ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก หลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัว ทว่า “อุตสาหกรรมความงามและศัลยกรรม” กลับสวนกระแสด้วยตัวเลขการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ที่ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลรูปลักษณ์แม้ในยามที่กระเป๋าสตางค์ฝืดเคืองนี้ ไม่ใช่เพียงความลุ่มหลงชั่วคราว แต่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมใหม่ของสังคม โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่มองว่าการทำหัตถการความงามไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นใจและเติมเต็มความสุขให้กับตัวเองในยุคที่เต็มไปด้วยความเครียด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “Lipstick Effect”
การเติบโตนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความนิยมในการฉีดสารเติมเต็มต่างๆ กลับแฝงไปด้วยภัยเงียบอย่างภาวะดื้อสารเติมเต็มที่อาจส่งผลเสียในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ วงการแพทย์และสถาบันวิจัยชั้นนำของไทยจึงร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การปลูกถ่ายเซลล์ผิวหนังตนเอง เพื่ออุดช่องโหว่ของการรักษา ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมวงการแพทย์ความงามไทยให้ยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
โตสวนกระแส! เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ‘ศัลยกรรมไทย’สู่ Medical Hub เอเชีย
เปิดโรดแมปปั้น Deep Tech รับมือวิกฤติน้ำมัน ดัน 'เฮลท์เทค' โต 2 เท่า
ธุรกิจศัลยกรรมไทยโตสวนเศรษฐกิจโลก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจศัลยกรรมถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของเป้าหมายการเป็น Medical Hub ของประเทศไทย จากรายงานศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธุรกิจอุตสาหกรรมความงามของไทยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดกว่า 75,200 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 76,000 ล้านบาท ในปี 2569 ในจำนวนดังกล่าว สามารถแบ่งสัดส่วนผู้ให้บริการออกได้เป็น คลินิก 85% และโรงพยาบาล 15% โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนของโรงพยาบาลจะมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่สูงกว่ามูลค่าตลาดรวมและคลินิกในอนาคตจากจุดแข็งด้านมาตรฐานการรักษาและความเชื่อมั่นที่พัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าจับตามองคืออิทธิพลของเทรนด์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ส่งผลต่อมูลค่าของธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยกระแสผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ค่านิยมความสวยงามในยุคโซเชียลมีเดีย ผนวกกับการมองว่าเรื่องทำศัลยกรรมไม่ใช่สิ่งน่าอาย แต่เป็นภาพลักษณ์ที่พร้อมจะเปิดเผยและบอกต่อ มุมมองเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจเติบโตก้าวหน้า จากผลสำรวจของ SCB EIC ยังพบว่าผู้บริโภคกว่า 20% เคยทำศัลยกรรมเสริมความงาม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ LGBTQIA+ ที่มีแนวโน้มสนใจทำศัลยกรรมเพิ่มมากขึ้นกว่า 21%
นอกจากนี้ ด้วยแรงหนุนจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการด้านการชะลอวัย บวกกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 36.4% ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)ที่ 13% จนถึงปี2034 (อ้างอิงจากFMI Future Market Insight) ซึ่งนับว่าสวนทางกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกช่วงสงคราม ที่มีทั้งความขัดแย้งทางการเมือง และราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
LipstickEffect:ความลำบากไม่ทำให้หยุดสวย
เมื่อมองภาพสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ สภาวะสงคราม ราคาน้ำมันแพง และอื่นๆ อีกมากมายเกินกว่าจะลิสต์ไหว แต่ถึงกระนั้น คนก็ยังเสริมสวย คนก็ยังทำศัลยกรรม ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ปรากฏการณ์ลิปสติก” (Lipstick Effect) ชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นโดย Leonard Lauder อดีตประธานบริษัทเครื่องสำอาง Estée Lauder จากการสังเกตเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงหลังเหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐเมื่อปี 2000
ทฤษฎีนี้อธิบายว่า เมื่อผู้บริโภคเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จนไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูงได้ เช่น รถยนต์ใหม่ หรือการไปเที่ยวต่างประเทศ พวกเขาจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาเลือกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยขนาดเล็กที่ราคาเอื้อมถึงได้ (Affordable Luxuries) แทน การกระทำดังกล่าวเป็นผลมาจากในช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและมีแต่ข่าวสารที่น่ากังวล ผู้บริโภคมักจะรู้สึกห่อเหี่ยวและขาดความมั่นใจ การได้ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ หรือเข้ารับบริการส่งเสริมความงาม เพื่อเติมความสุขให้กับชีวิตตนเอง จึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยยกระดับจิตใจ และช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำทรีตเมนต์เสริมความงาม (Aesthetic Treatments) เช่น การทำหัตถการทางการแพทย์เพื่อความงามเรื่องของริ้วรอยและเติมเต็ม ซึ่งผู้บริโภคมองว่าเป็นการลงทุนที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ดูอ่อนเยาว์ และสร้างความมั่นใจ ในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
ภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวยิ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในบ้านเราอย่างชัดเจน เมื่อเรานำตัวเลขผลสำรวจจาก SCB EIC ในปี 2023 มากางออก จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ใช้หัตถการเสริมความงามราว 69% ตั้งงบใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งนิยมเน้นไปที่เรื่องของริ้วรอยและเติมเต็มผิวหน้า ซึ่งมีราคาถูกและเห็นผลไว พฤติกรรมดังกล่าวตรงกับแนวคิดปรากฏการณ์ลิปสติก ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยขนาดเล็กแทนอย่างเห็นได้ชัด
Fibroblast ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย
ภายใต้กระแสของการใช้บริการหัตถการทางการแพทย์เพื่อความงามเรื่องของริ้วรอยและเติมเต็มที่เพิ่มขึ้นอย่าง "ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล" คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เตือนถึงผลข้างเคียงจากการฉีดสารเคมีบ่อยครั้ง ว่าอาจทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน (Antibody) ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการดื้อยา ทำให้การใช้ในครั้งถัดๆ ไป ประสิทธิภาพจะลดลง และหากในอนาคตคนไข้จำเป็นต้องใช้ตัวยาเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อกระตุก หรือโรคกล้ามเนื้อเกร็ง ตัวยาจะใช้ไม่ได้ผลเพราะมีส่วนผสมของตัวยาที่เคยใช้และอาจจะดื้อยาได้
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล “นำโดย ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา และ ศ.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา อาจารย์ประจำภาควิชาตจวิทยา” ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมปลูกถ่ายเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นกระบวนการนำชิ้นส่วนผิวหนังของคนไข้เอง ไปทำการเพาะเซลล์ที่มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนไทป์วัน (Collagen Type I) ที่มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึงเหมือนคนที่มีอายุน้อยแล้ว จึงนำกลับมาฉีดใส่ใบบริเวณหน้าของคนไข้ และหลังจากการทดสอบ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่านอกจากจะไม่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเนื่องจากเป็นเซลล์คนไข้เองแล้ว ยังให้ประสิทธิภาพที่อยู่นานกว่าทั่วไปอีกด้วย
งานวิจัยดังกล่าวถูกจัดแสดงในงาน “ศิริราชx Boi ขับเคลื่อนงานวิจัย” วันที่ 8 พ.ค.69 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคเอกชนในนวัตกรรมทางการแพทย์ ผ่านการเชิญชวนภาคเอกชนที่มีความตั้งใจจะสนับสนุนเงินทุนด้านการวิจัยให้เข้ามามีส่วนร่วม พร้อมด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ติดตามผลงานวิจัยตามระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อโครงการสำเร็จจะมีการรายงานผลกลับไปยังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผู้ร่วมลงทุน เพื่อให้ทราบว่าเงินทุนนั้นถูกนำไปสร้างประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างไร ผู้ร่วมลงทุนยังได้สิทธิยกเว้นภาษีนิติบุคคลถึง 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายที่สนับสนุนกองทุน และยังสามารถขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสิทธิเดิมสูงสุดไม่เกิน 13 ปีอีกด้วย
โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ผ่านการนำจุดแข็งด้านมาตรฐานการแพทย์ที่ทั่วโลกยอมรับมาผนวกเข้ากับเงินทุนและความสามารถด้านการตลาดของเอกชน ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะก่อให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ ที่จะนำมาปิดจุดอ่อนนวัตกรรมความงามที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน

