การ "หยุดไถหน้าจอ จนลืมเวลา” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งอาการเหล่านี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ แล้ว อาจจะไม่ใช่ เพราะการไถหน้าขอ หรือการนั่งดูคลิปสั้นๆ อย่าง TikTok , Instagram Reels และ YouTube Shorts กลับส่งผลกระทบต่อสุขภาพสมองจนเกิดคำศัพท์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองนั่นคือ "Brain Rot"
Oxford University Press ได้ประกาศให้คำว่า "Brain Rot" (ภาวะสมองเปื่อย) เป็นคำแห่งปี 2024 โดยนิยามว่า: "ภาวะที่สภาพจิตใจหรือสติปัญญาเสื่อมถอยลง ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการเสพเนื้อหาออนไลน์ที่ไร้สาระ หรือไม่ท้าทายความคิดในปริมาณที่มากเกินไป"
สถิติที่น่าตกใจคือ มีการใช้คำนี้เพิ่มขึ้นถึง 230% ระหว่างปี 2023-2024 สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและสมองของเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง
สายชา กาแฟ น้ำซุประวัง! ดื่มร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงมะเร็ง เพิ่มขึ้น 2 เท่า
เสพคลิปสั้นมากๆ เสี่ยง"Brain Rot" ภาวะสมองเน่า
ขณะที่ งานวิจัยจาก American Psychological Association (APA) ได้ยืนยันว่า Brain Rot ไม่ได้เป็นแค่คำล้อเลียนหรือมีมที่พูดขำ ๆ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และสามารถวัดค่าได้ด้วย โดยงานวิจัยที่ใช้ชื่อว่า ‘Feeds, Feelings, and Focus: A Systematic Review and Meta-Analysis Examining the Cognitive and Mental Health Correlates of Short-Form Video Use’ ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมงานวิจัยกว่า 98,299 คน จาก 71 งานวิจัย
“โดยพบความเชื่อมโยงชัดเจน ระหว่างการดูคลิปวิดีโอแบบสั้นจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น TikTok, Instagram หรือ Facebook Reels และ YouTube Shorts ส่งผลต่อคุณภาพของสมองที่ลดลงด้วย”
ข้อมูลยังชี้ว่า ผู้ใช้งานโดยเฉพาะวัยรุ่น ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยมากถึง 6.5 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อผู้ใช้งานได้รับสิ่งเร้าที่รวดเร็ว และมีการกระตุ้นซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Habituation หรือเป็นการที่ผู้ใช้งาน จะเริ่มไม่รู้สึกตอบสนองต่อกิจกรรมที่มีลักษณะที่ช้ากว่า และต้องใช้ความพยายามมากกว่า เช่น การอ่าน การแก้ปัญหา หรือการเรียนรู้สิ่งที่มีความละเอียดมาก ๆ เป็นต้น
Brain Rot การเปลี่ยนแปลงสมองที่ติดคลิปสั้น
ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายว่าBrain Rot หมายถึงภาวะที่สมองถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาที่สั้นและเปลี่ยนฉากเร็วมากจนระบบความสนใจ (attention system) ทำงานผิดปกติ ดังผู้ใช้ smart phone จำนวนมากที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้แก่
- สมาธิสั้นลง เวลาทำงานหรืออ่านหนังสือรู้สึกอยู่กับสิ่งนั้นไม่นาน
- ต้องการความบันเทิงที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
- รู้สึกเบื่อหรือว่างเปล่าเมื่อไม่ได้ดูคลิป
- เวลาที่สมองต้องคิดงานลึก ๆ จะรู้สึกว่ายากกว่าเดิม
งานวิจัยด้าน neuroscience อธิบายได้ว่า platform ของคลิปสั้นกระตุ้นให้ dopamine หลั่งเป็นช่วงสั้น ๆ ตลอดเวลา เมื่อเกิดซ้ำบ่อย ๆ สมองจะไวต่อสิ่งเร้าเร็ว แต่ไม่อดทนสิ่งเร้าช้า นี่คือจุดเริ่มต้นของอาการ brain rot คือสมองเริ่มชินกับสิ่งเร้าที่เร็วและแรง จนลดทอนการทำงานบางส่วนลง
หนึ่งในกลไกที่สำคัญในการเกิด brain rot คือ habituation โดยสมองชินกับสิ่งกระตุ้น และต้องการสิ่งใหม่ที่เร็วกว่าเดิมเพื่อให้รู้สึกสนใจเท่าเดิม ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดในงานวิจัยของพฤติกรรมเสพติดหลายชนิด แต่นี่กับผู้ใช้สื่อออนไลน์ทั่วไป
Habituation ทำให้เรายิ่งดูยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะเมื่อเราดูคลิปสั้นจำนวนมาก สมองจะลดการตอบสนองต่อสิ่งที่เจอซ้ำ ๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมดังนี้
1. ต้องการสิ่งที่เร็วกว่าและใหม่กว่า เพื่อให้รู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม
การไถจอมือถือเจอคลิปใหม่ทุก 1–2 วินาทีทำให้สมองชินกับความเร็วนี้ จนสิ่งที่ช้ากว่า เช่น การอ่านหนังสือ หรือฟังบรรยาย 10 นาที กลายเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก
2. เริ่มเสียความสามารถในการโฟกัสระยะยาว (sustained attention)
มีงานวิจัยที่พบว่า เด็กและผู้ใหญ่ที่ดูคลิปสั้นเป็นประจำมีคะแนนทดสอบสมาธิและ executive function ต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้สื่อน้อยกว่า
3. ทำให้เกิดพฤติกรรมคล้ายเสพติด
แม้จะไม่ใช่สารเสพติด แต่รูปแบบการให้รางวัลเร็วและสม่ำเสมอทำให้สมองสร้างวงจรจูงใจคล้ายพฤติกรรมติดพนันหรือเกมบางประเภท
เช็กอาการ คุณกำลังมีภาวะ Brain Rot หรือไม่?
ดร. อดัม เลเวนธัล จาก University of Southern California อธิบายว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังอยู่ใน "สงคราม" เพื่อแย่งชิงความสนใจของผู้ใช้ เนื้อหาถูกออกแบบมาให้เสพติดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงเราเข้าสู่ภาวะ "Digital Binges" (การเสพสื่อดิจิทัลอย่างบ้าคลั่ง) จนถอนตัวไม่ขึ้น
แม้จะยังไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการใช้หน้าจอที่มากเกินไปส่งผลต่ออารมณ์และสติปัญญาอย่างชัดเจน โดยมีสัญญาณเตือนดังนี้:
- ขาดสมาธิ: จดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น
- สับสนบ่อย: รู้สึกมึนงง หรือหลงลืมทิศทางในชีวิตประจำวัน
- ปัญหาความจำ: จดจำเรื่องใหม่ๆ ได้ยาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
- ละเลยการดูแลตัวเอง: ลืมกิน ลืมนอน หรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนตัว
- บุคลิกภาพเปลี่ยน: การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและอารมณ์เปลี่ยนไปในทางลบ
- การตัดสินใจแย่ลง: ความสามารถในการใช้เหตุผลลดลง
ผลกระทบต่อสมองและอารมณ์จากการดูคลิปสั้นมากเกินไป
1. สมาธิสั้นลง
การเปลี่ยนฉากที่รวดเร็วทำให้ prefrontal cortex ทำงานลดลง ทำให้ทำงานไม่ต่อเนื่อง, อ่านหนังสือได้สั้นลง, ทำงานที่ต้องใช้สมาธิยาว ๆ ได้ยากขึ้น
2. อารมณ์สวิง เครียดง่ายขึ้น
เมื่อ dopamine สวิงขึ้นลงถี่ ช่วงที่มันตกลงทำให้สมองรู้สึกหงุดหงิดจากความว่างเปล่า นอกจากนี้การดูคลิปจนดึกทำให้การนอนเสีย ส่งผลให้ควบคุมอารมณ์ได้แย่ลง
3. ลดคุณภาพความจำ
เมื่อสมองต้องรับข้อมูลสั้น ๆ ต่อเนื่องวันละเป็นพันชิ้นทำให้การประมวลผลข้อมูลเชิงลึก (deep processing) ลดลง จำเนื้อหาที่สำคัญได้น้อยลง
4. เพิ่มความเครียดระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
การกระตุ้นสมองตลอดเวลาไม่มีช่วงพักส่งผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติฝั่ง sympathetic ทำงานเด่นและกระตุ้น cortisol เพิ่มขึ้นในบางคน
ป้องกัน brain rot และลดผลจาก habituation
1. กำหนดเวลาการใช้สื่อสั้น เช่น 20–30 นาทีต่อช่วง
2. ทำ digital fasting 1–2 วันต่อสัปดาห์
3. เสริมกิจกรรมที่ช้ากว่า เช่น อ่านบทความยาว, เดินเล่น, ฝึกสมาธิ
4. ปิดหน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อลดการรบกวนของ dopamine–cortisol effect
5. ฝึก deep work เช่น ตั้งเวลาโฟกัสงาน 25–40 นาทีต่อครั้ง
6.ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์: แทนที่การไถหน้าจอด้วยกิจกรรมที่ช่วยเพิ่ม Neuroplasticity (ความยืดหยุ่นของสมอง) เช่น:
- การอ่านหนังสือ (แบบเล่ม)
- การฝึกสมาธิ
- การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือภาษาที่สอง
- การออกไปสัมผัสธรรมชาติ
7.ปรับพฤติกรรมการทำงาน หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ให้ลองพิมพ์เอกสารออกมาอ่านบนกระดาษแทน หรือเปลี่ยนจากการประชุมออนไลน์มาเป็นการเจอหน้ากันจริงๆ
อ้างอิง: ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha , Everydayhealth ,euronews , ceemeagain





