การดูแลสุขภาพเชิงรุกโดยเน้นการป้องกันโรคมากกว่าการรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา เป็นแนวทางสำคัญสำหรับผู้สูงอายุยุคใหม่ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งการปรับไลฟ์สไตล์ทั้งเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การบริหารกล้ามเนื้อ และการดูแลสภาวะจิตใจเพื่อสร้างสมดุลจากภายในสู่ภายนอก จะช่วยให้ผู้สูงอายุอายุยืนยาวและสุขภาพดี
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มาจากการรอให้ป่วยแล้วพึ่งพายาเคมี แต่คือการหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุก “น.ท.พญ.อรวรรณ กิจเชวงกุล (หมออรวรรณ)” ผู้บุกเบิกวงการเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และสุขภาพองค์รวมในประเทศไทย และผู้ชนะการประกวด Star Senior Thailand 2025 ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างไรให้มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ว่า “การแพทย์เป็นแนวโน้มใหม่คือเป็นเรื่องการป้องกันโรค” ไม่ใช่ป่วยแล้วค่อยมาหาหมอรักษา รากฐานของสุขภาพที่ดีต้องเริ่มจาก “ภายใน” ฉะนั้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) ต้องครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะความเครียดและสภาวะอารมณ์ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สูงวัยบริหารกล้ามเนื้อช่วงขา 'เคล็ดลับ 72 ปี สุขภาพดี'
คนไทยป่วย ‘พาร์กินสัน’ พุ่ง 3 เท่า นอนละเมอ-ซึมเศร้า สัญญาณเตือนโรค
จิตใจสงบ-ปล่อยวาง สกัดกั้นโรคภัย
ในทางการแพทย์พบว่า หากเราปล่อยให้ตัวเองมีความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ ทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง (Burnout) ร่างกายจะหลั่งกรดออกมามากจนทำลายระบบนิเวศในลำไส้ ทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบและเกิดภาวะลำไส้รั่ว (Leaky Gut) เมื่อลำไส้รั่ว ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์เข้าไป ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารต่อต้าน (Antibody) และก่อให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้นตามอวัยวะต่างๆ นำไปสู่โรคร้ายที่มักหาสาเหตุไม่พบ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune) อาการปวดข้อเรื้อรัง ปวดศีรษะ หรือแม้แต่ภาวะซึมเศร้า
“ดังนั้นการทำจิตใจให้สงบและปล่อยวาง จึงเป็นปราการด่านแรกในการสกัดกั้นโรคภัยทั้งปวง”
การแพทย์แม่นยำปรับไลฟ์สไตล์ป้องกันเกิดโรค
ปัจจุบัน การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ได้เข้ามามีบทบาทเสมือน “เข็มทิศ” ที่ช่วยตรวจวัดความสมบูรณ์ของร่างกายได้อย่างตรงจุด น.ท.พญ.อรวรรณ กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถตรวจวิเคราะห์ตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biological Marker) ผ่านการเจาะเลือดหรือการตรวจปัสสาวะเพียง 10 ซีซี ซึ่งสามารถบอกรายละเอียดได้ลึกถึงระดับเซลล์ เช่น ตรวจพบสารสื่อประสาทที่บกพร่อง ตรวจหาความเสียสมดุลของแบคทีเรียและเชื้อราในลำไส้ ตรวจวัดภาวะการอักเสบ ไปจนถึงการหาสารตกค้างจำพวกโลหะหนัก หรือ ไมโครพลาสติก ที่เป็นต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม
ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biological Marker) สามารถนำไปปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แม้จะมีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อโรคบางชนิดอย่างเบาหวาน แต่การดูแลสุขภาพกายและใจที่ดีจะสามารถควบคุมไม่ให้ยีนเหล่านั้นแสดงผลได้ นอกจากนี้ ร่างกายมนุษย์มีการผลัดเซลล์ใหม่อยู่เสมอ (เช่น เซลล์ผิวหนังเปลี่ยนใหม่ทุก 28 วัน) หากเราดูแลองค์รวมอย่างดี เซลล์ที่เกิดใหม่ในรอบถัดไปก็จะสมบูรณ์ขึ้น นำไปสู่การฟื้นฟูตัวเองและย้อนวัย (Reverse Aging) ทำให้ผู้สูงอายุหลายคนพบว่าตนเองในวัยเกษียณกลับมาแข็งแรงกระฉับกระเฉงกว่าตอนวัยทำงานเสียอีก
"ข้อดีของการรู้ข้อมูลที่แม่นยำคือ ทำให้แพทย์สามารถเสริมวิตามินและสารอาหารเฉพาะจุดที่ร่างกายขาดจริงๆ และช่วยให้เราปรับพฤติกรรมได้ทันท่วงทีก่อนที่อวัยวะจะเสื่อมสลาย นอกจากนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เราจะมีพันธุกรรมที่เสี่ยงต่อโรคก่อยีนอย่างเบาหวาน แต่หากเราปรับไลฟ์สไตล์ได้ถูกต้อง เราก็สามารถปิดสวิตช์ยีนเหล่านั้นและไม่จำเป็นต้องป่วยตามบรรพบุรุษเสมอไป"
คุมBMIสร้าง“กล้ามเนื้อ”พยุงร่างกาย
แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่เลข 7 แต่ หมออรวรรณ ยืนยันว่า ทุกวันนี้มีสุขภาพดีและแข็งแรงกว่าตอนอายุ 30-40 ปีเสียอีก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะหลังจากเกษียณ ก็มีเวลาดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ โดยมี 2 แกนหลักที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การควบคุมน้ำหนักให้สัดส่วน BMI อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ปัจจุบัน เกณฑ์สัดส่วนน้ำหนักตัวที่เหมาะสม (BMI) เพื่อเน้นการป้องกันโรค โดยผู้ชายควรอยู่ที่ระดับ 23 และผู้หญิงควรอยู่ที่ระดับ 20 การที่เราควบคุมไม่ให้ตัวเองอ้วน จะเป็นการลดภาระให้กับกระดูกและข้อต่ออย่างมหาศาล
“พอน้ำหนักสัดส่วนที่พอเหมาะ โรคหัวใจ เบาหวาน การปวดข้อต่างๆ ก็หายไป และยังดูอ่อนวัยขึ้นด้วย แข็งแรงขึ้นด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงคือการป้องกัน ทำให้เราไม่ป่วย ในเมื่อแข็งแรงไม่ป่วยก็ ไม่ต้องพึ่งยา ไม่ต้องไปหาหมอ”
และที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการออกกำลังกายเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ เพราะ โครงสร้างร่างกายมนุษย์มีกระดูกเป็นแกนกลาง สิ่งที่จะช่วยพยุงและรับน้ำหนักไม่ให้ข้อต่อต้องรับภาระหนักคือ “กล้ามเนื้อ” ประสบการณ์ตรงที่หมออรวรรณ ที่เอ็นข้อเข่าฉีกขาดทั้งหมดสองข้าง จากอุบัติเหตุเล่นกีฬาบาส สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ แสดงให้เห็นว่าการมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงสามารถทำหน้าที่ทดแทนเส้นเอ็นที่ขาดไปได้ ทำให้ไม่เกิดอาการปวดเข่า เข่าบวม หรือเข่าล็อกเวลาเดิน แม้ว่าจะมีอายุมากขึ้น แต่หากผู้สูงวัยละเลยการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะฝ่อและลีบลง นำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตราย
การดูแลมวลกล้ามเนื้อควรเริ่มต้นดูแลในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็ก เป็นช่วงเวลาที่ควรเริ่มต้นพัฒนากล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงเป็นรากฐาน วัย 30-40 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายและกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเต็มที่ ทำให้เรามีความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้ชีวิต ขณะที่ วัยสูงอายุ กล้ามเนื้อมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยยึดและพยุงโครงสร้างกระดูกแกนกลางของร่างกาย รวมทั้งช่วยสร้างการเคลื่อนไหวและให้พลังงานในทุกๆ กิจวัตรประจำวัน หากไม่ได้ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้น กล้ามเนื้อจะฝ่อและลีบลง ทำให้ไม่มีแรงและหกล้มได้ง่าย ซึ่งการหกล้มนี้อาจนำไปสู่ภาวะกระดูกแตกหักจนต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ติดเก้าอี้ หรือต้องนั่งรถเข็นในที่สุด
ดังนั้น เราจึงไม่ควรรอให้ถึงวัยสูงอายุแล้วค่อยเริ่มดูแลแต่ควรใส่ใจออกกำลังกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ช่วงวัยเพื่อป้องกันปัญหาการเสื่อมสภาพเมื่ออายุมากขึ้น
“กล้ามเนื้อไม่ถูกกระตุ้นก็เหี่ยวลง ถ้ากล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ทำให้ล้มง่ายไม่มีแรง พอล้มกระดูกแกนกลางแตกกลายเป็นติดเตียง ติดเก้าอี้ ติดรถเข็น ฉะนั้นการออกกำลังกายเพื่อรักษากล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นของผู้สูงวัยอย่างยิ่ง เป็นการเตรียมตัวเมื่อถึงวัยที่เซลล์เสื่อมให้สามารถดูแลตัวเองได้”
สร้างสังคมและพึ่งพาตนเอง=ชีวิตที่สมบูรณ์
หมออรวรรณ บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการมีสุขภาพกายและใจที่ดี คือการทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ไม่เป็นภาระใคร และสามารถทำกิจกรรมที่ชื่นชอบเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเองและสังคม เพราะถ้าผู้สูงอายุไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะเป็นขุมทรัพย์ที่มีประโยชน์มาก เพราะมีประสบการณ์มีความรู้ที่จะบอกสอนต่อได้มากมาย ซึ่งการเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เป็นอีกหนึ่งการปรับไลฟ์สไตล์ที่ช่วยรักษาสมดุลจิตใจและลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม
วิถีสูงวัยยุคใหม่คือ “การเตรียมพร้อมและลงมือทำ” การลงทุนดูแลสุขภาพด้วยตัวเองคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงทำให้ผู้สูงอายุมีเวลาและอิสระเต็มที่ในการออกไปใช้ชีวิต ผู้สูงอายุจึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่มีค่า เพราะสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ไปช่วยชี้แนะและทำประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไปได้อย่างมีความสุข
“ชีวิตของคนเราสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสุขภาพ เพราะอยู่กับเราจนวันสุดท้ายที่หมดลมหายใจ ถ้าสุขภาพแข็งแรง ทุกอย่างสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าสุขภาพไม่ดี มีเงินมากมาย แต่ติดเตียงใช้ไม่ได้ถ้าไม่แข็งแรง ทุกอย่างก็ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่มีอิสระในการทำอะไรได้ด้วยตนเอง ชีวิตก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นผู้สูงอายุยุคใหม่จึงต้องแข็งแรง มีสุขภาพดี มีความสุขและสร้างคุณค่าได้ทุกๆ วัน”





