วันนี้ (30 มิ.ย.2569) ที่ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กรุงเทพธุรกิจ จับมือ RISE Innovation Consulting จัดงาน “SEA Health Summit 2026” : AI in Health and Longevity” เวทีระดับเมกะโปรเจกต์ที่รวม "ผู้นำ" จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ บิ๊กเทคระดับโลก โรงพยาบาลชั้นนำ สถาบันการแพทย์ และนักลงทุน VC แถวหน้าทั่วเอเชียร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรม AI พลิกโฉม และกำหนดทิศทางอนาคตระบบสุขภาพ
โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อม Keynote Speech ในหัวข้อ “Thailand Health Tech:The Next Economic Engine พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าการแพทย์ของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงเตียงคนไข้หรือห้องผ่าตัด แต่กำลังถูกยกระดับให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ที่จะขับเคลื่อน GDP ของประเทศผ่านนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นการก้าวข้ามจากการเป็นผู้ให้บริการ สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในฐานะเบอร์หนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"ไทยมีชื่อเสียงด้าน Wellness มานาน แต่การจะก้าวสู่ระดับสากล และสร้างมูลค่ามหาศาลในยุค Longevity Economyจะต้องเปลี่ยนผ่านสู่ Wellness ที่มีงานวิจัยรองรับ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งยา เครื่องมือ และบริการทางการแพทย์ของไทย เพราะเมื่อผลิตภัณฑ์ และบริการมีวิทยาศาสตร์รองรับ ความเชื่อมั่นระดับสากลจะตามมา และนั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ได้ขายเฉพาะการบริการ แต่กำลังขายผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘ยศชนัน’ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง ชี้ แก้คอร์รัปชัน 100 ปีไม่จบ หากคนยังจน
มหิดล ปักหมุด 'Holistic Wellbeing' รับตลาดเวลเนสโลก 9.8 ล้านล้านดอลลาร์
"ฐานทดลองทางคลินิก" นวัตกรรมครบวงจร
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า การผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial Hub) โดยมีการปรับปรุงกฎระเบียบ Clinical Trial Agreement (CTA) เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งนวัตกรรมส่วนใหญ่ที่เข้าสู่การทดลองในไทยนั้น มักจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลระดับสูงมาแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าคนไทยจะได้เข้าถึงยาดี และเทคโนโลยีใหม่ก่อนใครในราคาที่เหมาะสม
“อว.และภาครัฐ ได้ดึงดูดเงินร่วมลงทุน (Venture Capital (VC)) เพื่อกระตุ้นให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่สตาร์ตอัป Health Tech ของไทยในหลากหลายสาขา อาทิ Telemedicine, ทันตกรรม ,กายภาพบำบัด และ วิทยาศาสตร์การกีฬา รวมทั้งการขับเคลื่อนนวัตกรรมขั้นสูง (ATMPs) โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการรักษาด้วยเซลล์ และยีนบำบัด (Advanced Therapy Medicinal Product) ซึ่งเป็นพรมแดนใหม่ของการแพทย์โลก อีกทั้ง ระบบนิเวศที่ครอบคลุม พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม, วิศวกรรมการแพทย์ และจุดแข็งดั้งเดิมอย่าง สมุนไพรไทย เพื่อให้เกิด Ecosystem ที่สมบูรณ์”
DNA และ AI ดูแลสุขภาพตลอดชีวิต
"เซมิคอนดักเตอร์" ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลายเป็น "สมองกล" ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ทั้งหมด แผนงานของกระทรวง อว. จึงเป็นการวางรากฐาน อธิปไตยทางเทคโนโลยี เพื่อรองรับนวัตกรรมการแพทย์ และการเกษตรอัจฉริยะ
รมว.อว.กล่าวอีกว่า การเร่งสร้างฐานการออกแบบชิป (Chip Design) และการผลิตขั้นสูง จะทำให้อุปกรณ์การแพทย์ล้ำสมัย เช่น เครื่องถอดรหัสพันธุกรรมหรือระบบตรวจวินิจฉัย AI สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ ลดการนำเข้า และเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงต้นน้ำจากการออกแบบชิป สู่ปลายน้ำในกลุ่ม EV และเครื่องมือแพทย์ระดับโลก จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการกำกับดูแลนโยบายที่มีความต่อเนื่อง และชัดเจน
“อนาคตของสาธารณสุข คือ Precision Health หรือการแพทย์แม่นยำที่ไม่เคยมองคนไข้แบบเหมาเข่ง แต่ลงลึกถึงระดับ DNA และข้อมูลเชิงลึกผ่านเทคโนโลยี Genomic Data ซึ่งกุญแจสำคัญคือ การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการรักษาที่เฉพาะเจาะจงรายบุคคล สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ความต่อเนื่อง (Continuity) ของข้อมูลที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานอย่าง สปสช. ซึ่งหมายความว่าข้อมูลสุขภาพของคุณจะไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษในโรงพยาบาล แต่เป็นฐานข้อมูลดิจิทัลที่ดูแลคุณไปตลอดชีวิต ช่วยลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้อย่างมหาศาล” รมว.อว.กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์
"หมอ 20,000 คน" ความท้าทายโลกความจริง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่า ไม่มีนวัตกรรมใดเกิดขึ้นได้หากขาดมนุษย์ ประเทศไทยจึงวางเป้าหมายผลิตแพทย์เพิ่ม 20,000 คน ภายใน 10 ปี เพื่อสร้างรากฐานของ Medical Ecosystem ที่ยั่งยืน และรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งการเติบโตนี้มาพร้อมกับแรงเสียดทาน ที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เช่น ประเด็นข้อกังวลเรื่องงบประมาณ และการกระจายตัวของบุคลากรที่มีกลุ่มแพทย์ออกมาเรียกร้อง ซึ่งภาครัฐมุ่งเน้นโครงการอย่าง CPIRD เพื่อกระจายแพทย์เข้าสู่พื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง การสร้างบุคลากรจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวน แต่คือ การสร้างระบบที่ยุติธรรมและยั่งยืน
ทั้งนี้ รัฐพร้อมรับฟังข้อเรียกร้อง และเสียงสะท้อนจากกลุ่มแพทย์และนักศึกษาแพทย์ เพื่อปรับปรุงโครงการกระจายแพทย์ (CPIRD) ให้มีความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่มาตั้งศูนย์วิจัยในไทย เพื่อทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย สร้างเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
"เราต้องมีแพทย์ที่เพียงพอสำหรับทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยว การดำเนินการนี้ต้องทำอย่างรอบคอบ และพร้อมรับฟังทุกเสียงสะท้อน เพื่อให้ทุกก้าวของการเติบโตเป็นประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกกลุ่ม" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว


