วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2569

Login
Login

เล่นสงกรานต์ให้ฉ่ำ! เปิดวิธีดูแลตัวเอง ‘ระหว่าง-หลัง’ สาดน้ำ ไม่ให้ป่วย

เล่นสงกรานต์ให้ฉ่ำ! เปิดวิธีดูแลตัวเอง ‘ระหว่าง-หลัง’ สาดน้ำ ไม่ให้ป่วย

เดือนเมษายนในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาของวันหยุดยาว แต่ยังเป็นช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงที่สุดในรอบปี โดยในบางวันอาจร้อนระอุทะลุ 40 องศาเซลเซียสได้ไม่ยาก ท่ามกลางแดดจ้าและอากาศที่อบอ้าวเช่นนี้ประเพณี “เล่นน้ำสงกรานต์” เป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ไทย ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ของทุกปี  ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ใช้น้ำเป็นสื่อสร้างสัมพันธไมตรี ความสนุกสนาน และการกตัญญู การสาดน้ำสื่อถึงการล้างสิ่งไม่ดีและดับร้อน โดยมีกิจกรรมหลักคือ สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และเล่นสาดน้ำตามสถานที่ต่างๆ

“การเล่นน้ำสงกรานต์”  ไม่ใช่เพียงความสนุกสนาน คลายร้อนเท่านั้น ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้างเราด้วย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

กทม. คุมเข้ม สงกรานต์ 69 เฝ้าระวัง 3 เขตอันตราย-พื้นที่ไฟไหม้ซ้ำ

คนไทยป่วย ‘พาร์กินสัน’ พุ่ง 3 เท่า นอนละเมอ-ซึมเศร้า สัญญาณเตือนโรค

เช็กวิธี 'ระหว่างเล่น-หลังเล่นน้ำสงกรานต์'

ผศ.นพ.ธนดล โรจนศานติกุล หัวหน้าศูนย์กู้ชีพ ฝ่ายเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้คำแนะนำในการ “ดูแลร่างกายระหว่างเล่นน้ำ vs หลังเล่นน้ำ” ว่า

ดูแลร่างกายระหว่างเล่นน้ำ

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • พักในที่ร่มเป็นระยะ ลดความเสี่ยงภาวะลมแดด
  • สวมหมวก แว่น และทาครีมกันแดด เพื่อป้องกันน้ำและแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่ไม่สะอาด ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • งดใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง ป้องกันการบาดเจ็บ
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

ดูแลร่างกายหลังเล่นน้ำ

  • อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ลดการสะสมของเชื้อโรค
  • ดูแลผิวหลังโดนแดด ด้วยโลชันหรือมอยส์เจอไรเซอร์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ชดเชยน้ำที่เสียไป
  • พักผ่อนให้เพียงพอและสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไข้ หรือ การบาดเจ็บ
  • หลีกเลี่ยงอากาศเย็นจัดหลังเล่นน้ำ ไม่เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศจ่อร่างกาย 

เล่นสงกรานต์ให้ฉ่ำ! เปิดวิธีดูแลตัวเอง ‘ระหว่าง-หลัง’ สาดน้ำ ไม่ให้ป่วย

เตือน 4 โรคที่มาพร้อมกับหน้าร้อน

ผศ.พญ.นพคุณ นันท์ศุภวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้เสริมว่า เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนไทย หลายคนออกมาเล่นน้ำคลายร้อนและร่วมกิจกรรมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง แต่ในขณะเดียวกัน การเล่นน้ำท่ามกลางอากาศร้อนและความแออัดของผู้คน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยง ก่อปัญหาทางสุขภาพได้เช่นกัน

ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ควรระวังในช่วงสงกรานต์ ได้แก่

1. โรคทางเดินหายใจ

การเล่นน้ำเป็นเวลานานท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน นอกจากนี้ การเล่นน้ำในสถานที่ที่มีคนแออัดจำนวนมากยังเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น

หากเริ่มมีอาการไม่สบาย มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อย หรือรู้สึกหนาวสั่น ควรหยุดเล่นน้ำทันที พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการป่วยที่อาจรุนแรงขึ้น และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

2. โรคผิวหนังและการติดเชื้อจากน้ำสกปรก

น้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อรา โดยเฉพาะน้ำที่มาจากแหล่งน้ำขังหรือไม่สะอาด ซึ่งอาจทำให้เกิดผื่นคัน ตาแดง หรือการติดเชื้อในหู เช่น ภาวะหูอักเสบ

การป้องกันที่สำคัญคือ ควรเลือกเล่นน้ำที่สะอาด หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่มั่นใจในความสะอาด และควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังจากเล่นน้ำเสร็จ

3. ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) จากความร้อน

การอยู่กลางแดดร้อนจัดเป็นเวลานาน ประกอบกับการสูญเสียเหงื่อจากการทำกิจกรรม อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันคือ ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ (6-8 แก้วต่อวัน) สวมใส่เสื้อผ้าที่เนื้อผ้าบาง ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน และควรสลับไปพักในที่ร่ม หากมีอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นตะคริว ควรหยุดกิจกรรมและพักร่างกาย

การป้องกันตนเองจากแสงแดด ก็เป็นส่วนสำคัญ ควรสวมหมวกหรือเสื้อผ้าที่ป้องกันแสงแดดถูกผิวหนังโดยตรง ทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด ฝ้ากระและริ้วรอยจากแสงแดด

4. ความปลอดภัยทั่วไปในช่วงเทศกาล

ควรระมัดระวังการบาดเจ็บจากตกจากที่สูง เช่น จากรถกระบะที่นั่งด้านหลัง การพลัดตกจมน้ำ และจากการเดินเท้าเป็นเวลานานๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเล่นน้ำ เพราะอาจทำให้มีอาการมึนเมา ขาดสติ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่ายขึ้น คำแนะนำโดยทั่วไปสำหรับสุภาพบุรุษดื่มไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐาน และสุภาพสตรีไม่เกิน 1 ดื่มมาตราฐาน ต่อวัน (1 standard drink = 10 กรัมแอลกอฮอล์)

นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในช่วง “7 วันอันตราย” ของเทศกาลสงกรานต์ ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

หยดน้ำในวันสงกรานต์มีความหมายมากกว่าความเย็นฉ่ำ

อย่างไรก็ตาม อีกคำถามที่น่าสนใจ นอกจากเรื่องของการเตรียมตัวทั้งระหว่างเล่นน้ำ และหลังเล่นน้ำแล้ว คือ การที่เราตัวเปียกปอนท่ามกลางแดดร้อนนั้น ช่วยให้ร่างกายเรารอดพ้นจากอันตรายของความร้อนได้จริงหรือไม่?

ข้อมูลจากสสวท.จะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation) และพิสูจน์ว่าทำไมหยดน้ำทุกหยดในวันสงกรานต์จึงมีความหมายมากกว่าแค่ความเย็นฉ่ำ

กลไกภายในร่างกาย – บ้านที่ต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่

ก่อนจะเข้าใจว่าน้ำช่วยเราได้อย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าร่างกายมนุษย์ทำงานอย่างไรในสภาวะปกติ ร่างกายของเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่จัดอยู่ในกลุ่ม Endotherms หรือสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งหมายความว่าเรามีความสามารถในการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ แม้อุณหภูมิภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไป

โดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส และพยายามรักษาให้อยู่ในกรอบที่แคบมากระหว่าง 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส (อาจแปรผันเล็กน้อยตามเวลาและบุคคล) เพื่อให้เอนไซม์และกระบวนการทางเคมีในเซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะที่ร่างกายรักษาสมดุลนี้เรียกว่า Homeostasis

ศูนย์บัญชาการอุณหภูมิ: ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

ในสมองของเรามีส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เปรียบเสมือน “เทอร์โมสตัท” หรือเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ เมื่อเราออกไปเล่นสงกรานต์ท่ามกลางแดดจัด เซนเซอร์ในระบบประสาทจะส่งสัญญาณไปยังไฮโปทาลามัสว่า “ตอนนี้ร่างกายร้อนเกินไปแล้วนะ”

หากอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส เราอาจตกอยู่ในภาวะ โรคลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจส่งผลให้สมองได้รับความเสียหาย หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น ไฮโปทาลามัสจึงต้องรีบสั่งการให้ร่างกายระบายความร้อนออกโดยด่วนผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การขยายตัวของหลอดเลือด (Vasodilation) และการหลั่งเหงื่อ

กลไกฟิสิกส์ – เมื่อน้ำสัมผัสผิวหนัง

การสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วยเสริม” ให้กับระบบระบายความร้อนธรรมชาติของร่างกาย โดยผ่านหลักการทางฟิสิกส์ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การนำความร้อน การระเหย และการพาความร้อน

1. การนำความร้อน (Conduction): การดึงความร้อนออกโดยตรง เมื่อน้ำเย็นสัมผัสกับผิวหนังที่ร้อนระอุ ความร้อนจะไหลจากผิวหนังไปยังน้ำทันทีตามหลักการถ่ายเทพลังงาน สิ่งที่น่าสนใจคือ น้ำสามารถนำความร้อนได้ดีกว่าอากาศหลายสิบเท่า ดังนั้น การที่ตัวเปียกจึงช่วยลดอุณหภูมิที่ผิวหนังได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการยืนตากลมเฉย ๆ หลายเท่าตัว

2. การระเหย (Evaporation): พระเอกผู้เสียสละพลังงาน นี่คือกลไกที่สำคัญที่สุดในการทำความเย็น เมื่อน้ำอยู่บนผิวหนังและได้รับความร้อนจากร่างกายและดวงอาทิตย์ มันจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ กระบวนการระเหยนี้ต้องการพลังงาน ซึ่งพลังงานนั้นถูกดึงมาจาก “ความร้อนในร่างกาย” ของเรานั่นเอง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่ง: น้ำเพียง 1 กรัมที่ระเหยไป สามารถดึงพลังงานความร้อนออกจากร่างกายได้ถึงประมาณ 0.6 กิโลแคลอรี นี่คือเหตุผลว่าทำไมเวลาเราตัวเปียกแล้วมีลมพัดผ่าน เราจะรู้สึกหนาววูบทันที เพราะความร้อนถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง

3. การพาความร้อน (Convection): ยิ่งขยับยิ่งเย็น ในขณะที่เราเดินเล่นหรือวิ่งเล่นสงกรานต์ อากาศและน้ำที่เคลื่อนที่ผ่านตัวเราจะช่วย “พา” ความร้อนออกจากผิวหนังไปสู่สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่ตัวเปียกจึงเป็นการเพิ่มอัตราการระบายความร้อนได้ดีกว่าการยืนนิ่ง ๆ

ทำไมสงกรานต์ถึง “ใช่” สำหรับเมืองไทย?

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศเฉพาะตัวคือ “อุณหภูมิสูงและความชื้นสูง” ซึ่งความชื้นนี่เองที่เป็นอุปสรรคต่อการระเหยของเหงื่อ เมื่อประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของร่างกายลดลง ความร้อนจึงสะสมในร่างกายมากขึ้น การสาดน้ำจึงเปรียบเสมือนการสร้างระบบระบายความร้อนใหม่ขึ้นมาทดแทนระบบเหงื่อที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ในสภาพอากาศชื้น

ประโยชน์ทางอ้อมที่มากกว่าแค่ความเย็น

นอกจากการลดอุณหภูมิแล้ว การเล่นน้ำยังส่งผลดีต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ เช่น:

  • การตื่นตัวของระบบไหลเวียนโลหิต: การที่ร่างกายเจอความเย็นสลับความร้อนทำให้หลอดเลือดมีการหดตัวและขยายตัวสลับกัน ซึ่งเป็นการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบหลอดเลือดในระยะสั้น
  • ลดความเครียด: การได้สัมผัสน้ำเย็นและความสนุกสนานกับผู้คนช่วยหลั่งสารแห่งความสุข และลดความตึงเครียดสะสมจากอากาศร้อนได้

เล่นอย่างปลอดภัยตามหลักวิทยาศาสตร์

แม้การสาดน้ำจะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย:

  • หลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัด: การราดน้ำที่เย็นจัดอย่างฉับพลัน อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ
  • ค่อย ๆ ปรับตัว: ควรเริ่มจากการรดน้ำหรือราดน้ำทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายและหลอดเลือดปรับตัวได้ทัน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: แม้ภายนอกจะเปียก แต่น้ำภายในร่างกายยังคงสูญเสียไปผ่านเหงื่อและการหายใจ การดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการสาดน้ำในวันสงกรานต์พิสูจน์ให้เห็นว่า ภูมิปัญญาไทยที่ดูเหมือนเป็นเรื่องสนุกสนาน แท้จริงแล้วคือ กลไกการเอาตัวรอดที่ชาญฉลาด ที่ทำงานสอดประสานกับหลักการทางฟิสิกส์และสรีรวิทยาอย่างลงตัว ทั้งการนำความร้อน การระเหย และการพาความร้อน ต่างร่วมกันช่วยให้ไฮโปทาลามัสของเราไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

สงกรานต์ปีนี้ เมื่อท่านได้รับหยดน้ำที่สาดเข้ามา ขอให้ตระหนักว่านั่นไม่ใช่เพียงแค่หยดน้ำแห่งความสนุก แต่คือ “เทคโนโลยีธรรมชาติ” ที่กำลังช่วยให้ร่างกายของท่านเย็นลงและปลอดภัยจากความร้อนแรงของเดือนเมษายนได้อย่างมีเหตุผลที่สุด

อย่างไรก็ตาม เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หากทุกคนดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองอย่างเหมาะสม การเล่นน้ำอย่างมีสติ เลือกใช้น้ำที่สะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ทุกคนสนุกกับเทศกาลได้อย่างปลอดภัยตลอดช่วงวันหยุดยาวนี้

อ้างอิง: โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ,คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ,สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี