ปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น การดูแลตัวเองไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ“ความยั่งยืนของร่างกาย ที่“การฟื้นฟู”หรือ Recovery เพื่อให้กล้ามเนื้อและจิตใจพร้อมทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“Contrast Therapy”หรือ ศาสตร์การบำบัดด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างอย่างการแช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่“YunomoriOnsen & Spa” (ยูโนโมริออนเซ็น แอนด์ สปา) นำวัฒนธรรมการแช่ออนเซ็น สู่การเป็น“แพลตฟอร์มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย” (Recovery Platform) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เปิดโรดแมปปั้น Deep Tech รับมือวิกฤติน้ำมัน ดัน 'เฮลท์เทค' โต 2 เท่า
เครื่องมือแพทย์ส่อขาดตลาด ก.ค.นี้ ฝากรัฐเลิกแช่แข็งราคา-เปิด Fast Track
City Onsen กลางเมืองสำหรับคนทำงาน
15 ปีที่แล้ว “สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YunomoriOnsen ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ย่านสุขุมวิท และกลายเป็นที่มาของการออกแบบ City Onsen กลางเมืองสำหรับคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการแช่น้ำเพื่อความผ่อนคลายหลังเลิกงาน หรือเรียกความสดชื่นหลังจากไปสังสรรค์ดื่มกิน สามารถเข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศและพักผ่อน ซึ่งรูปแบบของ “City Onsen”หรือ ออนเซ็นที่แทรกตัวอยู่ตามตึกออฟฟิศใจกลางเมืองเป็นที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ “Pain Point” ของคนเมืองที่ต้องเผชิญกับความเครียดและจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ
“พฤติกรรมของคนเมืองหรือPain Pointของคนเมือง เหมือนๆ กันทุกเมือง เรามีของดีอยู่แล้ว คือ ‘การนวดไทย’ ที่ดังที่สุดในโลก ก็เลยเป็นที่มาของการนำสองสิ่งที่ดีมาอยู่ด้วยกัน นั่นคือการรวมเอาวัฒนธรรมการนวดไทยกับวัฒนธรรมการแช่ออนเซ็นมารวมกันไว้ที่ YunomoriOnsen”
“แช่น้ำ”Digital Detox”ทางอ้อม
“สมิทธิ์”ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการ “แก้ผ้าแช่น้ำร่วมกัน” เข้ามาในประเทศไทยในช่วงแรกนั้น ความยากไม่ได้อยู่ที่การสร้างสถานที่ แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมและสุขอนามัย ทาง Yunomori ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยในระดับหนึ่ง เช่น ในฝั่งของผู้หญิงมีการอนุญาตให้ใส่ชุดชั้นในแบบใช้แล้วทิ้งได้ แต่สำหรับฝั่งผู้ชายในสาขาที่มีฐานลูกค้าชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ยังคงรักษาวัฒนธรรมการห้ามสวมกางเกงในลงบ่ออย่างเคร่งครัด เป็นหัวใจสำคัญด้าน “ความสะอาด” เนื่องจากสารตกค้างหรือฟองสบู่ที่ติดอยู่ตามเนื้อผ้าอาจทำให้น้ำในบ่อสาธารณะสกปรกได้
ปัจจุบันความคุ้นเคยผ่านสื่อบันเทิงและการท่องเที่ยว ทำให้คนไทยเปิดรับและเข้าใจวิถีออนเซ็นได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป มุมมองของการเข้าออนเซ็นก็เริ่มพัฒนาไปสู่การมองหา “Social Element” หรือองค์ประกอบทางสังคมที่เพิ่มเข้ามา การแช่ออนเซ็นกลายเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวพากันมาพักผ่อนในวันหยุด พ่อแม่ลูกมาใช้เวลาร่วมกัน และที่สำคัญการเข้าออนเซ็น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือ ยังถือเป็นการทำ “Digital Detox” ทางอ้อม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้อยู่กับตัวเองและตัดขาดจากหน้าจออย่างแท้จริง
Contrast Therapy ฟื้นฟูเชิงลึก
ขณะเดียวกันผู้บริโภคไม่ได้มองหาสปาเพียงเพื่อความผ่อนคลาย (Experience-based) แต่พวกเขาต้องการ “ผลลัพธ์” (Result-based) ที่ตอบโจทย์การใช้งานของร่างกาย ซึ่งการไปวิ่งหรือเข้ายิมคือ “Active Exercise” การเข้าออนเซ็นและการแช่น้ำร้อนสลับเย็นก็คือ “Passive Exercise”
ปัจจุบันมักจะได้ยินกระแสของการแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ซึ่งที่ Yunomori ยึดหลักการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ร่างกายจำเป็นต้องได้รับความร้อนควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอบซาวน่าแล้วลงบ่อน้ำเย็น หรือการแช่ออนเซ็นร้อนแล้วสลับด้วยน้ำเย็น กระบวนการนี้จะทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวและหดตัวอย่างเป็นจังหวะ ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตสูบฉีดได้ดีส่งผลให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้รวดเร็วขึ้น และมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับให้ลึกและสนิทมากขึ้น
เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ การออกแบบระบบน้ำในแต่ละสาขา จะมีบ่อให้บริการ 7-8 บ่อ ไปจนถึงระดับ 20 บ่อ ซึ่งมีทั้งน้ำแร่ธรรมชาติที่ขนส่งมาจากแหล่งน้ำแร่ผุดใต้ดินใน จ.กาญจนบุรี บ่อเทคโนโลยี Microbubble (Silk Bath) จากประเทศญี่ปุ่นที่สร้างฟองอากาศขนาดเล็กจิ๋วเข้าไปทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขน บ่อ Jet Jacuzzi ที่มีแรงดันน้ำช่วยนวดเฉพาะจุด ไปจนถึงห้องซาวน่าและห้องสตรีม ซึ่งการมีความหลากหลายนี้ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้งานได้ ออฟฟิศซินโดรม ผู้ที่ต้องการป้องกันโรค (Preventive)ไปจนถึงนักกีฬาที่ต้องการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
ยกระดับ“นวดไทย”แบรนด์“คลาย” (Klai)
นอกจากนี้ "สมิทธิ์” ยังยกระดับศาสตร์การนวดแพทย์แผนไทย ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า “คลาย” (Klai) ด้วยการดึงเอาเทคนิคขั้นสูงของแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการยืดเส้น (Stretching)การใช้เท้าเหยียบเพื่อคลายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การนำสมุนไพรไทยพื้นบ้านนับร้อยนับพันชนิดมาใช้แทนน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์แบบตะวันตก การใช้ลูกประคบ รวมถึงศาสตร์แห่งความร้อนอย่างการ “อยู่ไฟ” และ “อบสมุนไพร” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้จำกัดไว้สำหรับสตรีหลังคลอดครรภ์เท่านั้น แต่คนทั่วไปก็สามารถใช้เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญและขับของเสียได้ ถือเป็นการหยิบเอาเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครมาปรับให้ทันสมัย
ผุดโปรเจกต์มิกซ์ยูสย่านทองหล่อ
“สมิทธิ์” กล่าวว่าเขามีแผนลงทุนโปรเจกต์มิกซ์ยูสย่านทองหล่อ ประมาณ 400 ล้านบาทที่รวมเอาออนเซ็น สปา “คลาย” และโรงแรมมาไว้ด้วยกัน และขยายสาขาสู่หัวเมืองใหญ่อย่างภูเก็ต และ Sport Complex เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสาย Active และ Recovery ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน นำประสบการณ์ไปเชื่อมโยงกับบริการอื่น เช่น นำคลาสออกกำลังกายเข้ามาอยู่ในบริการด้วย เพื่อยกระดับให้ที่นี่เป็นเหมือน One Stop Service จับมือพาร์ตเนอร์อย่าง KTC เพื่อเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์กับเครือข่ายโรงพยาบาล ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้ผู้พิการทางสายตา และโปรเจกต์ฟื้นฟูแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติในประเทศ
การฟื้นฟูที่ยั่งยืน การดูแลรักษากล้ามเนื้อไม่ใช่เทรนด์ฉาบฉวย แต่กำลังกลายเป็นวิถีชีวิตที่ขาดไม่ได้ สำหรับใครที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ โหมงานหนัก หรือออกกำลังกายหนัก ต้องเผื่อเวลาให้กับ “Passive Exercise” เพื่อให้ร่างกายได้หยุดพัก ฟื้นฟูระดับเซลล์ ด้วยจะได้ช่วยให้ ร่างกายพร้อมทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ

