โรงพยาบาลเพื่อการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) วันเวลา (One Vela) การประคับประคอง ให้ผู้ป่วยสามารถใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ปราศจากความทุกข์ทรมาน และจากไปตามครรลองธรรมชาติอย่างมีศักดิ์ศรี ครอบคลุมการดูแลถึงคนในครอบครัว (Care Giver) ที่มักแบกรับความตึงเครียดสะสมสูงสุด ด้วยการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ไปจนถึง จัดกิจกรรมบำบัดอย่าง “Sound Healing”
ในวันที่ช่วยเวลาสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามา การจากไปอย่างไรความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ หรือที่เรียกกันว่า“ตายตาหลับ“ ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่ในขณะเดียวกันด้วยการเพิ่มขึ้นของสังคมผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำกัด ส่งผลให้โรงพยาบาลทั่วไป เน้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากและประหยัดเวลามากที่สุด จนหลงลืมความรู้สึกของผู้ป่วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ชวนคนไทยทำ ‘แผนการดูแลล่วงหน้า’ อยู่ดี=ตายดี วาระสุดท้ายของชีวิต
หมดประจำเดือนเป็นปีๆ แล้วเลือดกลับมา อย่าชะล้าใจ สัญญาณเตือนโรคร้าย
"รพ.วันเวลา" ดูแลรักษาแบบประคับประคอง
นั่นเป็นเหตุให้ "อัครพล เอื้ออารักษ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล สร้างและออกแบบโรงพยาบาลเพื่อการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) อย่าง วันเวลา (One Vela) ผ่านประสบการณ์และมุมมองในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบโรงพยาบาลที่เล็งเห็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้น
หนึ่งในความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างการรักษาทั่วไป (Curative Care) และการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการรักษาทั่วไปมุ่งเน้นการขจัดโรคให้หายขาดและการทำหัตถการยื้อสัญญาณชีพทุกวิถีทาง เช่น การเจาะคอเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ หรือการทำเคมีบำบัด ในระยะที่สองหรือสาม ซึ่งการรักษาในลักษณะนี้บ่อยอย่างต่อเนื่องมักสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย จากผลข้างเคียงของยาที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง ผมร่วง ผิวแห้ง และร่างกายทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่การรักษาแบบประคับประคองของโรงพยาบาลเฉพาะทางอย่าง “โรงพยาบาลวันเวลา (One Vela)” จะมุ่งเน้นการควบคุมอาการเจ็บปวดทางกายภาพ ควบคู่ไปกับการประคับประคองจิตใจและจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสงบ ปราศจากความทุกข์ทรมาน และจากไปตามครรลองธรรมชาติอย่างมีศักดิ์ศรี
ศาสตร์แห่งการสื่อสารเพื่อการเยียวยาที่ยั่งยืน
การสื่อสารภายในโรงพยาบาลวันเวลาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรายงานข้อมูลทางการแพทย์ตามหน้าที่ แต่ถูกยกระดับให้เป็นกระบวนการสร้างความไว้วางใจและเยียวยาจิตใจอย่างเป็นระบบ โดยมีหัวใจหลักคือการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ความปรารถนาขั้นพื้นฐาน และจุดเปราะบางที่สร้างความกังวลใจ ของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะเริ่มต้นวางแผนการรักษาใดๆ
เพื่อลดความห่างเหินทางการรักษาและสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง “ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา” Senior Palliative Care Specialist ได้เปิดเผยว่า การดูแลผู้ป่วย ในบางครั้งอาจต้องเน้นการใช้ภาษาที่คุ้นเคยในระดับครอบครัว เช่นการเรียกสรรพนามปกติที่ใช้ในบ้าน อย่าง “คุณแม่” หรือ “อาม่า” เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยเสมือนแวดล้อมด้วยลูกหลานไม่ใช่คนแปลกหน้า ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการดูแลประจำวัน เช่น การเช็ดตัวหรือการอาบน้ำ เพื่อแสดงถึงความประณีตในการดูแลและลดความระหวาดระแวง สร้างความมั่นใจให้แก่ครอบครัวและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายเริ่มใกล้เข้ามา ทีมแพทย์จะมีการสื่อสารสถานการณ์โรคตามความเป็นจริงด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม เพื่อสนับสนุนการวางแผนล่วงหน้าและการจัดการปมในใจ เช่น การทำนิติกรรมทางการเงิน หรือการสั่งเสียเรื่องทรัพย์สินมรดก ในขณะเดียวกันทีมแพทย์ก็ต้องเตรียมพร้อมไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานทางกายภาพ ผ่านการประเมินสถานการณ์ความร้ายแรง และเลือกจ่ายยาในปริมาณที่สามารถระงับความเจ็บปวดได้ก่อนที่คนไข้จะรู้สึก และขอยาด้วยตนเอง
วิกฤติเงียบของ ‘Care Giver’
ในกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย “ผู้ดูแล” (Care Giver) มักเป็นผู้ที่แบกรับความตึงเครียดสะสมสูงสุด แต่กลับได้รับการเหลียวแลน้อยที่สุดในระบบสุขภาพ ครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นระยะเวลานาน มักเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เป็นเวลา การต้องสละเวลาชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน และกิจกรรมสังคมเพื่อมาอยู่เคียงข้างเตียงผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
จากการถอดบทเรียนทางสังคมพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวมักเผชิญกับแรงกดดันและสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บ่อยครั้งที่พวกเขากลายเป็นคนแรกที่ถูกสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวตำหนิหรือโยนความผิดให้เมื่ออาการของผู้ป่วยทรุดลงหรือเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย แต่ในทางกลับกัน เมื่อผู้ดูแลทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม กลับแทบไม่เคยได้รับคำชื่นชมหรือคำขอบคุณจากผู้ใดเลย วงจรความกดดันนี้เองที่ส่งผลให้ผู้ดูแลหลายรายพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าไปในที่สุด
โรงพยาบาลวันเวลา จึงออกแบบบริการที่มุ่งดูแลจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแลไปพร้อมกัน โดยมีทีมนักจิตแพทย์และนักจิตวิทยาประจำการเพื่อประเมินสภาวะทางอารมณ์ของผู้ดูแล ให้คำแนะนำการจัดการสภาวะอารมณ์อย่างเหมาะสม หรือการจัดกิจกรรมบำบัดอย่าง “Sound Healing” เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิด ความวิตกกังวล และความโดดเดี่ยว ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถฟื้นฟูกำลังใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ดูแลและผู้ป่วยให้ยั่งยืน
นอกจากสภาพจิตใจของผู้ดูแลที่เป็นญาติหรือครอบครัวผู้ป่วย สภาวะจิตใจของผู้ดูแลแบบประคับประคองเช่นหมอพยาบาลเองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้ ต้องสัมผัสกับความสูญเสียและความเศร้าโศกอยู่เป็นประจำ ย่อมส่งผลให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์และจิตใจ
ทางโรงพยาบาลจึงได้วางระบบสนับสนุนภายในองค์กร ผ่านกระบวนการทบทวนหลังการปฏิบัติงาน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถอดบทเรียนความผิดพลาด และมองหาโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยรายต่อไป พร้อมทั้งจัดให้มีระบบช่วยเหลือระหว่างเพื่อนร่วมงาน หากประเมินพบว่าบุคลากรท่านใดเริ่มมีสัญญาณของภาวะหมดไฟ จะได้รับการจัดสรรเวลาพักผ่อนและหยุดพักการทำงานเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาพร้อมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรักและความใส่ใจอีกครั้ง
“ห้องชีวาลัย”การจัดการร่างหลังสิ้นลม
อีกหนึ่งมิติที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลวันเวลา เพื่อให้การจากลาเป็นไปได้อย่างสวยงามที่สุด โรงพยาบาลวันเวลา จึงออกแบบห้องพิเศษที่ชื่อว่า “ห้องชีวาลัย” เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ครอบครัวสามารถใช้เวลาอยู่ใกล้ชิดกับผู้ล่วงลับ และทำให้ความทรงจำของครอบครัวเต็มไปด้วยความงดงามและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียชีวิต
มุมมองของ “อัครพล” ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล ซึ่งเป็นวิศวกรโยธาและสถาปนิกผู้มีประสบการณ์ในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างสถานพยาบาลในอดีต ให้ความเห็นว่าโรงพยาบาลทั่วไปมักถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกในเชิงหัตถการทางการแพทย์และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อเป็นหลัก ส่งผลให้บรรยากาศดูแข็งกระด้าง เย็นชา ไม่ว่าจะจากแสงไฟสีขาวสว่างจ้า หรือกำแพงเรียบเนียนชนิดที่ดูจืดชืด
การดีไซน์ภายในเน้นการใช้พื้นที่ที่เปิดกว้างและแบ่งโซนธรรมชาติและโซนโรงพยาบาลอย่างสมดุล มีการเลือกใช้วัสดุไม้โทนอุ่นในการตกแต่งผนังและเฟอร์นิเจอร์เพื่อลดความรู้สึกแปลกแยก การจัดวางทิศทางของอาคารเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติในปริมาณที่เหมาะสม ลดการใช้แสงสีขาวสว่างจ้าในโรงพยาบาลที่ทำให้รู้สึกไร้ชีวิตชีวา และการซ่อนอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งเสียง “ติ๊ดๆ” ของมอนิเตอร์ที่สร้างความกลัวแก่ผู้สูงอายุ
“สิรีรัตน์ คอวนิช” ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต "เคทีซี" ได้กล่าวว่าเพื่อให้การเข้ารับบริการแบบ Pallitive Care สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น โรงพยาบาลวันเวลาจึงได้จับมือกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เพื่อสร้าง "Wellness Ecosystem” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นนํ้า จนถึงปลายนํ้า สร้างเครือข่ายในการช่วยเรื่องการรับรู้เกี่ยวกับบริการการดูแลแบบประคับประคอง พร้อมด้วยการแบ่งเบาภาระทางการเงิน ผ่านส่วนลดค่ารักษาพยาบาล และระบบการแบ่งจ่าย เพื่อช่วยให้ครอบครัวสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


