“โรคพาร์กินสัน” เป็นโรคที่ใกล้ตัวใครหลายๆ คน และในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน แต่ขณะนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี
โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียสะท้อนปรากฏการณ์ "ความเร่งของโรคในระดับประชากร" ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘Check PD’ แอปฯตรวจพาร์กินสัน แม่นยำถึง 90% รู้ไว ชีวิตไม่สั่น
‘Brain Rot’ ภาวะสมองเน่า! ภัยคลิปสั้น ทำลายสมาธิ-สมองเสื่อมถอย
“นอนละเมอ ซึมเศร้า ท้องผูก”สัญญาณพาร์กินสัน
วันนี้ (8 เมษายน 2569) โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” โดยมี นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสันโรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น "โปรตีนขยะ"
โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่เป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้ รวมถึง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้
“สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ซึ่งคนไข้พาร์กินสันประมาณร้อยละ 50 จะมีอาการละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น "เสียงเตือน" จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการ สั่นถึง 10-20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุดอาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60”นพ.สิทธิ กล่าว
คนอายุน้อยเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากขึ้น
นพ.สิทธิ กล่าวต่อว่าประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็น อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงบัญหาของ ผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
"หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด "รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้" เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้น ด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตก กังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง"
“พาร์กินสัน” รักษาไม่หายขาดแต่ชะลอได้
นพ.สิทธิ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม
“คนไข้พาร์กินสัน หากกินยาได้ตรงเวลา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี จะช่วยให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สม่ำเสมอ รวมถึงการออกกำลังกาย แม้คนไข้อาจจะไม่ออกกำลังกายด้วยตนเอง ผู้ดูแลมีหน้าที่กระตุ้นให้คนไข้ออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายด้วยกิจกรรมที่หลากหลายหรือออกกำลังกายในรูปแบบที่คนไข้ชื่นชอบจะช่วยกระตุ้นความจำเก่าๆ ที่สำคัญต้องทำให้คนไข้อารมณ์ดี ถ้าคนไข้เครียด สมองยิ่งแย่ แต่ถ้าคนไข้อารมณ์ดี สมองจะเติบโต ชะลอความเสื่อมได้ ดังนั้น ยิ่งทำให้คนไข้มีความสุขมากเท่าไหร่ สมองคนไข้จะยิ่งดีมากเท่านั้น และการรับประทานอาหารคลีน คือ ให้กินผัก ธัญพืช กินไข่ชาว เนื้อปลา และลดการกินแป้งกินขนม อาหารปรุงแต่ง และเนื้อแดง”
สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพารกินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดผัง อิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราชาวด์ความเข้มสูง (Focused Ulrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร. 1270 หรือ Line: @praramghospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน "Check PD"
อย่างไรก็ตาม การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะต่อให้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ชะลอความเสื่อม หรือป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, กินอาหารมีประโยชน์, และนอนคุณภาพ ที่สำคัญควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะโรคเสื่อมตามเวลา การวินิจฉัยไวและดูแลรักษาเฉพาะทางจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น





