วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

รู้จัก ‘ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้’ (GUT Microbiome) ลดภูมิแพ้ สิวเรื้อรัง

รู้จัก ‘ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้’  (GUT Microbiome) ลดภูมิแพ้ สิวเรื้อรัง

สิวอักเสบที่เป็นซ้ำ ๆ แม้จะดูแลเป็นอย่างดีแล้วแต่ยังไม่หายไปสักที หรือภูมิแพ้ต่างๆ สัญญาณเหล่านี้ อาจมีความเชื่อมโยงกับ “จุลินทรีย์ในลำไส้” สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนนับล้าน ๆ ตัวที่ทำงานเงียบ ๆ แต่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ ภูมิคุ้มกัน และความสมดุลของร่างกาย

“จุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์” เป็นระบบนิเวศที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายล้านล้านตัว รวมถึงแบคทีเรีย อาร์เคีย เชื้อรา ไวรัส และโปรโตซัว

กลุ่มจุลินทรีย์หลัก 4 กลุ่มที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนใหญ่ของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ ได้แก่:

  • แบคทีเรีย
  • เฟอร์มิคิวต์
  • แอคติโนแบคทีเรีย
  • โปรตีโอแบคทีเรีย

องค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้มีความแตกต่างกันไปตลอดทางเดินอาหาร โดยกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจะมีแบคทีเรียน้อยกว่าลำไส้ใหญ่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘MCI ภาวะก่อนสมองเสื่อม’ ตรวจคัดกรอง บูสต์สมอง ชะลอได้

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

GUT Microbiome คืออะไร ทำไม?มีผลต่อทั้งร่างกาย

พญ.เพ็ญประไพ หงษ์ศรีสุวรรณ์ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ GUT Microbiome หรือ ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่ทำหน้าที่เหมือน “ประตูเมือง” ของภูมิคุ้มกัน พร้อมชวนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แบบเฉพาะบุคคล ทางเลือกในการดูแลสุขภาพได้ตรงจุดและยั่งยืนยิ่งขึ้น

GUT Microbiome หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ คือ กลุ่มจุลินทรีย์นับล้านล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์ทุกคน โดยมีทั้งชนิดดี และชนิดที่อาจก่อปัญหา ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเฉพาะบุคคล มีบทบาทสำคัญเกือบทุกระบบของร่างกาย เรียกได้ว่า ลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ดูดซึมสารอาหาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อภูมิคุ้มกัน การขับถ่าย รวมไปถึงอารมณ์ และความรู้สึก

พญ.เพ็ญประไพ อธิบายถึงลักษณะเฉพาะของไมโครไบโอมในลำไส้ของมนุษย์ว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย บางคนมีชนิดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี บางคนอาจมีชนิดที่กระตุ้นการอักเสบมากกว่า ความแตกต่างนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต และค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามการรับประทานอาหาร การใช้ยา ความเจ็บป่วย รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมรอบตัวตั้งแต่วัยเด็ก

รู้จัก ‘ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้’  (GUT Microbiome) ลดภูมิแพ้ สิวเรื้อรัง รู้จัก ‘ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้’  (GUT Microbiome) ลดภูมิแพ้ สิวเรื้อรัง

ลำไส้ ประตูบานแรกของระบบภูมิคุ้มกัน

พญ.เพ็ญประไพ อธิบายถึงความสำคัญของลำไส้ว่า ทางเดินอาหารเป็นด่านแรกที่ร่างกายต้องรับมือกับสิ่งจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ยา เชื้อโรค หรือสารพิษ จึงมีเซลล์ภูมิคุ้มกันจำนวนมากกระจายอยู่ตลอดแนวลำไส้ โดยมีจุลินทรีย์ในลำไส้ทำหน้าที่ช่วยคัดกรอง เลือกดูดซึมสิ่งที่เป็นประโยชน์ และลดการกระตุ้นการอักเสบที่ไม่จำเป็น

ในช่วงที่จุลินทรีย์ในลำไส้มีความสมดุล ปราการด่านแรกของร่างกายจะทำงานได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ แต่ทันทีที่ไมโครไบโอมในลำไส้ถูกรบกวนจนขาดความสมดุล อาจนำไปสู่ ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) ซึ่งเป็นการที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น (Antigen) ไวกว่าปกติ จนก่อให้เกิดอาการอักเสบ ภูมิแพ้ หรือสิวเรื้อรัง

โดยในส่วนของ “สิว” โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับหน่วยต่อมไขมันและรูขุมขน การเกิดสิวมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม การเผาผลาญ และฮอร์โมน ซึ่งทั้งจุลินทรีย์ในผิวหนังและลำไส้มีส่วนเกี่ยวข้อง

การศึกษาจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบสองทิศทางระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้และภาวะสมดุลของผิวหนัง ซึ่งการสื่อสารส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกัน ข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของCutibacterium acnesรวมถึงความสำคัญของแกนลำไส้-ผิวหนัง กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น

 การศึกษาในหลอดทดลองที่หลากหลายแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่เป็นไปได้ของโพรไบโอติกส์ในบริบทนี้ การทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับโพรไบโอติกทั้งแบบทาและแบบรับประทานยังมีน้อย แม้ว่าจะแสดงผลลัพธ์ที่เป็นบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพรไบโอติกแบบรับประทานผ่านการปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้เกิดการตอบสนองต่อการอักเสบและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของลำไส้ หรือผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึมที่เกี่ยวข้องกับอินซูลินไลค์โกรทแฟคเตอร์ I (IGF-1) เนื่องจากการรักษาสิวแบบมาตรฐานบางอย่างมีความรุนแรง โพรไบโอติกจึงควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในฐานะทางเลือกหรือการรักษาเสริม

หน้าที่ของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์

จุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างถูกต้อง

ประการแรก กระบวนการนี้ช่วยย่อยอาหารและสลายคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น แป้งและใยอาหาร การหมักใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้จะสร้างกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) เช่น อะซิเตต โพรพิโอเนต และบิวทิเรต ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นแหล่งสารอาหารได้ นอกจากนี้ SCFAs ยังช่วยเสริมสร้างเยื่อบุลำไส้ให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

จุลินทรีย์ในลำไส้บางชนิดมีบทบาทสำคัญในการผลิตวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินบีและเค ไบโอติน ไทอามีน โคบาลามิน ไรโบฟลาวิน และกรดแพนโทเทนิก

จุลินทรีย์ในลำไส้ยังช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของเราด้วย เยื่อบุทางเดินอาหารทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้มีจำนวนสมดุล พวกมันจะแข่งขันกับจุลินทรีย์ก่อโรคและป้องกันการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย จุลินทรีย์ในลำไส้ยังหลั่งสารประกอบที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค จุลินทรีย์บางชนิดสามารถสร้างโมเลกุล เช่น กรดแกมมาอะมิโนบิวทิริก (GABA) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง จุลินทรีย์ในลำไส้ยังช่วยปรับสมดุลภาวะดื้อต่ออินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด ย่อยสลายสารประกอบอาหารที่เป็นอันตราย และช่วยในการเผาผลาญยา

รู้จัก ‘ระบบจุลินทรีย์ในลำไส้’  (GUT Microbiome) ลดภูมิแพ้ สิวเรื้อรัง

ลำไส้ คือ สมองที่ 2 ของร่างกาย

พญ.เพ็ญประไพ ยังอธิบายถึงอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของลำไส้ “ลำไส้ยังถูกเรียกว่าเป็น สมองที่ 2 (Second Brain) ของร่างกาย เนื่องจากมีระบบประสาทของตัวเอง และสื่อสารกับสมองโดยตรงผ่านเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) โดยจุลินทรีย์ในลำไส้มีส่วนช่วยสร้างสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท อย่าง ซีโรโทนิน และโดปามีน เมื่อเกิดความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ จึงสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการผลิตสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงสุขภาพโดยรวมของระบบประสาทและสมอง

ความสมดุลของไมโครไบโอมในลำไส้ ยังช่วยลดสารอักเสบ ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น และลดภาวะสมองล้า (Brain Fog) ที่ทำให้สมาธิสั้น หรือสมองตื้อได้ดีขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้

เดิมทีเชื่อกันว่าจุลินทรีย์ในลำไส้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่แรกเกิด แต่ข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์เหล่านี้มีอยู่แล้วตั้งแต่ในครรภ์ จุลินทรีย์เหล่านี้ถูกพบในรก น้ำคร่ำ และสายสะดือ

เมื่อทารกแรกเกิด พวกเขาจะสัมผัสกับจุลินทรีย์หลากหลายชนิด ทารกที่คลอดทางช่องคลอดจะได้รับแบคทีเรียหลากหลายชนิดจากช่องคลอดของมารดา (จุลินทรีย์ในช่องคลอด) ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนแบคทีเรียกลุ่ม Bacteroides มากกว่า Firmicutes เมื่อเทียบกับทารกที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด ทารกที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอดจะได้รับจุลินทรีย์จากผิวหนัง (กลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง) จุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ยังได้รับอิทธิพลจากว่าทารกได้รับนมแม่หรือนมผงเมื่อทารกเติบโตขึ้น จุลินทรีย์ในลำไส้ก็ยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป และอาหารก็ยังคงมีส่วนในการกำหนดองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้

  • ความชรา

ส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้เช่นกัน โดยผู้สูงอายุจะมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดลดลง มีเชื้อก่อโรคฉวยโอกาสเพิ่มมากขึ้น และมีจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้นลดลง

  • พันธุกรรมของโฮสต์

ยังมีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคของบุคคลนั้นด้วย แบคทีเรียบางชนิดในลำไส้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ที่จริงแล้ว ฝาแฝดเหมือนกันที่อาศัยอยู่ห่างไกลกันเป็นเวลาหลายปีและสมาชิกในครอบครัวอาจมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะที่คู่สมรสที่อาศัยอยู่ด้วยกันและรับประทานอาหารที่คล้ายคลึงกันกลับไม่มีลักษณะจุลินทรีย์ในลำไส้ที่คล้ายคลึงกัน

  • สถานที่อยู่อาศัย

ยังมีผลต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศ พันธุกรรม และปัจจัยด้านอาหาร

  • ยา

อาจส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ได้เช่นกัน ยาปฏิชีวนะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันสามารถฆ่าทั้งจุลินทรีย์ในลำไส้ที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายได้ โดยส่วนใหญ่แล้วจุลินทรีย์ในลำไส้จะฟื้นตัวได้หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ แต่บางครั้งความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ก็ถูกรบกวน และส่งผลกระทบต่อความสามารถของจุลินทรีย์ที่ดีในการแข่งขันกับเชื้อโรคที่เป็นอันตรายเพื่อยึดครองเยื่อบุลำไส้

เช็กสัญญาณเมื่อ GUT Microbiome เสียสมดุล

ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Dysbiosis) มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายในระบบต่าง ๆ เช่น การขับถ่าย การย่อยอาหาร และเชื่อมโยงกับภาวะเสี่ยงของโรค เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง  การอักเสบเรื้อรัง การเผาผลาญน้ำตาล รวมทั้งยังมีความสัมพันธ์กับระบบประสาทและสมอง เช่น การนอนหลับ ความเครียด และความคงที่ของอารมณ์

“เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล ร่างกายอาจเกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำสะสม ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานไวเกินไป จนกระทบต่อระบบอื่น ๆ ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือนอนหลับได้ไม่เต็มที่” พญ.เพ็ญประไพ อธิบายเพิ่มเติม

หากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สมากผิดปกติ ท้องผูก หรือท้องเสียสลับกันบ่อย ๆ รวมถึงแพ้อาหารง่ายขึ้น มีผื่นผิวหนัง สิวอักเสบ หรือภูมิแพ้ที่เป็นซ้ำ ๆ อาการเล็ก ๆ เหล่านี้คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังแจ้งเตือนให้ทราบว่า ประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ลดลง และความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้กำลังถูกรบกวนอยู่

ดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง

ก้าวแรกของการดูแลสุขภาพลำไส้ สามารถเริ่มต้นได้ด้วยตนเอง ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี
  • ดื่มน้ำสะอาด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

คุณหมอยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะเข้าไปรบกวนประสิทธิภาพการทำงานของไมโครไบโอมในลำไส้ เช่น

  • ลดการรับประทานอาหารเนื้อแดง น้ำตาล อาหารแปรรูป อาหารที่ใส่สารกันบูด
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หรือไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน
  • ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงการนอนดึก

ซื้อโพรไบโอติกกินเอง อาจไม่ใช่คำตอบของทุกคน

แม้ว่าในปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพลำไส้กันมากขึ้นด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติก มารับประทานเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเสมอไป เพราะในร่างกายของเราประกอบด้วยไมโครไบโอมหลายสายพันธุ์ รวมทั้งยังมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ที่ขาดไปไม่เหมือนกัน

“การซื้อโพรไบโอติกมารับประทานเองอาจไม่ได้ผลดีเสมอไป เนื่องจากอาจไม่ตรงกับชนิดของจุลินทรีย์ที่ขาด หรือในบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอยู่ อาจไม่ได้เกิดจากภาวะเสียสมดุลในลำไส้ การเสริมโพรไบโอติกโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้อง อาจทำให้อาการไม่ดีขึ้นหรืออาจแย่ลง”

ก่อนจะเสริมหรือปรับสมดุลจุลินทรีย์ใด ๆ จึงควรต้องทำความเข้าใจสมดุลลำไส้ของตัวเองให้แน่ชัดก่อน เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก การเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร และตรวจความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ จะช่วยให้ได้ผลวิเคราะห์ที่แม่นยำ และนำไปใช้พิจารณาเสริมชนิดของโพรไบโอติกได้เหมาะกับความต้องการของลำไส้ได้ดียิ่งขึ้น

ตรวจ GUT Microbiome เฉพาะบุคคล มีประโยชน์

การตรวจความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เป็นการช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ผลลัพธ์จากการตรวจเฉพาะบุคคล สามารถบอกแนวโน้มต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ชนิดของจุลินทรีย์สุขภาพที่ขาดแคลน หรือเสียสมดุล
  • ระบุรูปแบบความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับปัจจัยการเกิดโรคบางกลุ่ม
  • แนะนำชนิดและสายพันธุ์ของจุลินทรีย์สุขภาพที่เหมาะสมกับลำไส้เฉพาะบุคคล

พญ.เพ็ญประไพ อธิบายประโยชน์ของ Gut Microbiome Testing เพิ่มเติมว่า เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้มีอาการผิดปกติคล้ายกัน แต่อาจมีสาเหตุจากสมดุลจุลินทรีย์ที่ต่างกัน การตรวจอย่างละเอียดจึงช่วยให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำเรื่องการเลือกอาหาร การปรับพฤติกรรม หรือการเสริมชนิดของจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ขาดไปได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด

นอกจากนี้ ผลตรวจยังช่วยให้เห็นสัญญาณความเสี่ยงของการเจ็บป่วยในอนาคต เช่น อาการภูมิแพ้ ภาวะท้องผูกเรื้อรัง หรือปัญหาด้านการเผาผลาญ จะเห็นได้ว่า การตรวจ GUT Microbiome ไม่ใช่แค่การดูแลเพื่อบรรเทาอาการระยะสั้น แต่เป็นการวางแผนสุขภาพจากรากฐาน เพื่อให้ลำไส้และร่างกายกลับมาทำงานอย่างสมดุลในระยะยาว

พญ.เพ็ญประไพ กล่าวว่า การตรวจที่แม่นยำจะช่วยให้แพทย์สามารถเชื่อมโยงผลตรวจเข้ากับอาการ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพื่อนำมาปรับเป็นคำแนะนำการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับรายงานผลตรวจในรูปเล่ม ออกแบบให้เข้าใจง่าย มีกราฟแสดงการเปรียบเทียบผลตรวจกับค่ามาตรฐาน เพื่อให้เห็นดัชนีความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้แต่ละกลุ่มได้ชัดเจนขึ้น โดยแพทย์จะอธิบายผลวิเคราะห์ทุกตัวอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้เข้ารับการตรวจเข้าใจภาพรวมของไมโครไบโอมในลำไส้ และนำไปปรับใช้เป็นแนวทางดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นดูแลลำไส้วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

“อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายอย่างที่รบกวนคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน อาจไม่ได้เกิดจากโรครุนแรง แต่อาจเป็นผลจากความไม่สมดุลของลำไส้ที่ค่อย ๆ สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งสามารถค่อย ๆ ปรับให้ดีขึ้นได้ด้วยการรู้จักร่างกายของตัวเองให้มากพอ” พญ.เพ็ญประไพ ฝากทิ้งท้าย

เพราะการทำความเข้าใจ GUT Microbiome ของตัวเองอย่างลึกซึ้งนั้น คือ จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพจากรากฐาน และช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

อ้างอิง: โรงพยาบาลเมดพาร์ค ,หอสมุดแห่งชาติทางการแพทย์ ,มูลนิธิระหว่างประเทศเพื่อความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร