วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เช็ก! สัญญาณเตือนร่างกายเปิดโหมด 'กักเก็บไขมัน' น้ำหนักเท่าเดิม แต่ลงพุง

เช็ก! สัญญาณเตือนร่างกายเปิดโหมด 'กักเก็บไขมัน' น้ำหนักเท่าเดิม แต่ลงพุง

เคยรู้สึกไหมว่า ทำไมคนบางคนกินเท่าไหร่ ก็ไม่อ้วน ออกกำลังกายก็น้อยแต่หุ่นยังดีเสมอ ขณะที่บางคน กินน้อยมากๆ หรือกินเท่ากัน แต่กลับอ้วนขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะว่าร่างกายมีระดับการเผาผลาญสูงที่มีติดตัวตามธรรมชาติ

เมื่อเรากินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไปจะถูกเก็บสะสมเป็นไขมันทุกวัน ๆ จนน้ำหนักขึ้นและอ้วนได้ในที่สุด สำหรับคนที่น้ำหนักขึ้นง่าย ลองเช็กดูว่ามีสัญญาเตือนว่าร่างกายของคุณ เปิดโหมด “กักตุนไขมัน” หรือไม่

ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) คือต้นตอที่แท้จริงของทั้ง 6 สัญญาณเตือนนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมามากกว่าปกติจนล้นในกระแสเลือด ส่งผลให้กลไกการเผาผลาญพังและเปลี่ยนพลังงานไปเป็นไขมันสะสมทันทีนี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ไขมันแต่ละค่า' บอกอะไรบ้าง? รู้ให้ตรงจุด ลดความเสี่ยง

เช็กเลย! ทำไม? 'อ้วนง่าย ผอมยาก' คุมอาหารแล้วแต่น้ำหนักไม่ลง

6 สัญญาณร่างกายเปิดโหมด 'กักตุนไขมัน'

นพ.ทรงพล ยืนสุข หรือ "หมอยีน" แพทย์ประจำโรงพยาบาลยโสธร เจ้าของเพจ ‘Jean Songpon Yuensuk’ เปิดเผยว่า สัญญาณเตือน ร่างกายเปิดโหมด ’กักตุนไขมัน’  มีทั้งหมด 6 สัญญาณเตือน ได้แก่

1.)กินบ่อย ง่วงบ่อย (Reactive Hypoglycemia)

 เมื่อกินแป้งหรือน้ำตาลสูง อินซูลินจะพุ่งขึ้นสูงมากเพื่อรีบกวาดน้ำตาลออกจากเลือดไปเก็บเป็นไขมัน ทำให้น้ำตาลในเลือดตกอย่างรวดเร็ว (Crash) สมองจึงขาดพลังงานฉับพลัน ส่งผลให้คุณรู้สึก ง่วงนอนรุนแรงหลังอาหาร และ หิวใหม่ซ้ำ ๆ ทั้งที่เพิ่งกินไป

2.)ลุกฉี่บ่อยตอนดึก (Osmotic Diuresis)

เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงค้างและอินซูลินสวิง ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าเซลล์ได้ ไตจึงต้องทำงานหนักเพื่อกรองน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ น้ำจึงถูกดึงออกจากร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้คุณต้อง ตื่นมาปัสสาวะตอนดึก และมีอาการคอแห้งหิวน้ำตามมา

3.)อิ่มจัด แต่อยากหวาน (Leptin Resistance)

โดยปกติร่างกายจะหลั่ง ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) จากเซลล์ไขมันเพื่อส่งสัญญาณบอกสมองว่า "อิ่มแล้ว" แต่เมื่อมีไขมันสะสมมากเกินไปและอินซูลินสูงค้าง จะไปบล็อกสัญญาณของเลปติน ทำให้สมองส่วนกลางคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก คุณจึง อยากกินของหวานต่อ แม้ท้องจะอิ่มจนแน่นแล้วก็ตาม

4.)น้ำหนักเท่าเดิม เอวหนาขึ้น (Visceral Fat Accumulation)ก

แม้ตัวเลขบนตาชั่งจะไม่ขยับ แต่อินซูลินที่สูงจะบังคับให้ร่างกายกักเก็บไขมันไว้ที่ช่องท้องเป็นหลัก เกิดเป็น ไขมันพอกตับและแทรกตามอวัยวะภายใน (Visceral Fat) ทำให้รอบเอวขยาย พุงป่อง เสื้อผ้าแน่นขึ้น ซึ่งเป็นไขมันประเภทที่อันตรายที่สุดต่อหลอดเลือดและหัวใจ

5.)มีติ่งเนื้อ รอยคล้ำตามคอ (Acanthosis Nigricans & Skin Tags)

 ระดับอินซูลินที่สูงค้างในเลือดจะทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังกลุ่ม Keratinocytes และ Fibroblasts บริเวณข้อพับ ลำคอ หรือรักแร้ ให้แบ่งตัวหนาตัวขึ้นจนกลายเป็น ปื้นดำขรุขระคล้ายผ้ากำมะหยี่ (ที่ขัดไม่ออก) และงอกเป็น ติ่งเนื้อเล็ก ๆ (Skin Tags)

6.)สมองตื้อ คิดไม่ออก (Brain Fog)กล

สมองส่วนใหญ่ใช้กลูโคสเป็นพลังงานหลัก แต่เมื่อเกิดภาวะดื้ออินซูลิน เซลล์สมองจะไม่สามารถรับน้ำตาลเข้ามาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการอักเสบในร่างกายที่สูงขึ้น ส่งผลให้คุณรู้สึก ตื้อ มึนงง สมาธิสั้น คิดงานช้า ตลอดทั้งวัน

รีเซ็ตระบบเผาผลาญ "ปิดโหมดกักตุนไขมัน"

หากคุณมีอาการเหล่านี้เกิน 3 ข้อ ยืนยันได้ว่าร่างกายกำลังมีปัญหาเรื่อง การจัดการน้ำตาล การปรับพฤติกรรมอย่างเร่งด่วนจะช่วยกู้ระบบเผาผลาญกลับมาได้

  • ลดคาร์โบไฮเดรตสายสั้น: งดน้ำตาลขัดสี เครื่องดื่มหวาน ขนมปังขาว และเปลี่ยนมาทานแป้งไม่ขัดสี (คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • จัดลำดับการกิน (Food Sequencing): กินผักและโปรตีนก่อนกินแป้งในมื้ออาหาร วิธีนี้ช่วยลดการแกว่งของน้ำตาลและอินซูลินในเลือดได้ดีมาก
  • ทำ Intermittent Fasting (IF): เริ่มต้นที่ 16/8 เพื่อเปิดโอกาสให้ระดับอินซูลินลดต่ำลงนานพอที่ร่างกายจะยอมดึงไขมันเก่าที่กักตุนไว้ออกมาเผาผลาญ
  • เดินหลังอาหาร: เดินเล่นเบา ๆ 10–15 นาทีหลังมื้ออาหารทันที เพื่อให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน

วิธีลดความอ้วน (ไขมัน) ที่ถูกต้อง

  • กินให้เป็น

หลักการมีง่าย ๆ ว่า “หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เว้นดึก” มื้อเช้าต้องเป็นมื้ออาหารหลักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานตลอดทั้งวัน เมื่อมื้อเช้าทานเต็มอิ่ม มื้อเที่ยงก็จะรู้สึกหิวน้อยลง แต่ควรทานให้ได้ครึ่งหนึ่งของมื้อเช้า และมื้อเย็นควรทานก่อน 6 โมงเย็น โดยเน้นผัก เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผลไม้หวานน้อย เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารไขมันสูง จำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในแต่ละวัน ลองเลือกดื่มเป็นน้ำเปล่า ชาจีน กาแฟดำ (ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน) น้ำมะนาว (ไม่ใส่น้ำตาล) และเข้านอนช่วง 4 – 5 ทุ่ม ลองทำแบบนี้ทุก ๆ วันหุ่นคุณจะเริ่มดูกระชับขึ้น

  • ออกกำลังกาย 30 นาทีทุกวัน

นอกจากคุมอาหารแล้วต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยจะเห็นผลได้ชัดขึ้น ไขมันลดลงกล้ามเนื้อเข้าแทนที่ สำหรับคนเริ่มออกกำลังกายอาจเริ่มต้นการเดินเร็ว ก้าวขายาว ๆ และแกว่งแขน ประมาณ 30 นาทีทำติดต่อกัน 5 วัน / สัปดาห์

รู้ไหมว่า…หากเดินได้เร็วถึง 1 ชั่วโมงหรือประมาณ 6 กิโลเมตร จะใช้พลังงานได้ถึง 350 แคลอรี่ หรืออาจจะลองปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ควบคู่กับการทำเวทเทรนนิ่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อช่วยระบบเผาผลาญในร่างกายให้ดีขึ้น

  • ความเครียดทำให้อ้วน

บางคนเครียดแล้วมักจะหาที่ลงด้วยการกิน เพราะร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดชื่อว่า คอร์ติโซล (Cortisol) ในปริมาณมาก จึงทำให้รู้สึกอยากอาหารมาก ๆ โดยเฉพาะของหวานและของมัน จนกลายเป็นคนที่สะสมไขมันได้ง่ายกว่าคนที่อารมณ์ดี ฉะนั้นคุณต้องรู้จักสังเกตอารมณ์และจิตใจตัวเอง แล้วคุณจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

วิธีคลายเครียดที่ได้ผลคือ การออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายหลั่ง เอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ทำไมทำตามวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล

คุณอาจไม่ได้อ้วนเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่อาจเข้าข่ายภาวะอ้วนจากความผิดปกติในร่างกาย คือ เกิดจากร่างกายมีระบบเผาผลาญที่ผิดปกติ หรือกินแล้วร่างกายไม่เผาผลาญ ซึ่งจะรู้แน่ชัดโดยผ่านการตรวจสอบจากแพทย์ เพราะต้องตรวจเช็กเรื่องฮอร์โมน อาทิ ต่อมใต้สมอง ไทรอยด์ ตับอ่อน ฮอร์โมนที่ใช้ในการเผาผลาญ

หากพบว่าเกิดจากระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะแพทย์จะทำการวินิจฉัยปรับเปลี่ยนวิตามิน ปรับปรุงเกลือแร่เพื่อเข้าไปช่วยเรื่อง ระบบเผาผลาญ เมื่ออาการดีขึ้นไขมันและคอเลสเตอรอลจะลดลง ร่างกายก็จะสามารถกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ

 

อ้างอิง:โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ,เพจ ‘Jean Songpon Yuensuk’