ทุกคนต่างทราบดีว่า “อาหารเช้า” มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน อาจทำให้หลายคนละเลยการรับประทานอาหารเช้า ซึ่งอาหารเช้า ใช่ว่าจะทานอะไรก็ได้ เพราะข้อมูลล่าสุด จาก CNBC Make It ที่ได้สัมภาษณ์ “นพ.ซานเจย์ โบจราช (Sanjay Bhojraj) แพทย์โรคหัวใจจากสหรัฐอเมริกา” ระบุชัดเจนว่า ช่วงเช้าเป็นเวลาที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เนื่องจากระดับฮอร์โมนความเครียดเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และอัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุดังกล่าว “อาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานทันทีหลังตื่นนอน” จึงส่งผลต่อสุขภาพหัวใจโดยตรง ซึ่ง 4 อาหารยอดฮิตของใครหลายๆ คนที่ควรเลี่ยง ไม่ควรรับประทานก่อนเวลา 09.00 น. แต่ทั้งนี้ ก็ห้ามงดอาหารเช้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘เส้นไข่ขาว’ นิ่มนิ่ม นวัตกรรมอาหาร ดูแลผู้ป่วย งานวิจัยสู่ตลาดโลก
หมดประจำเดือนเป็นปีๆ แล้วเลือดกลับมา อย่าชะล้าใจ สัญญาณเตือนโรคร้าย
เช็กอาหารเช้าที่ควรหลีกเลี่ยงก่อน 09.00 น.
นพ.โบจราชอ้างอิงงานวิจัยหลายชิ้น พบว่า ผู้ป่วยหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันส่วนใหญ่ มักเกิดอาการในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหาร 4 กลุ่มต่อไปนี้ในช่วงเช้าก่อน 09.00 น. ได้แก่
1. กาแฟที่มีน้ำตาลสูง
กาแฟแก้วใหญ่ที่เติมไซรัปหรือสารปรุงแต่ง อาจมีน้ำตาลมากถึง 30-50 กรัม หากดื่มตอนท้องว่างจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานหนัก และทำให้หิวเร็วขึ้น
2. อาหารเช้าประเภทขนมหวาน
ครัวซองต์ มัฟฟิน หรือโดนัท มักมีทั้งแป้งขัดสีและไขมันอิ่มตัวสูง แต่มีไฟเบอร์และโปรตีนต่ำ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว สร้างภาระให้หัวใจในช่วงเวลาที่ร่างกายยังเปราะบาง
3. เนื้อสัตว์แปรรูป
เบคอน ไส้กรอก และแฮม มีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และวัตถุกันเสีย เช่น ไนไตรต์ ในปริมาณสูง การรับประทานเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น
4. เครื่องดื่มชูกำลัง
เป็นเครื่องดื่มที่แพทย์เตือนให้หลีกเลี่ยงมากที่สุด เพราะมีทั้งคาเฟอีน น้ำตาล และสารกระตุ้นในปริมาณสูง ซึ่งอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่งตื่นนอน
งดอาหารเช้าไม่ดีต่อหัวใจ ไม่ดีต่อสมอง
นพ.โบจราช กล่าวต่อว่า การข้ามมื้อเช้าแล้วรีบดื่มกาแฟหรือเริ่มทำงานทันที อาจทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะเครียดต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบประสาทถูกกระตุ้นมากเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน และหัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ รวมถึง การทำ Intermittent Fasting (IF) อย่างถูกวิธี แตกต่างจากการอดอาหารในสภาวะที่ร่างกายเผชิญความเครียดอย่างสิ้นเชิง
“การเริ่มต้นวันด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารเช้าที่สมดุล มีโปรตีนและใยอาหาร รวมถึงใช้ชีวิตช่วงเช้าอย่างไม่เร่งรีบ จะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจในระยะยาวได้มากกว่าเดิม”
การกินอาหารเช้าก่อน 09.00 น. หรือไม่กินข้าวเช้า นอกจากเสี่ยงโรคหัวใจแล้ว ต้องระวัง “โรคสมองเสื่อม “ เช่นเดียวกัน เมื่อ “มื้อเช้า” เป็น “มื้อสำคัญที่สุดของวัน” การไม่กินข้าวเช้าอาจเสี่ยงต่อการเกิดสมองเสื่อมได้ และการละเลยมื้อเช้าไม่เพียงแค่ทำให้พลังงานแก่ร่างกายไม่เพียงพอ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสมองในระยะยาวอีกด้วย
สมองเสื่อมน่ากลัวอย่างไร ?
นพ.ศรัณย์ ธนพฤฒิวงศ์ สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าสมองเสื่อมเป็นโรคที่ใกล้ตัว ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงาน หรือวัยรุ่น โรคสมองเสื่อมไม่ควรมองข้าม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งในเรื่องของความจำ การตัดสินใจ และการทำงานของสมองในด้านต่าง ๆ
การรักษาอาการสมองเสื่อมทำได้ยากและซับซ้อน เนื่องจากยังไม่มีวิธีการรักษาที่สามารถฟื้นฟูสมองให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างสมบูรณ์ การรักษาส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่การชะลอการเสื่อมของสมองและการจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ทั้งจากผู้ป่วยเองและผู้ดูแล
- อาการของโรคสมองเสื่อม
โรคสมองเสื่อม เป็นกลุ่มของอาการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของสมอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคิด ความจำ และการทำกิจวัตรประจำวัน อาการของโรคสมองเสื่อมสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทและมีผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ความจำเสื่อมหลงลืมสิ่งต่าง ๆ
ลืมเหตุการณ์ล่าสุด : ผู้ป่วยอาจลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือข้อมูลที่เพิ่งได้รับ
ลืมชื่อคนใกล้ชิด : อาจจำชื่อคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทไม่ได้
ความสามารถในการคิดและตัดสินใจลดลง
- การวางแผนและการแก้ปัญหา : มีปัญหาในการวางแผนหรือแก้ปัญหาที่เคยทำได้ง่าย
- การตัดสินใจ : ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องที่เคยทำได้ดี เช่น การใช้เงิน
การสื่อสารและการใช้ภาษา
- ลืมคำศัพท์ : อาจลืมคำศัพท์ที่ใช้บ่อยหรือใช้คำผิด
- การสนทนา : มีปัญหาในการติดตามการสนทนาหรือการพูดคุย
หลงทางจำทางไม่ได้
- หลงทาง : อาจหลงทางในที่ที่คุ้นเคย
การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและบุคลิกภาพ
- อารมณ์แปรปรวน : อาจมีอารมณ์แปรปรวนหรือหงุดหงิดง่าย
การเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพ
- อาจมีการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพ เช่น กลายเป็นคนเก็บตัวหรือก้าวร้าว
อาการสมองเสื่อมมีผลกระทบต่อชีวิต
- การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
การทำงาน : ผู้ป่วยอาจไม่สามารถทำงานที่เคยทำได้ดี
การทำกิจวัตรประจำวัน : มีปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การจัดยา การจัดการด้านการเงิน การขับรถ การทำอาหาร การแต่งตัว การดูแลความสะอาดร่างกาย
- ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
ครอบครัวและเพื่อน : ความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนอาจเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการสื่อสารและการเข้าใจที่ลดลง
การดูแล : ผู้ป่วยอาจต้องการการดูแล และความเข้าใจจากคนรอบข้างมากขึ้น
- สุขภาพจิตและอารมณ์
ความเครียดและความวิตกกังวล : ผู้ป่วยอาจรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการของตนเอง
ภาวะซึมเศร้า : อาจมีภาวะซึมเศร้าหรือความรู้สึกสิ้นหวัง
- ความปลอดภัย
อุบัติเหตุ : มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม การหลงทาง หรืออาจจะสูญหายจากบ้าน
สาเหตุโรคสมองเสื่อมที่ควรระวัง
โรคสมองเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น มาดูกันว่าแต่ละสาเหตุมีอะไรบ้าง
- โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease)
สาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งพบได้ถึง 60-70% ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั้งหมด โรคอัลไซเมอร์ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยทำให้เกิดการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง ทำให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพและตายไปในที่สุด
- โรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคสมองเสื่อม เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปยังสมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น ส่งผลให้เซลล์สมองเกิดเสียหายและตายตามมา
สาเหตุอื่น ๆ สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมพบได้ ประมาณ 10% ของผู้ป่วย ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป : การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไปมีผลระยะยาวต่อสมอง
- โรคประจำตัว : โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง หากไม่ได้รับการรักษาในช่วงวัยกลางคน จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ
- พันธุกรรม : ก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากมียีนที่มีความเสี่ยง จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อม
- การใช้สมอง บริหารสมอง : คนที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่มีการศึกษาต่ำกว่า เนื่องจากการใช้สมองอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของสมอง
ไม่กินข้าวเช้า เสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่ม 4 เท่า
การไม่กินอาหารเช้าอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจใหญ่กว่าที่คิด มีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นที่ติดตามคนจำนวนมากในโอซาก้า พบว่า ‘การไม่กินข้าวเช้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจและโรคหลอดเลือด ซึ่งทั้งสามโรคนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมองเสื่อมอย่างชัดเจน
อ้างอิงจากการศึกษา พบว่าคนที่ ไม่กินข้าวเช้าเสี่ยงสมองเสื่อม เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ ส่งผลให้สมองขาดพลังงานที่จำเป็นในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การไม่กินอาหารเช้ายังทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างและปกป้องสมอง
การกินอาหารเช้าสำคัญอย่างไร ?
การกินอาหารเช้าที่มีประโยชน์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาหารเช้าที่ดีควรประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต ผลไม้ และถั่วต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานในการเริ่มต้นวันใหม่ แต่ยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในระยะยาว
ป้องกันการเกิด "โรคสมองเสื่อม" ได้
การป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากรู้จักดูแลสุขภาพสมอง มาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อม
- กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์
การกินอาหารเช้าที่มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญ อาหารเช้าที่ดีควรประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น การออกกำลังกายความหนักระดับกลางอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เช่น การเดินเร็ว วิ่ง หรือปั่นจักรยาน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อม
- พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูสมองและร่างกาย ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน การนอนหลับที่ดีจะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ฝึกสมองอย่างต่อเนื่อง
การฝึกสมองด้วยกิจกรรมที่ท้าทาย เช่น การอ่านหนังสือ เล่นเกมปริศนา หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของสมอง
- ดูแลสุขภาพจิต
การดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว การมีสุขภาพจิตที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อม
- รักษาโรคประจำตัว
หากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง
การเริ่มดูแลสุขภาพสมองตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การกินอาหารเช้าที่ดีและมีประโยชน์เป็นหนึ่งในวิธีซึ่งสามารถช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดสมองเสื่อมได้ อาหารเช้าที่มีสารอาหารครบถ้วนจะช่วยเสริมสร้างสมอง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมองในระยะยาว การดูแลสุขภาพสมองไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเริ่มต้นด้วยการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การกินอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้สมองมีสุขภาพที่ดี และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดชีวิต
การเริ่มดูแลตัวเอง ควรตระหนักและเริ่มเลยทันที เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และการมีสมองที่แข็งแรงจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุขในทุก ๆ วัน อย่างไรก็ตามหากพบว่าความจำของท่านหรือคนที่ท่านรักเริ่มแย่ลง อย่าลืมมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถช่วยรักษาหรือชะลอการดำเนินไปของโรคสมองเสื่อมได้
อ้างอิง: Rama Channel , ที่นี่ดอทคอม


