บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC GROUP เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การแพทย์ ผ่านการลงทุนงบประมาณกว่า 1,400 ล้านบาท มุ่งยกระดับศักยภาพการรักษาพยาบาลสู่ระดับตติยภูมิ พร้อมวางตำแหน่งโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เป็นโรงพยาบาลเรือธงในการเป็นศูนย์กลางรองรับผู้ป่วยโรคยากและซับซ้อน ขณะเดียวกันเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าต่างชาติและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
สำหรับการจัดสรรงบประมาณการลงทุนมูลค่า 1,400 ล้านบาทในครั้งนี้ ธาริน เอี่ยมเพชราพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) PRINC Group ได้เปิดเผยว่ามีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็นสองส่วนหลัก โดยวงเงินจำนวน 700 ล้านบาทแรก ถูกนำไปใช้ในการทำธุรกรรมซื้อหุ้นโรงพยาบาล ป.แพทย์ 1 และ 2 ในจ.นครราชสีมา เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหรือ “ฮับ” (Hub) ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการเชื่อมโยงเครือข่ายและการดูแลผู้ป่วยกับโรงพยาบาลขนาดรองลงไปหรือ “สโปค” (Spoke) ในพื้นที่ใกล้เคียง
ขณะที่อีก 700 ล้านบาทที่เหลือ ได้รับการจัดสรรเพื่อขยายขีดความสามารถการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเดิมในเครือ ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใหม่ ณ โรงพยาบาลพริ้นซ์ พิจิตร ด้วยงบประมาณ 300 ล้านบาท และการจัดตั้งศูนย์ฉายแสงรักษามะเร็ง ณ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก ด้วยงบประมาณ 400 ล้านบาท
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
รพ.พริ้นซ์ฯ ชูความพร้อมการแพทย์ รองรับ 'Medical Tourism'
“พริ้นซิเพิล”ลงทุน 5 พันล้าน 3 ปี เปิดรพ.12 แห่งเจาะคนชั้นกลาง
“Shared Service” เพื่อประหยัดต้นทุน
นพ.วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่าการลงทุนทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวคิดการกระจายมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ดีจากกรุงเทพฯ ไปสู่เมืองรอง ยุทธศาสตร์“โมเดล Hub & Spoke” เชื่อมโยงโครงข่ายโรงพยาบาลในเครือ 19 แห่ง ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ดี ฆนัท ศิริสุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) PRINC Group กล่าวว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายและคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ยากลำบาก เนื่องจากในปีที่ผ่านมาผู้คนมีความลังเลและความระมัดระวังในการใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลภาคธุรกิจอื่นๆ ที่ระบุว่าในปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางธุรกิจไว้ได้ เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่เหลือ รวมถึงธุรกิจบริการทางการแพทย์และโรงพยาบาล ต่างได้รับผลกระทบจากปัญหากำลังซื้อที่ถดถอยของผู้บริโภคจากความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ระดับโลกอย่างสงคราม
“ปีนี้เน้นการบริหารจัดการต้นทุนภายในอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ส่วนกลางที่เรียกว่า “Shared Service” เพื่อประหยัดต้นทุนจากระบบ Economy of Scale ควบคู่ไปกับ การบริหารจัดการต้นทุนบุคลากร ผ่านการจัดตารางเวรหมอให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป้าหมายให้โรงพยาบาลทุกแห่งในเครือมีผลประกอบการ EBITDA เป็นบวกทั้งหมด”
“พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ”รักษาโรคยากซับซ้อน
นพ.วรพจน์ ชีวีวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ กล่าวว่าในด้านการยกระดับบริการทางการแพทย์ จากแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยผู้ป่วยมักเดินทางมาโรงพยาบาลด้วยโรคทั่วไปในสัดส่วนที่ลดลง แต่จะเลือกเข้ามารับการรักษาเมื่อมีอาการของโรคยากและซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้รับการวางตัวให้เป็นโรงพยาบาลเรือธงระดับสากล เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยรองรับเคสผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ส่งต่อมาจากเครือข่ายโรงพยาบาล
โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนาขอบเขตการรักษาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุรุนแรงตามมาตรฐานระดับสากลศูนย์บริการผู้บาดเจ็บระดับ 3 (Trauma Level 3) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเขตพื้นที่รอบสนามบินที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย มีศูนย์โรคหลอดเลือดสมองที่รองรับการผ่าตัดสมองผ่านกล้องไมโครสโคปและการสวนหลอดเลือดสมอง
ตลอดจนศูนย์กระดูกและข้อที่เชี่ยวชาญการผ่าตัดกระดูกสันหลังและการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกข้อเข่าผ่านกล้องแผลเล็ก นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์และบุคลากรเฉพาะทางเพื่อขยายขีดความสามารถสู่การผ่าตัดและการสวนหัวใจอย่างครบวงจรภายในช่วงปลายปีนี้
ชูมาตรฐาน JCI รุกตลาดลูกค้าต่างชาติ
ทิศทางการเติบโตของกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ ปัจจุบันรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม โดยมีโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ และโรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก เป็นกลไกหลักเนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ยังได้รับประโยชน์เชิงทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียง 10 ถึง 15 นาที ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้ป่วยและสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของประเทศ
นอกเหนือจากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยหรือกลุ่ม Expat และนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว เครือพริ้นซ์ยังเห็นแนวโน้มการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มผู้ป่วยประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยจากกัมพูชาและลาวที่เดินทางข้ามพรมแดนเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลในเครือที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนที่มีศักยภาพการสูง
รุกธุรกิจดูแลผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัย
ด้านกลยุทธ์การรับมือกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุสูงถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด เครือพริ้นซ์จึงได้เตรียมความพร้อมผ่านโครงสร้างการบริการดูแลผู้สูงอายุผ่านการลงทุนในหุ้นแบรนด์ “บ้านลลิสา” กว่า 45% และจัดตั้ง “บ้านอาจารย์พงษ์ศักดิ์” ที่เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงวัย และผู้ป่วยติดเตียง ครบวงจร เพื่อรองรับสถานการณ์สังคมสูงวัยที่กำละงจะมาถึง
ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลัก แต่ทางกลุ่มประเมินว่าธุรกิจดังกล่าวจะมีอัตราการเติบโตที่สูงในอนาคต และจะทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในระบบฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว ซึ่งจะเข้ามาช่วยรับช่วงต่อดูแลคนไข้สูงวัยที่พ้นขีดอันตรายจากการรักษาโรคยากและซับซ้อน เช่น โรคกระดูกและสมอง จากโรงพยาบาลหลักในเครือ เพื่อไปฟื้นฟูร่างกายต่อในสถานพักฟื้นที่เหมาะสม


