วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ ในวันที่ต้องรักษา ’สมดุล’ เศรษฐกิจ – ระบบสาธารณสุข

‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ ในวันที่ต้องรักษา ’สมดุล’ เศรษฐกิจ – ระบบสาธารณสุข

เทรนด์โลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว “เศรษฐกิจสุขภาพ” ได้กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญตัวใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย แต่ “กำลังคนด้านสุขภาพ” ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะในสายวิชาชีพบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ใน “ภาวะชักขึ้นบนโผล่ข้างล่าง”

ทั้งนี้ สถานการณ์กำลังคนใน 9 วิชาชีพ พบว่า 

  • แพทย์  อัตราส่วนบุคลากรต่อประชากร  ปัจจุบัน 1 : 922 เป้าหมาย 1 : 650 
  • ทันตแพทย์  1 : 3,650 เป้าหมาย 1 : 3,000 
  • เภสัชกร   1 : 2,735 เป้าหมาย  1: 1,966 
  • พยาบาล 1 : 316 เป้าหมาย  1:200
  • นักกายภาพบำบัด 1: 4,792 เป้าหมาย 1: 2,000 
  • แพทย์แผนไทย 1: 11,339 เป้าหมาย 1 : 2,782 
  • นักรังสีเทคนิค 1: 9,954 เป้าหมาย 1:5,000 
  • นักสาธารณสุข 1:2,220 เป้าหมาย 1:1,000 
  • นักเทคนิคการแพทย์ 1:4,793 เป้าหมาย  1:2,804 

และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีแผนเพิ่มการผลิตใน 10 ปีข้างหน้า (2568-2577) รวมทั้งหมดกว่า 2.6 แสนคน 

‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ ในวันที่ต้องรักษา ’สมดุล’ เศรษฐกิจ – ระบบสาธารณสุข

ขณะที่มหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ทยอยตั้งคณะแพทยศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์ เป็นการปรับตัวจากการที่ไทยมีเด็กเกิดน้อย จำนวนเข้าเรียนลดลง แต่คณะสายสุขภาพยังเป็นที่ต้องการและได้รับความสนใจ รวมถึง แห่เปิด “หลักสูตร” ที่สอดรับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจสุขภาพที่แข่งขันสูง และขยายโอกาสทางธุรกิจ

ทิศทางของเศรษฐกิจสุขภาพ

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงเรื่องการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากภาพรวมแทรน์สุขภาพโลกว่า ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่มีประชากรเกิน 65 ปีถึง 30%

ส่วนประเทศไทย ผู้สูงอายุเกิน60 ปีขึ้นไป มีถึง 20.7% ซึ่งเป็นกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่เริ่มทยอยเกษียณ สิ่งที่ตามมา คือ รูปแบบของโรคที่เปลี่ยนไป จากในอดีตที่เสียชีวิตด้วยโรคติดต่อ แต่ปัจจุบันกลายเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง หลอดเลือดสมอง หัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง แนวโน้มในคนไทยพบว่าแย่ลงในทุกตัว

เมื่อผู้คนกังวลเรื่องโรคเหล่านี้ จึงเริ่มมองหาการรักษาที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม เมื่อมีโอกาสหายสูงขึ้นก็นำไปสู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ประเทศที่มีศักยภาพผลิตเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ก็จะส่งออกไปทั่วโลกและนำเงินเข้าประเทศ

สำหรับประเทศไทยไม่ล้าหลัง ดำเนินการเรื่อง Genomic Thailand มาครบ 5 ปี เพื่อตอบโจทย์การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น เช่น การตรวจยีนก่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิงไทย ทำให้พบข้อมูลเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจวินิจฉัยและรักษา มากกว่าการอิงตามตำราต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

คาดลดค่าใช้จ่าย ATMPs ลงได้ถึง 10 เท่า

รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs: Advanced Therapy Medicinal Products) ที่ช่วยรักษาโรคยากๆ ได้มากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจน คาร์ทีเซลล์ (CAR T-cell) ซึ่งเป็นการดึงเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนไข้ออกมาตัดต่อรหัสพันธุกรรมเพื่อให้รู้จักและทำลายเซลล์มะเร็งได้แม่นยำขึ้น ก่อนใส่กลับเข้าไปในร่างกาย ในอดีตหากต้องส่งไปทำที่ต่างประเทศจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึงรายละ 10-20 ล้านบาท ซึ่งคนไทยเข้าถึงได้ยาก

แต่ สวรส. ได้สนับสนุนการวิจัยในไทยจนมีแนวโน้มว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 10 เท่า เหลือประมาณ 1-2 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้คนชั้นกลางเข้าถึงได้มากขึ้น และมีโอกาสเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐในอนาคต หากมีความก้าวหน้าพอ จะไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศและสามารถส่งออกเทคโนโลยีนี้ไปยังเพื่อนบ้านได้ด้วย

บริหารจัดการให้ถูกที่ ถูกทาง

การพัฒนากำลังคน นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า นิยามของกำลังคนด้านสุขภาพยุคใหม่ต้องมองให้กว้างกว่าแค่แพทย์หรือพยาบาล แต่ต้องครอบคลุมถึงทรัพยากรมนุษย์เพื่อสุขภาพทั้งหมด (Human Resources for Health - HRH) ซึ่งความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือ การรักษา “สมดุล” ระหว่างการผลักดัน Medical Hub เพื่อดึงเงินตราเข้าประเทศ กับการรักษาระบบสาธารณสุขพื้นฐานสำหรับคนในชาติให้ยังมีความครอบคลุมและมีคุณภาพ

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่แค่จำนวนที่ขาดแคลนหรือไม่ แต่เป็นการบริหารจัดการให้ถูกที่ ถูกทาง (Right job in the right place) โดยต้องลดภาระงานที่ไม่ใช่ทักษะวิชาชีพ เพื่อให้มีเวลาไปใช้ทักษะเฉพาะทางจริงๆ  ขณะเดียวกันต้องส่งไปฝึกอบรมและเรียนเพิ่มเติมในเรื่องใหม่ๆ อย่างเช่น เรื่อง ATMPs มีความต้องการกำลังคน

หรือเรื่อง Genetic ที่ทั่วประเทศมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ราว 20 คนเท่านั้น ทั้งที่มีความต้องการมาก ทำให้เมื่อคนเข้ามาตรวจยีนก็จะไม่มีบุคลากรให้คำแนะนำ กลายเป็นไม่มีการให้บริการ เห็นได้ชัดจากกรณีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ให้สิทธิประโยชน์ในการตรวจยีน BRCA1 และ BRCA2 ที่เกี่ยวกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม โดยคาดว่าคนไทยน่าจะมีความเสี่ยง 20,000-30,000 คน แต่มีตรวจแค่ปีละ 4,000 คน เพราะ รพ.ไม่มีกำลังคนในด้านนี้

รวมถึง การดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) รัฐต้องวางแผนระบบรองรับในการฝึกอบรมผู้ดูแล (caregiver) ซึ่งจะมองแต่เฉพาะเรื่องจำนวนและค่าจ้างไม่ได้ และรัฐคงไม่ผูกขาดเรื่องนี้ ก็อยากเสนอให้รัฐมีแรงจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์บีโอไอ (BOI) หากภาคเอกชนมีการฝึกอบรม caregiver เป็นต้น 

กำลังคนด้านสุขภาพ ดึงขึ้นบนโผล่ล่าง

“การขาดกำลังคน บางทีไม่ใช่ขาดในเชิงจำนวน แต่ขาดในเชิงทักษะที่เหมาะสมกับนโยบายในแต่ละเรื่อง ปัจจุบันกำลังคนสายวิชาชีพอยู่ในภาวะผ้าห่มพอดีตัว หากมุ่งเน้นแต่ภาคเอกชนและการรักษาต่างชาติจนเกินไป ก็จะดึงแพทย์และพยาบาลหลั่งไหลออกจากระบบรัฐสู่เอกชน กลายเป็นการดึงผ้าห่มไปคลุมหัวแล้วเท้าก็โผล่ และต้องระมัดระวังเรื่องค่าตอบแทนด้วย ไม่ใช่ให้รัฐกับเอกชนต่างกัน 10 เท่า” นพ.ศุภกิจกล่าว 

นำเข้าบุคลากรต่างชาติ ยังติดกติกา

ความเห็นต่อข้อเสนอในการปลดล็อกให้ รพ.เอกชนที่ดำเนินการเรื่องเมดิคัลฮับ นำเข้าแพทย์ พยาบาลต่างชาติได้ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เคยมีการหารือในระดับอาเซียนผ่านข้อตกลง MRA (Mutual Recognition Arrangement) แต่ทุกประเทศยังยึดหลักกติกาภายใน (Internal Regulation) ของตัวเอง

ประเด็นที่ยากที่สุด คือ เรื่องภาษาและความเข้าใจวัฒนธรรมของคนป่วย ซึ่งจะส่งผลต่อการวินิจฉัย แต่ปัจจุบันมีการอนุโลมในบางกรณี เช่น โครงการฝึกอบรมหรือการสาธิตการผ่าตัดโดยมีแพทย์ไทยรับรอง ส่วนการให้ภาคเอกชนนำเข้าบุคลากรมาดูแลเฉพาะคนไข้ต่างชาติ เป็นเรื่องที่ต้องมีการหารือร่วมกัน แต่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาวิชาชีพต่างๆ 

ตั้งคณะแพทย์-พยาบาลใหม่

นพ.ศุภกิจ ยังให้ความเห็นถึงปัจจัยที่มหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนมีการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์มากขึ้นด้วยว่า ในภาพแมคโครโครงสร้างประชากรไทยที่ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่องมาหลายปี จึงส่งผลโดยตรงต่อจำนวนนิสิตนักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ ในวันที่ต้องรักษา ’สมดุล’ เศรษฐกิจ – ระบบสาธารณสุข

สมมติลดลง 20% แต่คณะในสายวิชาชีพบุคลากรทางการแพทย์อย่างแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกรยังเต็มทุกปี เพราะเรียนแล้วมีงานทำ 100% ส่วนคณะอื่นๆ อาจจะจำนวนหายไปราว 40-50% มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัวจัดตั้งและเปิดรับในคณะที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและผู้คนให้ความสนใจในการเข้าศึกษาต่อ

รับมือธุรกิจแข่งขันสูง

ขณะที่การเปิดหลักสูตรด้านสุขภาพมากขึ้น นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เป็นเพราะเรื่องของสุขภาพไม่ใช่มุ่งเน้นการรักษาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการป้องกันดีกว่ารักษา เกิดเป็นเทรนด์ผู้คนหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลสุขภาพในมิติต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจสุขภาพมีการเติบโตและธุรกิจมีการแข่งขันสูงทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ต้องมีการเพิ่มเติมองค์ความรู้เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาความน่าเชื่อถือเรื่องสุขภาพในระดับนานาชาติไว้ได้ 
 หลักสูตรที่รองรับเศรษฐกิจสุขภาพแบ่งเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ เจ้าของกิจการ (Owner) ที่ต้องเรียนรู้ทิศทางธุรกิจ ผู้จัดการ (Manager) ที่ต้องเข้าใจการบริหารจัดการและความต้องการลูกค้า และระดับผู้ปฏิบัติ (Practitioner) เช่น หมอนวดหรือพนักงานสปาที่ต้องมีการอัพสกิลและรีสกิล โดยมหาวิทยาลัยออกแบบหลักสูตรตามความต้องการของตลาด (Demand-driven)

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมุ่งเน้นแต่หลักสูตรระดับปริญญาเท่านั้น แต่ควรพิจารณาหลักสูตรระยะสั้น (Short course) แบบโมดูลที่ให้คนเลือก “ช้อปปิ้งทักษะ” ที่ขาดได้ เช่น ทักษะการสื่อสารสำหรับผู้จัดการสปา หรือการจัดการผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้แรงงานเข้าสู่ตลาดสุขภาพได้รวดเร็วขึ้น

“สิ่งสำคัญหลักสูตรต้องอิงกับมาตรฐานสากล เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริการสุขภาพของไทยมีคุณภาพที่เชื่อถือได้จริง และต้องไม่เป็นการโฆษณาเกินจริง หลักสูตรที่เน้นเพียงแค่คอนเนคชั่นหรือไม่มีงานวิจัยรองรับจะไม่สามารถสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ รวมถึงต้องระวังหลักสูตรที่เป็นลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest )” นพ.ศุภกิจ กล่าว