ช่วงนี้อากาศร้อนมาก แล้วสิ่งที่ตามมาบ่อยมาก ๆ คือ อาการท้องเสีย / ปวดท้อง / อาหารเป็นพิษ ซึ่ง “ความร้อน” ไม่ได้เพียงทำให้คนเราหงุดหงิดเท่านั้น แต่ยังทำให้ “เชื้อโรคเพิ่มจำนวนได้เร็วขึ้น” โดยเฉพาะอาหารบางประเภท ที่ถ้าเก็บไม่ดี หรือกินตอนที่ไม่สด โอกาสพลาดมีสูงมาก
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ผ่านเพจเฟสบุ๊ค “Dr.Jade Happy Life”แบบเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับ “อาหารที่ยิ่งกินแล้ว ยิ่งเสี่ยงท้องเสีย” ในช่วงหน้าร้อนนี้ ว่า
1.ข้าวมันไก่
เมนูยอดฮิตของใครหลายๆ คน แต่เป็นหนึ่งในเมนูที่ “เสี่ยง”เพราะมีองค์ประกอบที่เชื้อชอบมาก
✔ ข้าว (คาร์บ)
✔ ไก่ (โปรตีน)
✔ น้ำจิ้ม (มีน้ำตาล + ความชื้น)
อุณหภูมิประมาณ 5–60°C คือ “danger zone”ที่แบคทีเรีย เช่น Salmonella และ Staphylococcus aureus สามารถเพิ่มจำนวนได้เร็ว
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าข้าวมันไก่ “วางทิ้งไว้” นาน โดยไม่อุ่นให้ร้อนความเสี่ยงปนเปื้อนจะเพิ่มขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เล่นสงกรานต์ให้ฉ่ำ! เปิดวิธีดูแลตัวเอง ‘ระหว่าง-หลัง’ สาดน้ำ ไม่ให้ป่วย
2.ยำ / ส้มตำ
อาหารประเภท “ยำ” หรือ “ส้มตำ”
ปัญหาหลักคือ “ความสด + การปนเปื้อน”
✔ ใช้วัตถุดิบดิบ เช่น ผัก กุ้ง ปู
✔ ผ่านการสัมผัสหลายขั้นตอน
✔ บางร้านใช้น้ำแข็งไม่สะอาด
เชื้อที่เจอบ่อย เช่นEscherichia coli และ Vibrio parahaemolyticus โดยเฉพาะหน้าร้อนเชื้อสามารถเพิ่มจำนวนได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเลือกร้านที่สะอาด ลดความเสี่ยงได้มาก
3.อาหารทะเลดิบ / กึ่งสุก
สายซีฟู้ดอันนี้ต้องระวัง โดยเฉพาะอาหารทะเลดิบ เช่น
• กุ้งแช่น้ำปลา
• หอยนางรม
• ปูดอง
มีความเสี่ยงจากเชื้อในธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะ Vibrio vulnificus ซึ่งในบางคนอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษคือ
• ผู้ป่วยโรคตับ
• เบาหวาน
• ภูมิคุ้มกันต่ำ
แนะนำว่าช่วงอากาศร้อน → เลี่ยงอาหารดิบ จะปลอดภัยกว่า
4.อาหารบุฟเฟต์ / อาหารตั้งทิ้ง
หลายคนชอบบุฟเฟต์ แต่ต้องรู้ไว้ว่า อาหารที่ “ตั้งทิ้งไว้” นาน มีโอกาสปนเปื้อนเพิ่มขึ้นแม้จะดูสะอาด แต่ถ้าอุณหภูมิไม่เหมาะสม เชื้ออย่าง Bacillus cereus ก็สามารถเพิ่มจำนวนได้ โดยเฉพาะ
• ข้าวผัด
• ของทอด
• อาหารอุ่นซ้ำ
5.น้ำแข็ง / น้ำดื่มไม่สะอาด
อันนี้สำคัญมากๆ เพราะเมื่ออากาศร้อนใครๆ ก็ต้องดื่มน้ำเย็น หรือเครื่องดื่มที่ต้องมีน้ำแข็ง และหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ บางคนไม่ได้ท้องเสียมาจากอาหารแต่มาจาก “น้ำ” เช่น
• น้ำแข็งไม่สะอาด
• น้ำดื่มไม่ได้มาตรฐาน
เชื้อที่เจอได้ เช่น Shigella หรือไวรัสอย่าง Norovirus ซึ่งทำให้ถ่ายเหลว หรืออาเจียนได้
หน้าร้อน = ไม่ได้แค่ร้อน แต่คือช่วงที่ “อาหารเสียได้ง่ายขึ้น”
สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่แค่กินอะไร แต่ต้องดู
• สดไหม
• สะอาดไหม
• ทิ้งไว้นานไหม
อีกจุดที่อยากฝากไว้ ลำไส้เราไม่ได้สู้กับเชื้อโรคคนเดียว มีจุลินทรีย์ดีหลายพันล้านตัว ที่คอยช่วยรักษาสมดุลอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า gut microbiota ถ้าสมดุลนี้ดี ลำไส้ก็ทำงานได้ปกติ แต่ถ้ามันพัง เช่น จากอาหารไม่หลากหลาย ได้ไฟเบอร์น้อย หรือกินยาปฏิชีวนะมา ความสามารถในการต้านทานก็ลดลงด้วย
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า Probiotics บางสายพันธุ์ เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium อาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของท้องเสียได้ในบางกรณีโดยเฉพาะในเด็กและคนที่เพิ่งผ่านการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ต้องย้ำชัด ๆ ว่าความสะอาดของอาหาร ยังสำคัญที่สุดเสมอ
อาการท้องเสียแบบไหน ที่ควรไปพบแพทย์
นพ.ภควัต เธียรผาติ อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายเพิ่มเติมถึงอาการท้องเสีย ที่ควรรีบไปโรงพยาบาลว่า ท้องเสียเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเองก็ควรระมัดระวังและมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะหากอาการรุนแรงต้องรีบพบแพทย์ทันทีก่อนมีอันตรายถึงชีวิต
ท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง (Diarrhea) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายเหลวเป็นน้ำปนเนื้อ มากกว่าวันละ 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายมีเลือดปน ถ่ายมีมูกเลือดมากกว่า 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง
ท้องเสียมีกี่แบบ
ท้องเสียแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามระยะเวลาที่มีอาการ ได้แก่
- ท้องเสียเฉียบพลัน (Acute Diarrhea) พบมากที่สุด มีอาการอยู่ที่ประมาณ 1 – 3 วัน ก่อนจะดีขึ้นและหายเอง
- ท้องเสียต่อเนื่อง (Persistent Diarrhea) จะมีอาการอยู่ที่ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ควรสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ทันที
- ท้องเสียเรื้อรัง (Chronic Diarrhea) จะมีอาการต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ขึ้นไป อาจจะเป็น ๆ หาย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
สาเหตุท้องเสียเกิดจากอะไร
ท้องเสียเกิดจากความผิดปกติของลำไส้ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยในกลุ่มที่ท้องเสียเฉียบพลันมักเกิดจากการติดเชื้อ อาทิ ไวรัส แบคทีเรีย กลุ่มพยาธิ ซึ่งจะติดเชื้อชนิดไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยทางระบาดวิทยาแต่ละพื้นที่ โรคระบาดใด ๆ ในช่วงเวลาหรือพื้นที่นั้น ๆ หรือปัจจัยในแง่ร่างกายของแต่ละคน เช่น โรคประจำตัว การรับประทานยาบางชนิดที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน เป็นต้น และกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ อาจแบ่งย่อยเป็นชนิดที่ท้องเสียโดยไม่มีความผิดปกติของลำไส้ (Functional Diarrhea) และชนิดที่แพทย์พบความผิดปกติของลำไส้ เช่น มีการอักเสบเรื้อรัง หรือพบก้อนเนื้อ เป็นต้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อเช็กอาการก่อนสายเกินไป
การดูแลรักษาเมื่อท้องเสียต้องทำอย่างไร
วิธีการดูแลรักษาเมื่อท้องเสียขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการขาดน้ำและโรคประจำตัวของผู้ป่วยเป็นหลัก
- ท้องเสียระดับเบา
น้ำหนักลดไม่ถึง 5% มีการขาดน้ำเล็กน้อย ยังรับประทานอาหารได้ปกติ โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงหรืออาหารเป็นพิษ อาการมักไม่เกิน 2 – 3 วัน สามารถรักษาเองเบื้องต้นเองได้ โดยการรับประทานเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย (Oral Rehydration Salt – ORS) และกลุ่มยารักษาเพื่อลดอาการ เช่น ยาลดอาการปวดท้อง ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น เมื่ออาการดีขึ้นสามารถหยุดยาได้ แต่ในกรณีที่ท้องเสียแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นนานมากกว่า 3 – 5 วัน แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม
- ท้องเสียระดับกลาง
น้ำหนักลด 6 – 9% มีการขาดน้ำระดับกลาง ผู้ป่วยเริ่มรับประทานได้ไม่ค่อยได้ อาจมีอาการเวียนหัว ริมฝีปากแห้ง ใจหวิว ๆ ปัสสาวะเริ่มลดลงแต่ยังมีอยู่ เมื่อตรวจสัญญาณชีพอาจพบหัวใจเต้นเร็วขึ้น มากกว่า 100 ครั้ง/นาที แต่ความดันยังปกติ เบื้องต้นแนะนำให้รับประทานเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย (Oral Rehydration Salt – ORS) ทันที เพื่อป้องกันการเสียน้ำรุนแรงเพิ่มขึ้น แล้วมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและเข้ารับการรักษาต่อไป
- ท้องเสียระดับรุนแรง
น้ำหนักลดมากกว่า 10% ขึ้นไป ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติ ใจสั่น เวียนหัวรุนแรง ไม่ปัสสาวะเลยหรือปัสสาวะน้อยมาก เมื่อตรวจร่างกายอาจพบสัญญาณชีพผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นเร็วมากกว่า 120 ครั้ง/นาที หรือความดันตก น้อยกว่า 90/60 มม.ปรอท หายใจเร็ว หากอาการรุนแรงมากจนความดันตกจำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินเพื่อให้สารน้ำอย่างรวดเร็ว แนะนำว่าอย่ารอจนอาการท้องเสียรุนแรง เมื่อเริ่มมีอาการมากขึ้นในระดับกลางควรมาพบแพทย์ทันที
ท้องเสียเป็นสัญญาณของโรคใดบ้าง
เนื่องจากสาเหตุของอาการท้องเสียนั้นมีหลายภาวะ จึงขอยกตัวอย่างกลุ่มโรคที่พบบ่อยและมีความจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
- ลำไส้แปรปรวน ไม่ใช่โรคร้ายแรง “แต่เรื้อรัง”
อาการที่พบบ่อย คือ อาการปวดบิดท้องเวลาถ่ายอุจจาระ เมื่อถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วอาการจะดีขึ้นชัดเจน แต่จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย ซึ่งอาการโรคลำไส้แปรปรวนมีได้หลายแบบ ทั้งท้องเสีย ท้องผูก ท้องผูกสลับท้องเสีย ไม่มีไข้ ไม่มีมูกเลือดปน ช่วงเวลาที่เป็นมักหายได้เอง แต่หากผู้ป่วยมีอาการ เป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ขึ้นไป อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
หากได้รับการวินิจฉัยแล้ว การรักษาหลักจะประกอบด้วยการใช้ยาและการปรับพฤติกรรม เช่น เลี่ยงอาหารกลุ่ม FODMAPs ที่มีคาร์โบไฮเดรต น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่รวมหลากชนิดเป็นองค์ประกอบ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนอาการแย่ลง อาทิ นม ข้าวสาลี น้ำผึ้ง ถั่วต่าง ๆ หัวหอม กระเทียม เห็ด ฯลฯ รวมถึงจัดการความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ เนื่องจากกระตุ้นอาการของโรคให้กำเริบได้เช่นกัน
- มะเร็งลำไส้
ผู้ป่วยอาจมาด้วยหลากหลายอาการ เช่น ท้องเสียเรื้อรังมากกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป อาจมีมูกเลือดปน ท้องผูกสลับท้องเสีย อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ มีน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เบื่ออาหารมากผิดปกติ บางคนมีไข้ต่ำ ๆ ต่อเนื่องตลอดเวลา ผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงพื้นฐานเดิมที่จะเป็นโรคนี้ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวหรือญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ทานอาหารไฟเบอร์ต่ำหรือทานของปิ้งย่างบ่อย ๆ เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นต้น
- ไทรอยด์สูง
ในผู้ป่วยไทรอยด์สูงมักมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลวเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ได้ เนื่องจากตัวฮอร์โมนไทรอยด์สามารถกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานมากผิดปกติ มักพบร่วมกับอาการอื่น ๆ ของภาวะไทรอยด์สูง เช่น ใจสั่น น้ำหนักลดมากผิดปกติ ขี้ร้อน หรือประจำเดือนมาไม่ปกติในผู้หญิง เป็นต้น
- ยาฆ่าเชื้อบางชนิด
มีผลทำให้เกิดอาการท้องเสีย โดยเกิดจากผลข้างเคียงของยาเอง หรือเกิดจากการที่ยาเข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียดีในลำไส้ทิ้งไปและเชื้อที่ไม่ดีเจริญเติบโตมากเกินไป หากเคยใช้ยาฆ่าเชื้อแล้วมีอาการท้องเสียเรื้อรังไม่หายควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
ป้องกันท้องเสียได้อย่างไร
หลัก ๆ แล้วท้องเสียเป็น “อาการ” จึงยากที่จะป้องกัน แต่ในส่วนที่พอจะป้องกันได้คือ ท้องเสียแบบเฉียบพลันที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ
ป้องกันได้โดยรับประทานอาหารสุก สะอาด กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือให้บ่อยทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร นอกจากนั้นต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรจึงจะสามารถทำการรักษาหรือแนะนำการป้องกันหรือปรับพฤติกรรมบางอย่างตามสาเหตุหรือความเสี่ยงของโรคนั้น ๆ
อีกทั้งยังมีการป้องกันในแง่ “ปรับพฤติกรรม” เพื่อลดความเสี่ยงของโรค เช่น หยุดเหล้า หยุดสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ เป็นต้น
ท้องเสียจำเป็นต้องมาพบแพทย์หรือไม่
หากท้องเสียอาการไม่รุนแรง ไม่ได้เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง หรือมีอาการอื่น ๆ ประกอบที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มโรคร้ายแรง สามารถรักษาตามอาการเบื้องต้นก่อนได้ แต่หากมีอาการขาดน้ำมาก ระดับกลางขึ้นไป หรือไม่ดีขึ้นภายใน 3 – 5 วัน หรือ มีอาการอื่น ๆ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน แนะนำให้มาพบแพทย์ทันที
นอกจากนี้ในส่วนของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อายุมากกว่า 65 ปี มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ ทานยากดภูมิคุ้มกัน หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการระดับกลางก่อน เนื่องจากเสี่ยงต่อการที่โรคจะทรุดลงหรือการเลือกใช้ยาบางชนิดที่อาจใช้ไม่ได้หรือทำปฏิกิริยาระหว่างยากันเองได้
อ้างอิง : Dr.Jade Happy Life , โรงพยาบาลกรุงเทพ





