ผู้ป่วย และพัฒนางานวิจัยบนหิ้งสู่จานอาหารระดับโลก เปลี่ยนภาพลักษณ์ของไข่ขาวที่จำเจให้กลายเป็น "เส้นไข่ขาว" นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันทางสุขภาพและสุนทรียะแห่งการกิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ทรัพย์สินทางปัญญา'ทางรอดผู้ประกอบการ
“เกรท-อุมาพร” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม “เส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม” ว่าความสำเร็จของแบรนด์ เกิดจากความพยายามและความอดทนตั้งแต่เริ่มงานวิจัยปริญญาเอกเมื่อ 2 ปีก่อน และการเผชิญโลกจริงอีก 6 ปี สิ่งที่แบรนด์ก้าวข้ามข้อจำกัดของสตาร์ตอัป หรือ SMEs ทั่วไป จะเป็นเรื่องการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ "Intellectual Property (IP)"เป็นหัวใจสำคัญ
จุดเริ่มต้นของการพัฒนาและผลิตเส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง และผู้ป่วยที่ต้องทำคีโม ซึ่งพวกเขาต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่มาก และต้องเป็นโปรตีนที่ดีไม่มีไขมัน ไม่มีแป้ง คือ ไข่ขาว แต่คนเราจะกินไข่ขาววันละ 10-20 ฟอง ตามอาการของโรค เป็นเรื่องยาก หลายคนเบื่อ ไม่อยากทาน หรือทานไข่ขาวได้ไม่ครบตามปริมาณที่แพทย์สั่ง ส่งผลให้ร่างกายขาดโปรตีนจนไม่พร้อมสำหรับการรักษาขั้นต่อไป เราจึงได้พัฒนาจากงานวิจัยสู่นวัตกรรมเส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม ทำเป็นอาหารที่เกิดความสุขในการกิน เน้นว่าถ้ากินด้วยความสุขจะกินได้ต่อเนื่องและนาน
“ความท้าทายที่แท้จริงจะเป็นเรื่อง "ต้นทุน" การจดสิทธิบัตรในต่างประเทศที่สูงถึงหลักแสนบาทต่อแห่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการไทย ในโลกการค้ายุคใหม่ที่คู่แข่งพร้อมจะลอกเลียนแบบได้ทันทีเพียงแค่เห็นส่วนประกอบหลังฉลาก ผู้ประกอบการไทยต้องการ "Big Brother" หรือการสนับสนุนจากภาครัฐที่เป็นเสมือนเกราะป้องกัน ทั้งในแง่ของทุนทรัพย์และการใช้อำนาจรัฐต่อรัฐเพื่อเปิดทางและคุ้มครองนวัตกรรมไทยในเวทีสากล”
"ไข่ขาว” โปรตีนที่มีค่า BVเท่ากับ100
ผลิตภัณฑ์ของบริษัท แข็งแรงทุกวัน นอกจากมีเส้นไข่ขาว นิ่มนิ่ม แล้ว ยังมี เส้นหมี่ เส้นสปาเก็ตตี้ มักกะโรนี เส้นผัดไทย และไข่มุกไข่ขาวที่เนื้อสัมผัสจะเหมือนไข่แมงดา และข้าวไข่ขาว ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ได้มีการจดอนุสิทธิบัตรทั้งในไทย อเมริกา จีน และอินโดนีเซีย
อุมาพร กล่าวต่อว่าในฐานะนักวางแผนธุรกิจ นวัตกรรมที่ดีต้องมาพร้อมกับเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่ง ในช่วงพัฒนาได้มีการทดลองใช้โปรตีนพืช (Plant-based) เวย์โปรตีน และไข่ขาว ซึ่งพบว่า ไข่ขาวสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้มากมาย และด้วยความที่มีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเส้นแป้งมากที่สุด ขณะเดียวกันตอนนี้ยังไร้คู่แข็ง
"ไข่ขาวคือมาตรฐานทองคำของโปรตีนตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยมีค่า Biological Value (BV) หรือ คุณค่าทางชีวภาพของโปรตีน เท่ากับ 100 ซึ่งหมายถึงร่างกายสามารถดูดซึมและนำโปรตีนไปใช้งานได้ครบถ้วน 100% ย่อยง่าย โดยไม่เหลือของเสียให้ไตต้องทำงานหนัก เส้น 100 กรัม จะให้โปรตีนเทียบเท่าไข่ขาว 3 ฟอง"
ด้วยจุดแข็งดังกล่าว ทำให้สินค้าสามารถเจาะตลาดคีโต คนรักสุขภาพ และ Grain-free (สูตรอาหารที่ปราศจากธัญพืชโดยสิ้นเชิง) ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาให้ผู้ป่วย แต่ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้คนรักสุขภาพที่ต้องการโปรตีนสะอาด นอกจากนั้น ได้มีการพัฒนากระบวนการฆ่าเชื้อแบบสเตอริไลซ์ (Sterilization) จนเก็บได้นานถึง 1-1.5 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น
เติบโตแบบ “Happy Problem”พึ่งพาตนเอง
นิ่มนิ่มดำเนินธุรกิจแบบการพึ่งพาเงินทุนตัวเอง 100% โดยไม่กู้ยืมเงิน เริ่มจากผลิตปริมาณน้อยเพื่อทดสอบตลาด จนกระทั่งในปีที่ 2 เปิดตัว "เส้นหมี่" และ "สปาเก็ตตี้" ยอดขายก็ก้าวกระโดดถึง 2,000 เท่า จนเกิดสภาวะผลิตไม่ทัน
อุมาพร กล่าวต่อไปว่าแบรนด์แก้ปัญหาด้วยการสื่อสารอย่างจริงใจ อธิบายสถานการณ์ให้ลูกค้าเข้าใจและขอให้รอสินค้า พร้อมส่งสื่อการตลาดให้คู่ค้านำไปโปรโมทก่อนเพื่อรักษาโอกาสทางธุรกิจ ผลประกอบการช่วยทำให้แบรนด์อยู่รอด โดยในปีที่ 4 มียอดขายแตะ 55 ล้านบาท และเพียงแค่ครึ่งแรกของปี 2566 ก็ทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 20 ล้านบาท
“ธุรกิจนี้เราไม่ได้กู้เงินเลยตั้งแต่ทำมา เพราะรู้สึกว่าอยากทำแบบพอตัวก่อน เมื่อลูกค้ายิ่งสั่งเข้ามาเยอะจนเราตกใจ เราจึงรับมือด้วยการบริการ อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ และให้การตลาด คู่ค้าไปทำโฆษณาก่อน เพราะเขาต้องรับออร์เดอร์มาเหมือนกัน”
ส่งออกตีตลาดต่างชาติ 75%ของยอดขาย
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทุกอย่างหยุดชะงัก นิ่มนิ่มกลับสร้างโอกาสจากเครื่องมือง่ายๆ อย่างการติด Hashtag ภาษาอังกฤษ และการทำ SEO จนฝ่ายจัดซื้อต่างประเทศที่มองหา "Future Food (อาหารแห่งอนาคต)" ค้นหาเจอเรา อีกทั้งการได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และรางวัลการวิจัยแห่งชาติ (รางวัลระดับดีมาก) ประจำปี 2566 จาก วช. (สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ)เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าอย่างมาก
อุมาพร กล่าวอีกว่านิ่มนิ่มส่งออกไปแล้วกว่า 75% ของยอดขาย ทั้งในสิงคโปร์ ฮ่องกง และอเมริกา ดังนั้น ตอนนี้แม้ต้องเผชิญวิกฤตต่างๆ ทั้งกำแพงภาษีในตลาดอเมริกา ทีมงานเลือกที่จะไม่ถอย และใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ร่วมมือกับผู้นำเข้าในการลดกำไรบางส่วน เพื่อรักษาฐานลูกค้า ขณะนี้ยอดสั่งซื้อจากอเมริกากลับเติบโตยิ่งกว่าเดิม เพราะผู้บริโภคกล้าลองและต้องการสินค้าที่มี Story ชัดเจน และมีคุณภาพ
"หากนวัตกรรมของเราตอบโจทย์และมีคุณภาพสูงจริง ต่อให้อุปสรรคทางการค้าจะสูง ลูกค้าปลายทางจะเป็นผู้กดดันให้ผู้นำเข้าหาทางนำสินค้าเข้าไปให้ได้ เนื่องจากในโลกธุรกิจ ไม่มีใครอยากเสียโอกาสทางการตลาดที่สร้างมา"
อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันสร้าง "เกราะป้องกันนวัตกรรม" และสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด จะได้เห็นอาหารสัญชาติไทยที่ไม่ใช่แค่เมนูพื้นบ้าน แต่เป็น "นวัตกรรมอาหารระดับโลก" ที่สร้างทั้งรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ใครสนใจอยากสัมผัส นวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยีทางการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเสมือนจริง และอีกหลากหลาย สามารถเข้าร่วมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ระหว่างวันที่ 22 - 26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร


