“โปรตีนรั่วในปัสสาวะ” เป็นคำที่หลายๆ คนอาจจะไม่ชินกับภาวะนี้าก่มอน และเมื่อได้ตรวจเจอภาวะดังกล่าว หลายคนอาจจะตกใจ และยิ่งรู้ว่าค่าไตไม่ได้แย่ ก็ยิ่งไม่ทันสังเกตอาการ หรือมองข้ามโรคดังกล่าว จนนำไปสู่อาการที่รุนแรงมากขึ้น และเป็นโรคไตในที่สุด เพราะในมุมแพทย์ “โปรตีนรั่ว คือสัญญาณว่าไตเริ่มโดนทำร้ายแล้ว” โดยเฉพาะหน่วยกรองไตเริ่มรั่ว ถ้าปล่อยให้รั่วต่อเนื่อง ความดันยังสูง น้ำตาลยังพุ่ง กินเค็ม กินยาแก้ปวดเองบ่อย ๆ ไตก็เสื่อมเร็วขึ้นได้ เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ดูค่าไตวันนี้ แต่จะทำยังไงให้โปรตีนรั่วลดลง และชะลอไม่ให้ไปถึงฟอกไตเร็วเกินไป
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักภาวะ “โปรตีนรั่วในปัสสาวะ” (Proteinuria) เป็นภาวะที่มีโปรตีนในกระแสเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะมากเกินไป เป็นผลมาจากไตที่ทำงานผิดปกติ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ไตจะกรองโปรตีนในเลือดไม่ให้ผ่านไปเจือปนกับปัสสาวะ ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนชนิดนี้ไป และเกิดอาการป่วยในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ ภาวะโปรตีนในปัสสาวะจึงสามารถเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคไต เช่น ไตรั่ว ไตวาย หรือไตอักเสบ เป็นต้น
ภาวะโปรตีนรั่วในไตมีสาเหตุหลักมาจากการเป็นโรคไตอักเสบ 2 ชนิด คือ โรคไตเนโฟรติกปฐมภูมิ (Primary Nephrotic Syndrome) และโรคไตเนโฟรติกทุติยภูมิ (Secondary Nephrotic Syndrome) ที่มีสาเหตุมาจากการเป็นโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น ทำให้มีโปรตีนอัลบูมินรั่วหลุดจากผนังหลอดเลือดของไตมากขึ้น และทำให้ร่างกายแสดงอาการขึ้นในเวลาต่อมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อาการที่เป็นสัญญาณเสี่ยงโปรตีนรั่ว
อัลบูมินเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่ดึงน้ำต่าง ๆ ที่รั่วออกไปกลับเข้ามาในกระแสเลือด ช่วยหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อให้สุขภาพดี และควบคุมการขนส่งฮอร์โมน ยา วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังทุกส่วนของร่างกาย แต่เมื่อไตเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้ไตไม่สามารถกรองโปรตีนอัลบูมินกลับจากกระแสเลือดที่ไหลเวียนผ่านไปได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพบโปรตีนในปัสสาวะในปริมาณที่สูงนั่นเอง
เมื่อโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียโปรตีนอัลบูมินไปในปริมาณมาก จนเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ (Hypoalbuminemia)” ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการบวม (Edema) เป็นอาการสำคัญ เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินที่ลดลงทำให้ แรงดันออนโคติก (Oncotic Pressure) หรือเเรงที่ดึงดูดน้ำไว้ภายในหลอดเลือดลดลงด้วย ส่งผลให้ของเหลวในเลือดนั้นเคลื่อนที่ออกจากหลอดเลือด และไหลเข้าสู่เนื้อเยื่อจนเกิดการบวมขึ้นมา นอกนี้ ยังมีอาการอื่น ๆ ที่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่ากำลังเป็นโรคโปรตีนรั่ว ได้แก่
1. ปัสสาวะเป็นฟอง
ปัสสาวะเป็นฟองคืออาการสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าไตกำลังมีปัญหา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ปัสสาวะเกิดฟองขึ้นนั้นก็คือโปรตีนที่รั่วออกมามากเกินไป
2. ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ร่างกายพยายามปรับสมดุลเพื่อขับน้ำส่วนเกินออกมาจนกลายเป็นอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น
3. มีอาการบวมน้ำ
มีอาการบวมน้ำตามมือ เท้า ใบหน้า ท้อง และข้อเท้าได้ ส่วนในตอนเช้าอาจมีอาการบวมที่รอบดวงตาประกอบด้วย นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำคั่งอยู่ภายในปอด
4. เป็นตะคริวตอนกลางคืน
อาการตะคริวเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่บ่งบอกได้ว่ากำลังมีภาวะโปรตีนรั่ว เพราะการทำงานของไตที่ผิดปกติ
อีกทั้งมีอาการอื่น เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะโปรตีนรั่ว
นอกจาก ภาวะเจ็บป่วย พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงปัจจัยภายนอกร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โปรตีนรั่วเช่นกัน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตทั้งสิ้น โดยโปรตีนรั่วในปัสสาวะเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้หลากหลายเช่น
- ไตเสื่อม
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง
- เป็นไข้
- ได้รับพิษจากโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท เป็นต้น
- การบาดเจ็บจากการใช้ยาจำพวก NSAID
- การออกกำลังกายหนักเกินไป
- ภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะโปรตีนรั่ว
ปรับพฤติกรรมช่วยลดโปรตีนรั่ว ชะลอไตเสื่อม
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (หมอเจด) รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้คำแนะนำผ่านเพจ "หมอเจด" ว่า การจะทำยังไงให้โปรตีนรั่วลดลง และชะลอไม่ให้ไปถึงฟอกไตเร็วเกินไป สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1.พฤติกรรมแรกที่ต้องแก้คือ “ความดันสูงค้าง”
คนมีโปรตีนรั่วต้องจริงจังกับความดันมากกว่าคนทั่วไป เพราะความดันสูงเหมือนเปิดน้ำแรงใส่ตัวกรองไตทุกวัน หน่วยกรองไตก็ยิ่งรั่ว ยิ่งพังเร็วขึ้น ถ้าวัดที่บ้านแล้วแตะ 130–140 บ่อย ๆ อย่าปล่อยผ่าน ให้จดค่าเช้า-เย็น ลดเค็ม ลดน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป และกินยาความดันตามหมอสั่งให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะบางกลุ่มยาอย่าง ACEi/ARB ที่หมอใช้ในบางคนเพื่อช่วยลดแรงดันในหน่วยกรองไตและลดโปรตีนรั่ว
2. น้ำตาลหลังอาหารพุ่งบ่อย ไตก็รั่วหนักขึ้นได้
เบาหวานไม่ได้ทำลายไตแค่ตอน FBS สูง แต่น้ำตาลหลังอาหารที่พุ่งบ่อย ๆ ก็ทำให้เส้นเลือดเล็กในไตเสียได้เหมือนกัน คนที่มีโปรตีนรั่วควรดูทั้ง FBS, HbA1c และน้ำตาลหลังอาหาร ถ้าหลังมื้อขึ้น 180–200 บ่อย ๆ ต้องแก้ที่อาหารทันที เริ่มจากตัดน้ำหวาน ลดข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปัง น้ำผลไม้ เพิ่มผัก เพิ่มโปรตีนพอดี และเดินหลังอาหาร 10–15 นาที ให้กล้ามเนื้อช่วยดึงน้ำตาลไปใช้
3.ลดเค็มให้จริง ไม่ใช่แค่ไม่เติมน้ำปลาเพิ่ม
หลายคนบอกว่ากินไม่เค็ม แต่ยังซดน้ำแกง น้ำซุป กินน้ำจิ้ม อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หมูยอ ไส้กรอก ลูกชิ้นอยู่ทุกวัน แบบนี้โซเดียมยังสูง โซเดียมทำให้ความดันคุมยาก น้ำคั่งง่าย และทำให้ไตรับภาระหนักขึ้น ถ้ามีโปรตีนรั่วแล้ว การลดเค็มไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเรื่องหลักที่ต้องทำทุกวัน
4.หยุดกินยาแก้ปวดเองบ่อย ๆ ไตกลัวมากกว่าที่คิด
คนปวดเข่า ปวดหลัง ปวดคอ แล้วซื้อยาแก้ปวดกินเองบ่อย ๆ ต้องระวัง โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, naproxen ยากลุ่มนี้อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และทำให้ไตแย่ลงได้ในบางคน โดยเฉพาะคนที่มีโปรตีนรั่ว เบาหวาน ความดัน หรือไตเริ่มเสื่อมอยู่แล้ว ถ้าปวดเรื้อรังควรหาสาเหตุและคุยกับหมอ ไม่ใช่กินยาแก้ปวดวนจนไตรับไม่ไหว
5.โปรตีนต้องกินพอดี ไม่ใช่กินเวย์หนัก ๆ หรือกลัวจนไม่กินเลย
พอได้ยินว่าโปรตีนรั่ว บางคนงดโปรตีนไปเลย บางคนกลับกินเวย์ กินเนื้อเยอะ เพราะกลัวกล้ามหาย ทั้งสองแบบอาจไม่เหมาะ คนมีโปรตีนรั่วต้องกินโปรตีน “พอดีกับระยะไต” ถ้าไตยังดีอาจไม่ต้องจำกัดมาก แต่ถ้า eGFR ลดลง หรือรั่วมาก ควรให้หมอหรือนักกำหนดอาหารช่วยดู ไม่ใช่จัดโปรตีนสูงเองทุกวัน เพราะไตอาจรับภาระเพิ่มได้ แต่ก็ไม่ใช่งดจนกล้ามหาย ภูมิตก แผลหายช้า
6.อย่าปล่อยพุง ไขมัน และบุหรี่ให้ทำร้ายไตต่อ
พุงใหญ่ ดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ TG สูง และบุหรี่ ล้วนทำให้เส้นเลือดเล็ก ๆ ในไตอักเสบและเสื่อมง่ายขึ้น คนมีโปรตีนรั่วควรลดพุงแบบไม่หักโหม เน้นเดินหลังอาหาร ฝึกแรงต้าน 2–3 วันต่อสัปดาห์ ลดน้ำหวาน ลดแป้งเกิน และเลิกบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงไตแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย
7.ตรวจตามนัด อย่าดูแค่ค่า Creatinine ค่าเดียว
ถ้ามีโปรตีนรั่ว ต้องติดตามให้ครบ เพราะบางคน Creatinine ยังไม่สูง eGFR ยังพอดูได้ แต่ UACR สูงมาก แบบนี้ไตก็ยังเสี่ยงอยู่ ไม่ใช่เห็นค่าไตยังดีแล้วชะล่าใจ ค่าที่ควรติดตาม มีประมาณนี้
- UACR หรือโปรตีนในปัสสาวะ
ดูว่ารั่วลดลงหรือเพิ่มขึ้น เพราะตัวนี้ช่วยบอกความเสี่ยงไตเสื่อมในอนาคต
- eGFR และ Creatinine
ดูว่าไตกรองของเสียได้ดีแค่ไหน ถ้า eGFR ค่อย ๆ ลดลง ต้องจริงจังขึ้นครับ
- โพแทสเซียมและเกลือแร่
สำคัญในคนไตเริ่มเสื่อม หรือใช้ยาบางกลุ่มที่ช่วยลดโปรตีนรั่ว เพราะโพแทสเซียมสูงอาจกระทบหัวใจได้
- ความดันที่บ้าน
ค่าที่โรงพยาบาลอย่างเดียวไม่พอ ควรจดค่าที่บ้านไปให้หมอดูด้วย
- HbA1c และน้ำตาลหลังอาหาร
โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวานหรือดื้ออินซูลิน เพราะน้ำตาลที่พุ่งบ่อย ๆ ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นได้
- อาการผิดปกติที่ต้องรีบกลับไปพบหมอ
เช่น บวมหน้า บวมเท้า ปัสสาวะลด เหนื่อยผิดปกติ หรือความดันสูงมาก แบบนี้อย่ารอนัดถัดไปครับ รีบกลับไปตรวจให้เร็วขึ้น
โปรตีนรั่วไม่ใช่แค่ตัวเลขในใบตรวจปัสสาวะ แต่มันคือสัญญาณว่าไตเริ่มรับภาระหนัก ถ้าแก้ตั้งแต่ตอนนี้ โอกาสชะลอไตเสื่อมยังมี แต่ถ้ายังปล่อยให้ความดันสูง น้ำตาลพุ่ง กินเค็ม กินยาแก้ปวดเอง แล้วไม่ติดตามค่า UACR สุดท้ายไตอาจเสื่อมเร็วกว่าเดิมได้
ป้องกัน ไม่ให้ตัวเองเสี่ยงโปรตีนรั่ว
การป้องกันตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะโปรตีนรั่วสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน คือ
- งดทานอาหารรสเค็มจัด อาหารที่ปรุงด้วยเกลือ และมีโซเดียมสูง
- ทานอาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง
- ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เช่น วัดความดัน ตรวจระดับน้ำตาล
- งดสูบบุหรี่หรือยาสูบ เพราะจะเป็นช่ยส่งเสริมให้โปรตีนรั่วได้ง่ายขึ้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพทย์ไม่ได้สั่ง โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ NSAID ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และนาพรอกเซน
อ้างอิง: สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า , เพจ ‘หมอเจด’


