วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

“ไอมีเสมหะ” เป็นอาการที่เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง แล้วเคยสงสัยไหม เวลาที่เราไอแล้วมีเสมหะออกมา ทำไมบางครั้งถึงเป็นเสมหะสีใส บางครั้งเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเสมหะเขียว หรือที่น่าตกใจคือเสมหะมีสีแดงเหมือนเลือด จนอดกังวลไม่ได้ว่าเรากำลังเป็นอะไรร้ายแรงหรือไม่

ซึ่ง ‘สีของเสมหะ’ สามารถเป็นเหมือนหน้าต่างที่ช่วยบอกสุขภาพของระบบทางเดินหายใจของเราได้เบื้องต้น ดังนั้น ไปไขข้อข้องใจพร้อมกันว่าสีเสมหะแต่ละสีเกิดจากอะไร อาจเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง มีวิธีลดเสมหะได้ยังไงบ้าง และสีแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบหาหมอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไขคำตอบ จากแพทย์ เป็นไปได้แค่ไหน 'เสมหะ' จุดเริ่มต้นของเนื้องอก

4 นิสัยกินพัง ‘ดึก-เร็ว-ดื่ม’ ทำร้ายลำไส้ -กระเพาอาหาร เสี่ยงโรคร้าย

ทำความรู้จัก 'เสมหะ' คืออะไร ?

นพ.ตุลธร วงศ์เมธานุเคราะห์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤตระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า ก่อนจะไปดูว่าเสมหะแต่ละสีบอกโรคอะไรได้บ้าง เรามาทำความเข้าใจเรื่องของเสมหะกันก่อน ซึ่งเสมหะ (Sputum หรือ Phlegm) คือเมือกที่ถูกสร้างขึ้นในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างบริเวณหลอดลมและปอด เพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น เชื้อโรค หรือสารระคายเคืองต่างๆ ร่างกายจึงใช้การไอเป็นกลไกสำคัญในการขับเสมหะเหล่านี้ออกมา ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติของร่างกาย

เสมหะประกอบด้วย น้ำร้อยละ 95 และอีกร้อยละ 1 ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอินทรีย์ (inorganic)

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

อาการไอมีเสมหะ เกิดจากอะไร?

อาการไอมีเสมหะ เกิดจาก สาเหตุต่าง ๆ ได้มากมายเลยทีเดียว เพราะโรคของระบบทางเดินหายใจและปอด แทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น โดยอาการไอสามารถแยกสาเหตุ ได้ดังนี้

  • เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษ หรือ PM 2.5  มาก รวมถึงการใช้เสียงผิดวิธีก็สามารถสร้างเสมหะในคอได้
  • เกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ เช่น เชื้อรา , เชื้อวัณโรค, เชื้อซิฟิลิส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำคอ จนเกิดเสมหะขึ้นมาได้
  • เกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
  • เกิดจากอาชีพ เช่น อาชีพที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ อาชีพที่ต้องสัมผัสกับควันธูป ควันรถเป็นประจำ
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI (ACE inhibitor)

สีเสมหะบอกอะไรได้บ้าง ?

1. เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่น

โดยทั่วไปแล้วยังคงเป็นภาวะปกติ เพราะนี่คือสีพื้นฐานของเสมหะ ซึ่งประกอบด้วยน้ำ โปรตีน และเซลล์ต่างๆ แต่ก็รวมถึงการระคายเคืองหรือการอักเสบที่ไม่รุนแรงได้เช่นกัน เมื่อร่างกายมีการระคายเคืองเพียงเล็กน้อยจะสร้างเมือกใสๆ ออกมาเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมและให้ความชุ่มชื้นแก่ทางเดินหายใจ หากเสมหะข้นขึ้นเล็กน้อยจนเป็นสีขาวขุ่นอาจเกิดจากการอักเสบที่ไม่รุนแรง หรือภาวะขาดน้ำ

เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • ไข้หวัดธรรมดาในระยะแรก ซึ่งมาจากการที่ร่างกายผลิตเมือกออกมามากขึ้นเพื่อดักจับและกำจัดเชื้อไวรัส
  • โรคภูมิแพ้ เกิดจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายพยายามสร้างเมือกใสๆ มาชะล้างออกไป
  • โรคหลอดลมอักเสบในระยะเริ่มต้น มาจากการระคายเคืองหลอดลม ที่ทำให้มีการสร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ
  • ภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) อาจมีเสมหะขาวขุ่นเรื้อรังจากการอักเสบของหลอดลมเป็นเวลานาน

2. เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียว

ถ้าพบว่าเสมหะเริ่มมีสีเหลือง หรือสีเขียว เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ สีเหลืองและเขียวมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกส่งมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค ซึ่งเอนไซม์ในเซลล์เหล่านี้มีสีเขียว เมื่อมีเซลล์เหล่านี้จำนวนมากๆ เสมหะจึงเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง หรือเขียวนั่นเอง

ทั้งนี้เสมหะสีเขียว หรือสีเหลืองที่แต่ละคนเป็น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเชื้อแบคทีเรียและต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป การติดเชื้อไวรัสก็ทำให้เสมหะเป็นสีเขียวได้เช่นกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ

เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียวอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • โรคหลอดลมอักเสบ อาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่กำลังก่อการอักเสบในหลอดลม
  • โรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม มีการติดเชื้อและการต่อสู้ของภูมิคุ้มกันในระดับที่รุนแรงขึ้นภายในเนื้อปอด
  • โรคไซนัสอักเสบ น้ำมูกที่ติดเชื้อและมีสีเข้มข้นจากโพรงไซนัสที่ไหลลงคอกลายเป็นเสมหะ
  • โรคหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis) มีเสมหะเรื้อรังและติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ

3. เสมหะสีแดง หรือสีชมพู

สำหรับเสมหะสีแดง หรือสีชมพูนับเป็นสัญญาณว่ามีเลือดปน ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออก ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ลำคอ หลอดลม ไปจนถึงปอด แม้บางครั้งอาจไม่รุนแรงแต่ก็เป็นสัญญาณที่น่ากังวลและควรไปหาหมอ

เสมหะสีแดง หรือสีชมพูอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • การไออย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในคอหรือหลอดลมฉีกขาด (พบบ่อยและไม่อันตราย)
  • วัณโรค เชื้อวัณโรคทำลายเนื้อเยื่อปอดจนเกิดเป็นโพรงและทำให้มีเลือดออก
  • โรคปอดอักเสบรุนแรง การอักเสบที่รุนแรงอาจทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในปอด
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ลิ่มเลือดที่อุดตันอาจทำให้เนื้อปอดบางส่วนตายและมีเลือดออก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีเสมหะเป็นฟองสีชมพูจากแรงดันในปอดที่สูงขึ้นจนของเหลวและเลือดซึมออกมาในถุงลม
  • มะเร็งปอด ก้อนมะเร็งอาจเติบโตและลุกลามจนทำลายเส้นเลือด ทำให้มีเลือดออกปนมากับเสมหะ

4. เสมหะสีน้ำตาล หรือสีสนิม

หมายถึงเลือดเก่าที่อยู่ในปอดหรือทางเดินหายใจมาสักพักแล้ว เมื่อเม็ดเลือดแดงสลายตัว ฮีโมโกลบินที่อยู่ภายในจะถูกย่อยสลายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้สีเปลี่ยนจากแดงสดเป็นสีน้ำตาล หรือสีคล้ายสนิม

เสมหะสีน้ำตาล หรือ สีสนิมอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • โรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งการอักเสบทำให้มีเลือดออกซึมๆ และใช้เวลาสักพักกว่าเลือดจะถูกขับออกมา
  • ฝีในปอด เป็นแหล่งสะสมของหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ซึ่งมักมีเลือดเก่าปนอยู่
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้ที่สูบบุหรี่จัด อาจเกิดจากเลือดออกซ้ำๆ จากการไอเรื้อรัง หรืออาจมีสีจากสารทาร์ในบุหรี่ผสมอยู่

5. เสมหะสีดำ

โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เสมหะทำหน้าที่ดักจับอนุภาคสีดำที่เราสูดดมเข้าไป เหมือนเป็นเครื่องกรองอากาศของร่างกายนั่นเอง

เสมหะสีดำอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • การสูบบุหรี่จัด เสมหะดักจับสารทาร์และควันบุหรี่ที่สูดเข้าไป
  • การทำงานในที่ที่มีฝุ่นควันหรือมลพิษสูง เช่น เหมืองถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งเสมหะดักจับฝุ่นถ่านหรือเขม่าควัน
  • การติดเชื้อราที่รุนแรง พบได้น้อยมาก แต่ในกรณีนี้สีดำอาจมาจากตัวเชื้อราเองโดยตรง

เสมหะเปลี่ยนสีและมีอาการร่วมแบบนี้ควรพบแพทย์

แม้สีเสมหะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง แต่หากคุณมีอาการไอพร้อมเสมหะร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์

  • ไอแล้วมีเสมหะปนเลือด เสมหะเป็นสีแดง หรือสีชมพู
  • อาการไอและเสมหะไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงใน 1-2 สัปดาห์
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เป็นผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วิธีลดเสมหะและบรรเทาอาการไอ 

สำหรับการรักษาเมื่อมีเสมหะ แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาโรคที่เป็นต้นเหตุของการมีเสมหะและให้การรักษาที่ตรงจุด เช่น ให้ยาปฏิชีวนะกรณีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาแก้แพ้ หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหากเกิดจากโรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ให้ยาพ่นขยายหลอดลมหากเกิดจากโรคหืด หรือให้ยาลดกรดหากเกิดจากโรคกรดไหลย้อน เป็นต้น

แต่หากอาการของคุณไม่เข้าข่ายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้ดีขึ้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้

  • ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด!

การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำอุ่น น้ำขิง หรือซุปใส จะช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้ขับออกได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองได้อีกด้วย

  • เพิ่มความชื้นในอากาศ

อากาศที่แห้งจะทำให้คอระคายเคืองและเสมหะเหนียวขึ้น การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน หรือการสูดไอน้ำอุ่นๆ เช่น จากการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและขับเสมหะได้ดีขึ้น

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ

ช่วยทำความสะอาดลำคอ ลดการระคายเคืองและอาจช่วยลดจำนวนเชื้อโรคบางส่วนได้

  • บรรเทาอาการ โดยใช้น้ำผึ้งบรรเทาอาการ

การจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่นๆ จะช่วยเคลือบคอให้ชุ่มชื้น และลดอาการไอที่เกิดจากการระคายเคืองคอได้ แต่วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

  • นอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูง

จะช่วยป้องกันไม่ให้เสมหะไหลย้อนลงไปที่ลำคอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ไอมากขึ้นในเวลากลางคืน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค

  • การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใช้ยาและเลือกรับประทานอาหาร

ให้เน้นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และมีลักษณะอุ่น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม, หรือซุปใส เพื่อให้กลืนง่ายและไม่ระคายเคืองคอ และควรหลีกเลี่ยงของทอด ของมันและอาหารรสจัด ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้น

  • หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง

ในช่วงที่ไอมีเสมหะควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ไอและสร้างเสมหะมากขึ้น

  • ใช้ยาช่วย

เช่น ยาขับเสมหะ ที่ช่วยทำให้เสมหะเหลวและขับออกง่ายขึ้น หรือยาละลายเสมหะ จะช่วยสลายความเหนียวข้นของเสมหะ แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

  • การสังเกตสีของเสมหะ

เป็นวิธีเบื้องต้นในการประเมินสุขภาพระบบทางเดินหายใจของเรา สีใส หรือขาวอาจไม่น่ากังวล แต่ถ้าเริ่มมีสีเหลืองหรือเขียวอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ร่างกายกำลังต่อสู้ ที่สำคัญคือหากเสมหะมีสีแดง ชมพู หรือดำ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง อย่าปล่อยให้อาการไอมีเสมหะเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงได้

ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดเสมหะ

“เสมหะ” แม้ไม่รุนแรงแต่ก็สร้างความรำคาญในการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่  กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามิน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรหาสาเหตุของอาการไอให้เจอ แล้วแก้ไขที่สาเหตุ จะเป็นการรักษาอาการไอที่ดีที่สุด

อาการไอที่ควรไปพบแพทย์

อาการไอบางชนิดอาจแสดงถึงโรคร้าย หรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ควรปรึกษาแพทย์ เช่น

  • ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก ไอจนนอนไม่หลับ
  • การไอร่วมกับอาการหายใจวี้ด (โรคหืด)
  • อาการเหนื่อยเจ็บแน่นหน้าอก (หัวใจล้มเหลว)
  • อาการไข้ และเสมหะมีเลือด (วัณโรค)
  • อาการจุกเสียดแน่นท้อง และปวดท้อง หรืออาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วผิดปกติ
  • ไอติดต่อกัน นานกว่า 3 สัปดาห์

 

อ้างอิง: โรงพยาบาลวิมุต  ,ชีวิตดีดี GEDGoodlife