"วิกฤติน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นเพียงภาวะทางเศรษฐกิจที่ต้องอดทนรอให้ผ่านพ้น แต่ในมุมมองของนักลงทุนระดับโลก วิกฤติครั้งนี้ คือ "Stress Test" ครั้งใหญ่ที่กำลังทดสอบโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ Deep Tech หรือเทคโนโลยีขั้นสูงจะก้าวเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเปลี่ยนไทยให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่บนแผนที่โลก
ตลาด Deep Tech ในประเทศไทยกำลังเติบโต และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการเติบโตสร้างมูลค่าเกือบพันล้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (อ้างอิงข้อมูลช่วงปลายปี 2024) การสนับสนุนจากหน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สามารถดัน Deep Tech สตาร์ตอัป สู่ตลาดได้กว่า 90 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 965 ล้านบาท
ขณะที่ ตลาด Deep Tech ทั่วโลกมีการเติบโตสูง และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 714,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ Deep Tech สตาร์ตอัปของไทยในกลุ่ม AI, Biotech, Health Tech และ Food Tech มีศักยภาพที่จะเติบโตไปสู่ระดับสากลได้ รายงานปี 2023 ระบุว่าสตาร์ตอัป Deep Tech ด้าน Big Data บางรายมีรายได้เติบโตกว่า 80% และตั้งเป้าเติบโตถึง 100% ในปีถัดไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'เอส เนิร์ฟ' Unicorn รพ.เฉพาะทาง เปลี่ยนสมอง-พิการ ด้วย Deep Tech
วิกฤติน้ำมัน Stress Test เศรษฐกิจ
“นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์” ผู้บริหารกองทุน SeaX Ventures และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าวิกฤติน้ำมันในปัจจุบันเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ และ Supply Chain แต่อีกด้านจะเป็นบททดสอบ ความมีวินัยทางการเงิน ของสตาร์ตอัปทั่วโลก เพราะหากบริษัทไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจะถูกคัดออก
ส่วนสตาร์ตอัป ซึ่งมีนวัตกรรมในการลดต้นทุน และสร้างความยืดหยุ่น จะอยู่รอดได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ AI มาจัดการพลังงาน ระบบ Automation เพื่อลดภาระโลจิสติกส์ หรือแม้แต่ Climate Tech ที่เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงานในภาคการเกษตร
“วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่มันคือ Stress Test ของเศรษฐกิจทั้งหมด ที่จะคัดกรองว่านวัตกรรมไหนคือ ความจำเป็นของโลก ไม่ใช่เพียงกระแส”
จากประสบการณ์ของ SeaX Ventures ซึ่งปัจจุบันมีพอร์ตการลงทุนใน Deep Tech ระดับโลกกว่า 80% ในอเมริกาเหนือ และอีก 20% กระจายอยู่ในยุโรป และเอเชีย เห็นภาพชัดเจนว่าการนำเข้าเทคโนโลยีอย่าง Semiconductors และ เซนเซอร์กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ จึงเป็นจังหวะที่สตาร์ตอัปไทยต้องหันมาพัฒนา Deep Tech ของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพิงต่างประเทศ
เปลี่ยนไทยเป็น “Time Machine”โลก
นพ.ศุภชัย กล่าวต่อว่า RISE ได้บ่มเพาะสตาร์ตอัปมาแล้วกว่า 2,000 บริษัทตลอด 9 ปี โดย 10% เป็นกลุ่ม Deep Tech ขณะที่ Seax Ventures ได้วางบทบาทตัวเองเป็นสะพานกลยุทธ์ (Strategic Bridge)ที่มากกว่าผู้ให้เงินทุน โดยใช้เครือข่ายระดับโลกที่มีพอร์ตโฟลิโอการลงทุนในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย เพื่อขับเคลื่อน 4 ภารกิจหลัก คือ Capital Discipline สร้างวินัยการใช้เงินทุนเพื่อยืดทางเดิน ในการวิจัย และพัฒนาให้เกิดมูลค่าสูงสุด ,Market Access เปิดประตูสู่ตลาดโลกผ่านเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง ,Regulation ประสานงานกับภาครัฐ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ และ Time Machine ใช้ไทยและภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ทดสอบเพื่อเร่งความเร็วในการเข้าสู่ตลาด
