หลายคนเคยมองว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องที่ถูกกักขังอยู่เพียงในตำรา หรือเป็นเพียงทฤษฎีบนหอคอยงาช้างที่ไกลตัวจากชีวิตประจำวัน แต่ในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เส้นแบ่งระหว่างห้องปฏิบัติการและโลกธุรกิจกำลังจางลง
"มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Research Expo) 2569" ไม่ได้เป็นเพียงงานนิทรรศการทั่วไป แต่เป็นเสมือน "สะพานเชื่อมโยง" และ "เครื่องจักรสำคัญ" ที่เปลี่ยนไอเดียจากหลอดทดลองให้กลายเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่เห็นภาพอนาคตของชาติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
1,000 ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เปิดโลกการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคตเยาวชนไทยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ งาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569)" ภายใต้แนวคิด "Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน" ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ชงรัฐตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ’ ให้ทุนงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรม
Scientific Based Wellness เปลี่ยน ‘งานวิจัย’ ให้เป็น ‘นวัตกรรม Longevity’
ยกระดับงานวิจัยสู่ภาคเศรษฐกิจ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2569 งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงผลงานประจำปี แต่เป็นหลักฐานการเติบโตของ "นวัตกรรมทางการบริหาร" งานนี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะ "พระบิดาแห่งการวิจัย" และได้วิวัฒนาการจากการโชว์ผลงานแบบแยกส่วน กลายเป็นการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ การเดินทางกว่า 21 ปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบวิจัยไทยได้ก้าวข้ามผ่าน ความภูมิใจส่วนตัวของนักวิชาการ ไปสู่ความพร้อมในการใช้งานจริง ซึ่งเป็นการยกระดับจากงานวิจัยที่เน้นความรู้ โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เชื่อมต่อทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน พัฒนาการของหลักการจัดงานตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 21 จะเห็นนวัตกรรมทางการบริหารของมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง
“หัวใจสำคัญของงานนี้จะเป็น "Gateway" หรือประตูสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในระดับมหภาค ซึ่งหน่วยงานอย่าง “วช. หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)” จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองที่คัดเลือกผลงานโดดเด่นจากหลายร้อยชิ้นในแต่ละสถาบันทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และพาณิชย์ เพราะนี่เป็นการเปลี่ยนเม็ดเงินงบประมาณวิจัยที่เป็นภาษีประชาชนให้กลายเป็นผลตอบแทนทางสังคมและเศรษฐกิจ (ROI) ที่ชัดเจนที่สุด มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติทำให้เห็นว่างานวิจัยไม่ใช่ค่าใช้จ่าย เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นระบบ" ดร.วิภารัตน์ กล่าว
เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย
ผู้อำนวยการวช.กล่าวต่อว่าการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) สู่การสร้าง "Horizontal Collaboration" ที่แข็งแกร่ง โดยมีกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Group) เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการทำงานเชิงบูรณาการที่ส่งต่อองค์ความรู้จากระดับหอคอยงาช้างสู่การใช้งานจริงโดยบทบาทและองค์ประกอบของภาคีเครือข่ายในระบบนิเวศวิจัย กลุ่มเครือข่าย RUN จะเป็นหัวหอกงานวิจัยระดับแนวหน้า และการสร้างมาตรฐานความร่วมมือข้ามสถาบัน
ขณะที่สถาบันอุดมศึกษา จะเป้นแหล่งบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่และนวัตกรรมตอบโจทย์พื้นที่ ส่วน หน่วยงานวิจัยภาครัฐและกระทรวงต่างๆ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติและสนับสนุนงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ และส่งต่อไปยังภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยี และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์
เฟ้นหา "หัวกะทิ"ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่
ดร.วิภารัตน์ กล่าวอีกว่าปี 2569 วช.ใช้หลักการ Selective Excellence ในการคัดสรรผลงานจากให้เหลือเพียงระดับหัวกะทิ เพื่อจัดแสดงตามกลุ่มคลัสเตอร์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลกและนโยบายรัฐบาล ได้แก่ BCG Model, Soft Power, เทคโนโลยีการเกษตร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทย
งานในปีนี้ มีหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 231 หน่วยงาน พร้อมกิจกรรมเข้มข้นทั้งการประชุมสัมมนากว่า 153 หัวข้อ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน กิจกรรมส่งเสริมการวิจัย และการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัยภายใต้เป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการวิจัย (Research Ecosystem Platform) ที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
“ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ประกอบการ ที่จะได้เห็น "ขุมทรัพย์ทางปัญญา" ของชาติ และร่วมกันเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นกลไกฉุดประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง”ดร.วิภารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
ไฮไลท์งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569”
สำหรับ Highlight สำคัญของงานปีนี้ คือ การนำเสนอผลงาน "วิศวกรสังคม (Social Engineer)* จากมหาวิทยาลัยราชภัฏหั่วประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชน โดยมุ่งเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม
โดยผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ตัวอย่างการนำองค์ความรู้งานวิจัยไปแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ อาทิ การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อม และการยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการวิจัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่น่าสนใจจากหลากหลายสาขา เช่น หุ่นยนต์ภาคพื้นดินสำหรับภารกิจในพื้นที่เสี่ยง ระบบเรดาร์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) เทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงงานวิจัยด้านอาหารแห่งอนาคตและโปรตีนทางเลือก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและอนาคตของประเทศ
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ เวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักศึกษาและเยาวชนจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบ Pitching, Mini Stage และนิทรรศการพิเศษ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิดสร้างสรรค์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขา


