ประเทศไทยมักติดกับดักวาทกรรม “งานวิจัยบนหิ้ง” มานานราวกับว่าเป็นคำสาปที่แก้ไม่หาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวงานวิจัย แต่อยู่ที่ “รอยต่อ” ระหว่างผู้ผลิตองค์ความรู้กับผู้ใช้งานจริงที่ขาดหายไป
ยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งราคาพลังงานที่ผันผวน ความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอน และความก้าวหน้าของ AI ที่ไล่ล่าอยู่ข้างหลัง นวัตกรรมไม่ใช่ "ทางเลือก" ทว่าคือ "ทางรอด" เดียวที่ทุกประเทศมี
เมื่อเร็วๆ นี้ ความร่วมมือระหว่าง 3 จิ๊กซอว์สำคัญอย่าง สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม), สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และ Techsauce ได้ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรม" ที่กินได้จริง และเปลี่ยน SME ไทยให้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สกสว. ต่อยอด VR Thailand ปี 69 ปั้นงานวิจัยไทยสู่ตลาดจริง ดึงลงทุนโลก
‘โลมาอิรวดี’ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ทะเล เปิดแผนอนุรักษ์พ้นภาวะ“ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง”
นวัตกรรมทางการแพทย์” เครื่องยนต์ใหม่ศก.ไทย
วานนี้ (27 มีนาคม 2569) ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดงาน “Healthspan Festival 2026 มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี เวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร” โดยมีผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัป และนักวิจัยเข้าร่วมจำนวนมาก
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ปาฐกถาในหัวข้อ Lab to Life : ระบบนิเวศนวัตกรรม ให้คนไทย "รุ่นต่อไป" อายุยืนแบบเข้าถึงได้ ว่า ความท้าทายทางด้านการแพทย์และสุขภาพ เป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะภาวะที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดย 22.5% ของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป (ราว13 ล้านคน) นอกจากนั้น ประสบปัญหา 74% เสียชีวิตจากโรค NCDs และ 4.5% ของGDP (ราว 3.46 แสนล้านบาท) เป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ รวมถึง คนไทย 45% ประสบภาวะน้ำหนักเกิน/อ้วน ดังนั้น การบริหารจัดการโดยอาศัยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะทำให้เกิดการทรานฟอร์มพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ภายใต้การสร้างเรื่องสุขภาพและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน
“Healthspan Festival 2026 ไม่ใช่เพียงการแสดงนิทรรศการ แต่จะเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการปรับเข็มทิศเศรษฐกิจไทยสู่ "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) ด้วยแนวคิด "Healthspan" หรือการมีช่วงอายุที่มีสุขภาพดี "
จัดสรรงบลงทุน พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ
ศ.ดร.สมปอง กล่าวต่อว่าสกสว.ในฐานะหน่วยงาน System Integrator ของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (SRI) ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่งคั่งจากฐานความมั่นคงทางสุขภาพ ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการรักษา(Treatment) ไปสู่การป้องกัน (Prevention) ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
รวมถึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเพื่อสร้างสุขภาพที่ดี และเม็ดเงินการลงทุน อันนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน และช่วงโควิด-19 ไทยเป็น 1 ในประเทศของโลกที่รอดพ้นโดยอาศัยระบบสุขภาพและการแพทย์ ที่สำคัญมีความพยายามทำให้เกิดการลงทุนด้านงานวิจัยการแพทย์และสุขภาพ เกิดการขับเคลื่อนอาศัยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ของประเทศ ทั้งเรื่อง Medical และ Wellness
โดยในส่วนของกองทุนววน. ปีงบประมาณ 2563-2569 ได้มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพ ประมาณ 16,085 ล้านบาท แบ่งเป็น
- BCG อย่าง วัคซีน, ATMPs (ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง), Biologics (ยาชีววัตถุ),Medical devices (เครื่องมือแพทย์),Drugs(ยา), Herbal Ingredients (ส่วนผสมจากสมุนไพร) 5,870.63 ล้านบาท
- Genomics 3,370.62 ล้านบาท
- Covid-19 ใช้งบ 2,882.97 ล้านบาท
- Health System 2,109.87 ล้านบาท
- Fundamental Fund 1,850.93 ล้านบาท
วัยแรงงาน -สูงวัยต้องมีชีวิตที่ยืนยาว
ผอ.สกสว.กล่าวต่อไปว่าเป้าหมายในการทำให้คนไทยทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้ดูแลเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่มีกระบวนการที่ดูแลวัยแรงงานร่วมด้วย เพราะตอนนี้วัยแรงงานเป็นเสมือนเดอะแบก การมีสุขภาพร่างกายที่สมดุล และเกิดประโยชน์ใหม่ ประเทศไทยมีการชี้เป้าที่ชัดเจนว่าวิจัย นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือใหม่ และเป็นจุดคานงัดที่ทำให้เกิดการลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจของประเทศไทย
“สกสว.มีพันธกิจชัดเจนในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณเพื่อการจัดสรรทุนวิจันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการสนับสนุนงานด้านวิชาการ งานธุรการ และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นหน่วยงานกลางในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.)อย่างมุ่งผลสัมฤทธิ์ ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน”ศ.ดร.สมปอง กล่าว
ส่งงบฯ -พลังงานทางเลือก ดูแลนักวิจัยและSME
ผอ.สกสว. กล่าวด้วยว่าจากภาวะวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนี้ สกสว.มีแนวทางและกลยุทธ์ในการสนับสนุนงานวิจัยและดูแลทั้งนักวิจัยและผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถรับมือและอยู่รอดได้ โดยครอบคลุมทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่และการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนในมิติต่าง ๆ เช่น พลังงาน อาหาร และความมั่นคงในชีวิต อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมและนำส่งนวัตกรรมพลังงานทางเลือกที่มีอยู่ในคลัง ให้แก่หน่วยงานหน้างานเพื่อนำไปใช้งานจริง เน้นไปที่การคิดค้นเทคโนโลยีทดแทนและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้ไฟฟ้าทดแทนน้ำมัน
“สกสว.มีการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณเพื่อให้หน่วยงานที่เชื่อมโยงกับการทำวิจัยสามารถนำไปใช้ในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤต รวมถึงการผลักดันเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สสว. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมไปใช้เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง อาทิ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลหรือเทคโนโลยี AI ในการทำงานเพื่อลดความจำเป็นในการเดินทาง ซึ่งเป็นการประหยัดน้ำมันและเวลาไปในตัว เป็นต้น” ศ.ดร.สมปอง กล่าว
นวัตกรรมช่วยให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น
ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมว่าสกสว. พยายามทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" เชื่อมโยงนักวิจัยกับความต้องการของโลกและผู้ประกอบการ โดยกระตุ้นให้นักวิจัยเปลี่ยนจากการทำวิจัยตามความสนใจส่วนตัว มาเป็นการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและประชาชน เพื่อให้งานวิจัยนั้นสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริง
“สกสว. มองว่านวัตกรรมไม่ใช่แค่การทุ่นแรง แต่ต้องช่วยให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้นและมีเวลาไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ๆเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) และความสามารถในการทนต่อแรงกระแทกจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพในอนาคต”ศ.ดร.วิษณุ กล่าว
อย่าทำให้ของถูกลง แต่ต้องทำให้คนรวยขึ้น
ศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่าตอนนี้เราคุ้นเคยกับการถูกสอนว่านวัตกรรมคือการทำของให้ถูกลงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด แต่ในโลกที่ต้นทุนพลังงานและอาหารผันผวนตลอดเวลา กลยุทธ์ราคาถูกอาจไม่ใช่ทางออก หากย้อนดูราคาอาหารและน้ำมันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะพบความจริงว่า เมื่อราคาขึ้นแล้ว มันไม่เคยลงกลับไปที่จุดเดิม สังคมไทยจึงมักชินกับราคาแพงในขณะที่รายได้เท่าเดิม
อย่างกรณี ปูม้ากระป๋องละ 1,000 บาท คนส่วนใหญ่มักคิดว่าจะทำอย่างไรให้ปูม้ากระป๋องเหลือราคา 500 บาท สุดท้ายผู้ประกอบการจะเจ๊งและระบบนิเวศจะล่มสลาย แต่นวัตกรรมที่แท้จริงต้องตอบโจทย์ว่า “จะยกระดับเศรษฐกิจอย่างไรให้คนไทยมีเงินพอที่จะซื้อปูม้ากระป๋องละ 1,000 บาทได้อย่างไม่เดือดร้อน?”
“ผมไม่แนะนำให้พยายามทำของให้ถูกลงเพื่อความอยู่รอดชั่วคราว แต่ผมอยากให้นวัตกรรมไปสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น จนประชาชนมี Resistance หรือความทนทาน และมี Resilience ความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก นั่นคือความยั่งยืนที่แท้จริง”
นวัตกรรมในยุคใหม่ต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างผลผลิตเพื่อให้ทุกหยาดเหงื่อที่ลงแรงไปได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาผลิตของถูกเพื่อรอวันถูกดิสรัปต์
โมเดลการลงทุน เลิกขายของ หันมาขาย “เทคโนโลยี”
ปัญหาใหญ่ของการส่งออกสินค้าไทย คือ Logistics และข้อจำกัดทางกายภาพ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดจากการส่งออกสินค้าเป็นการส่งออก “Tech Transfer” หรือการลงทุนขาออก โอกาสจะมีเพิ่มขึ้น
ศ.ดร.วิษณุ อธิบายว่าจากการพานักวิจัย ผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้า นวัตกรรมที่ประเทศโอมาน พบว่าประเทศโอมาน อยากเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาล แต่พวกเขากลับไม่มีองค์ความรู้ด้านการแปรรูปสัตว์น้ำแห้ง ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสที่เทคโนโลยีไทยจะเข้าไปทำหน้าที่แทนการส่งออกกุ้งแห้งเป็นกระสอบๆ ซึ่งอาจติดปัญหาเรื่องมาตรฐานฮาลาลหรือต้นทุนการขนส่ง แต่ถ้าเราส่งออก เทคโนโลยีการผลิตกุ้งแห้งมาตรฐานฮาลาล เข้าไปตั้งฐานผลิตที่นั่น เราจะได้ทั้งตลาดและพันธมิตรในระดับสากล
เช่นเดียวกับกรณี “เจลลี่ข้าว” หรือการแปรรูปสมุนไพร ในอาเซียนทุกประเทศมีข้าวเหมือนกันหมด การพยายามขายข้าวเป็นวัตถุดิบจึงเป็นการแข่งที่ราคา แต่หากขายเทคโนโลยีการแปรรูปข้าวให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงในประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างอินโดนีเซีย ประมาณ300 ล้านคน นั่นคือการขยายตลาดแบบก้าวกระโดด
ขณะที่ ขมิ้นชันเกรดอุตสาหกรรมยา เกษตรกรไทยมักปลูกขมิ้นเพื่อทำแกงเหลือง แต่ถ้าใช้นวัตกรรมควบคุมการปลูกเพื่อลดโลหะหนัก ขมิ้นกิโลกรัมเดิมจะกลายเป็นวัตถุดิบทำยาที่มีมูลค่าสูงขึ้นหลายเท่าตัว
"เราต้องเปลี่ยนคำนิยามของนวัตกรรมจากการเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไปสู่เครื่องมือ ซื้อเวลาเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ เช่น นักข่าวรุ่นใหม่ไม่ควรใช้ AI เพื่อให้มันทำงานแทนทั้งหมด แต่ควรใช้ AI เพื่อ เกลาภาษา และจัดระเบียบข้อมูล เพื่อให้ตัวเองมีเวลาไปหาข้อมูลเชิงลึกที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์ไปสัมภาษณ์และขุดคุ้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้"
มนุษย์ยังต้องการคุยกับมนุษย์ ต้องการอ่านภาษาที่มีจิตวิญญาณ นวัตกรรมจึงเป็นเพียงฐานรากที่ช่วยกำจัดงานรูทีนที่น่าเบื่อออกไป เพื่อให้กลับไปทำหน้าที่ที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ คือการสร้างสรรค์และความสัมพันธ์ หากวันนี้เทคโนโลยีช่วยให้ทุกคนอายุยืนถึง 100 ปีได้จริง อยากฝากว่า “เราจะอยู่ไปเพื่ออะไร?” หากเราไม่มีแผนการใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ การมีอายุยืนยาวก็อาจเป็นเพียงการยืดเวลาความว่างเปล่าออกไปเท่านั้น
สร้างระบบนิเวศ เปิดโอกาส SME ไทย
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กล่าวว่าสสว.มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลและสนับสนุน SME โดยมีแนวทางและกลยุทธ์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ เป็นการช่วยเฟ้นหา SME ที่เหมาะสมกับนวัตกรรม ที่ได้รับการสนับสนุนมาจากหน่วยงานวิจัย เช่น สกสว.เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะนวัตกรรมจะไม่สามารถเกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้หากขาดผู้ประกอบการที่จะนำนวัตกรรมนั้นไปบริหารจัดการหรือใช้งานจริง
ดร.ปณิตา กล่าวต่อว่าการสร้างเสือติดปีก ให้ผู้ประกอบการ สสว. มีแนวทางในการนำ SME ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจหรือ ค้าขายเป็น อยู่แล้ว มาจับคู่กับนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เช่น ค่าพลังงานหรือค่าขนส่ง และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ มีกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนทั้ง ทุนด้าน IDE (Innovation-Driven Enterprise) ทุนสำหรับ ผู้ประกอบการ และ Startup
“การนำ Ecosystem มาใช้เพื่อให้ SME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักถึง 99.5% ของประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง สสว. ร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สกสว. (ในแง่งานวิจัยต้นน้ำ) และ Techsauce (ในแง่การเชื่อมโยงนักลงทุนและตลาด) เพื่อช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อีกทั้งการสร้างเวทีเชื่อมโยง อย่างงาน Healthspan Festival 2026 เป็นวทีให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยได้มาพบกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ และการซื้อขาย ต่อยอดเทคโนโลยี”