“การเปลี่ยนประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็น Time Machine หรือพื้นที่ ที่ช่วยลดระยะเวลาการนำนวัตกรรมเข้าสู่ตลาด)โดยใช้ไทยเป็นสนามทดสอบ (Sandbox/Pilot Site) สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูงได้นั้น ไทยจำเป็นต้องลดขั้นตอนทางระเบียบข้อบังคับ (Regulation) และสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการทดลองได้ ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนในเรื่องนี้ เพื่อดึง Deep Tech ระดับโลกเข้ามาในไทย โดยทำ “Centralization” รวมศูนย์ อย. และศุลกากรไว้ที่เดียว ลดระยะเวลาอนุมัติ เหมือนที่มาเลเซีย ประกาศตัวเป็นศูนย์กลาง Clinical Trial (การทดลองทางคลินิกในมนุษย์) โดยสามารถลดระยะเวลาอนุมัติผ่านศูนย์รวมอำนาจเหลือเพียง 15 วัน ดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้กว่า 5 พันล้านดอลลาร์”
เลือกอุตสาหกรรม ดัน HealthTech
ประเทศไทยมีศักยภาพในหลายด้าน ทำให้ภาครัฐมักจะชูนโยบายพร้อมกันทุกด้าน อย่างที่เห็นจากรายชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายกว่า 20 อุตสาหกรรมของทั้ง สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ทรัพยากร และการสนับสนุนกระจัดกระจาย ยุทธศาสตร์ที่มีพลังต้องเริ่มจากการ “ฟันธง” เลือกเน้นเพียง 1-3 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีแต้มต่อจริงๆ
นพ.ศุภชัย กล่าวอีกว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยมีศักยภาพ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งหากมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมสุขภาพจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้มาก เพราะเมื่อไทยเป็นเบอร์ 1 ด้านสุขภาพ จะดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งหมายถึงการเติมเต็มอัตราการเข้าพักในโรงแรม (Tourism) การขยายตัวของห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร (Retail/Food) ไปจนถึงความต้องการด้านการขนส่ง (Logistics) และภาคการผลิต
"ถ้าเรายังแทงกั๊ก เลือกเป้าหมายแบบหลวมๆ รวมๆ เพราะกลัวเสียคะแนนนิยม สุดท้ายก็จะไม่ไปไหน และติดอยู่ที่เดิมในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า แต่ถ้าเลือกอุตสาหกรรม Healthcare ไทย โดยประกาศแผน Double Down หรือการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (2x) ในหมวด HealthTech, MedTech และ BioTech ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านกลไกของ South East Asia Health Innovation Hub (SEAHI Hub) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลในเครือข่ายกว่า 50 แห่ง”
ปัจจุบัน Seax Ventures มีเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตรกว่า 50 แห่ง ทั้งโรงเรียนแพทย์อย่าง ศิริราช, รามาธิบดี, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ โดยมีโรดแมปชัดเจนในการเข้าถึงผู้ใช้งาน 30-40 ล้านคนในไทยทันที และขยายเป้าหมายให้ครอบคลุม 100 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใน 3 ปี
3 กลยุทธ์ที่ภาครัฐต้องทำทันที
นพ.ศุภชัย กล่าวด้วยว่า กลยุทธ์ที่ภาครัฐสามารถช่วยสตาร์ตอัปได้ทันทีคือ การเลือกอุตสาหกรรมที่ไทยจะเป็นผู้ชนะ และสนับสนุนทรัพยากรอย่างเต็มที่ ปลดล็อกข้อกฎระเบียบ ที่เป็นคอขวดระหว่างหน่วยงาน และดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และคนไทยเก่งๆ กลับมาพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับกรณีที่จีนดึง Tesla ไปตั้งโรงงานที่เซี่ยงไฮ้จนเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง BYD เติบโตเป็นเบอร์หนึ่ง
“ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น สิ่งที่อยากแนะนำสตาร์ตอัปไทยคือ การทบทวนกลยุทธ์ และเลิกเน้นสงครามราคาแต่ให้เปลี่ยนมาสู้ด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเป้าไปที่มาตรฐานสากล เช่น การคว้าตราประทับจาก US FDA ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นใบเบิกทางสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งแพทย์ไทย และตลาดโลก เพราะความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไทยไม่เก่ง แต่คือ ความช้าที่ไทยต้องเร่งสปีด ‘เราไม่ค่อยกลัวคนเก่ง แต่เรากลัวช้า’ เพราะความเร็วคือ ปัจจัยเดียวที่จะตัดสินว่าเราจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

