“ไอมีเสมหะ” เป็นอาการที่เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง แล้วเคยสงสัยไหม เวลาที่เราไอแล้วมีเสมหะออกมา ทำไมบางครั้งถึงเป็นเสมหะสีใส บางครั้งเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเสมหะเขียว หรือที่น่าตกใจคือเสมหะมีสีแดงเหมือนเลือด จนอดกังวลไม่ได้ว่าเรากำลังเป็นอะไรร้ายแรงหรือไม่
ซึ่ง ‘สีของเสมหะ’ สามารถเป็นเหมือนหน้าต่างที่ช่วยบอกสุขภาพของระบบทางเดินหายใจของเราได้เบื้องต้น ดังนั้น ไปไขข้อข้องใจพร้อมกันว่าสีเสมหะแต่ละสีเกิดจากอะไร อาจเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง มีวิธีลดเสมหะได้ยังไงบ้าง และสีแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบหาหมอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ไขคำตอบ จากแพทย์ เป็นไปได้แค่ไหน 'เสมหะ' จุดเริ่มต้นของเนื้องอก
4 นิสัยกินพัง ‘ดึก-เร็ว-ดื่ม’ ทำร้ายลำไส้ -กระเพาอาหาร เสี่ยงโรคร้าย
ทำความรู้จัก 'เสมหะ' คืออะไร ?
นพ.ตุลธร วงศ์เมธานุเคราะห์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤตระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า ก่อนจะไปดูว่าเสมหะแต่ละสีบอกโรคอะไรได้บ้าง เรามาทำความเข้าใจเรื่องของเสมหะกันก่อน ซึ่งเสมหะ (Sputum หรือ Phlegm) คือเมือกที่ถูกสร้างขึ้นในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างบริเวณหลอดลมและปอด เพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น เชื้อโรค หรือสารระคายเคืองต่างๆ ร่างกายจึงใช้การไอเป็นกลไกสำคัญในการขับเสมหะเหล่านี้ออกมา ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติของร่างกาย
เสมหะประกอบด้วย น้ำร้อยละ 95 และอีกร้อยละ 1 ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอินทรีย์ (inorganic)
อาการไอมีเสมหะ เกิดจากอะไร?
อาการไอมีเสมหะ เกิดจาก สาเหตุต่าง ๆ ได้มากมายเลยทีเดียว เพราะโรคของระบบทางเดินหายใจและปอด แทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น โดยอาการไอสามารถแยกสาเหตุ ได้ดังนี้
- เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษ หรือ PM 2.5 มาก รวมถึงการใช้เสียงผิดวิธีก็สามารถสร้างเสมหะในคอได้
- เกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ เช่น เชื้อรา , เชื้อวัณโรค, เชื้อซิฟิลิส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำคอ จนเกิดเสมหะขึ้นมาได้
- เกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
- เกิดจากอาชีพ เช่น อาชีพที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ อาชีพที่ต้องสัมผัสกับควันธูป ควันรถเป็นประจำ
- เกิดจากการใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI (ACE inhibitor)
สีเสมหะบอกอะไรได้บ้าง ?
1. เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่น
โดยทั่วไปแล้วยังคงเป็นภาวะปกติ เพราะนี่คือสีพื้นฐานของเสมหะ ซึ่งประกอบด้วยน้ำ โปรตีน และเซลล์ต่างๆ แต่ก็รวมถึงการระคายเคืองหรือการอักเสบที่ไม่รุนแรงได้เช่นกัน เมื่อร่างกายมีการระคายเคืองเพียงเล็กน้อยจะสร้างเมือกใสๆ ออกมาเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมและให้ความชุ่มชื้นแก่ทางเดินหายใจ หากเสมหะข้นขึ้นเล็กน้อยจนเป็นสีขาวขุ่นอาจเกิดจากการอักเสบที่ไม่รุนแรง หรือภาวะขาดน้ำ
เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- ไข้หวัดธรรมดาในระยะแรก ซึ่งมาจากการที่ร่างกายผลิตเมือกออกมามากขึ้นเพื่อดักจับและกำจัดเชื้อไวรัส
- โรคภูมิแพ้ เกิดจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายพยายามสร้างเมือกใสๆ มาชะล้างออกไป
- โรคหลอดลมอักเสบในระยะเริ่มต้น มาจากการระคายเคืองหลอดลม ที่ทำให้มีการสร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ
- ภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) อาจมีเสมหะขาวขุ่นเรื้อรังจากการอักเสบของหลอดลมเป็นเวลานาน
2. เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียว
ถ้าพบว่าเสมหะเริ่มมีสีเหลือง หรือสีเขียว เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ สีเหลืองและเขียวมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกส่งมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค ซึ่งเอนไซม์ในเซลล์เหล่านี้มีสีเขียว เมื่อมีเซลล์เหล่านี้จำนวนมากๆ เสมหะจึงเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง หรือเขียวนั่นเอง
ทั้งนี้เสมหะสีเขียว หรือสีเหลืองที่แต่ละคนเป็น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเชื้อแบคทีเรียและต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป การติดเชื้อไวรัสก็ทำให้เสมหะเป็นสีเขียวได้เช่นกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ
เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียวอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- โรคหลอดลมอักเสบ อาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่กำลังก่อการอักเสบในหลอดลม
- โรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม มีการติดเชื้อและการต่อสู้ของภูมิคุ้มกันในระดับที่รุนแรงขึ้นภายในเนื้อปอด
- โรคไซนัสอักเสบ น้ำมูกที่ติดเชื้อและมีสีเข้มข้นจากโพรงไซนัสที่ไหลลงคอกลายเป็นเสมหะ
- โรคหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis) มีเสมหะเรื้อรังและติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ
3. เสมหะสีแดง หรือสีชมพู
สำหรับเสมหะสีแดง หรือสีชมพูนับเป็นสัญญาณว่ามีเลือดปน ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออก ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ลำคอ หลอดลม ไปจนถึงปอด แม้บางครั้งอาจไม่รุนแรงแต่ก็เป็นสัญญาณที่น่ากังวลและควรไปหาหมอ
เสมหะสีแดง หรือสีชมพูอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- การไออย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในคอหรือหลอดลมฉีกขาด (พบบ่อยและไม่อันตราย)
- วัณโรค เชื้อวัณโรคทำลายเนื้อเยื่อปอดจนเกิดเป็นโพรงและทำให้มีเลือดออก
- โรคปอดอักเสบรุนแรง การอักเสบที่รุนแรงอาจทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในปอด
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ลิ่มเลือดที่อุดตันอาจทำให้เนื้อปอดบางส่วนตายและมีเลือดออก
- ภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีเสมหะเป็นฟองสีชมพูจากแรงดันในปอดที่สูงขึ้นจนของเหลวและเลือดซึมออกมาในถุงลม
- มะเร็งปอด ก้อนมะเร็งอาจเติบโตและลุกลามจนทำลายเส้นเลือด ทำให้มีเลือดออกปนมากับเสมหะ
4. เสมหะสีน้ำตาล หรือสีสนิม
หมายถึงเลือดเก่าที่อยู่ในปอดหรือทางเดินหายใจมาสักพักแล้ว เมื่อเม็ดเลือดแดงสลายตัว ฮีโมโกลบินที่อยู่ภายในจะถูกย่อยสลายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้สีเปลี่ยนจากแดงสดเป็นสีน้ำตาล หรือสีคล้ายสนิม
เสมหะสีน้ำตาล หรือ สีสนิมอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- โรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งการอักเสบทำให้มีเลือดออกซึมๆ และใช้เวลาสักพักกว่าเลือดจะถูกขับออกมา
- ฝีในปอด เป็นแหล่งสะสมของหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ซึ่งมักมีเลือดเก่าปนอยู่
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้ที่สูบบุหรี่จัด อาจเกิดจากเลือดออกซ้ำๆ จากการไอเรื้อรัง หรืออาจมีสีจากสารทาร์ในบุหรี่ผสมอยู่
5. เสมหะสีดำ
โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เสมหะทำหน้าที่ดักจับอนุภาคสีดำที่เราสูดดมเข้าไป เหมือนเป็นเครื่องกรองอากาศของร่างกายนั่นเอง
เสมหะสีดำอาจเป็นสัญญาณเตือนของ
- การสูบบุหรี่จัด เสมหะดักจับสารทาร์และควันบุหรี่ที่สูดเข้าไป
- การทำงานในที่ที่มีฝุ่นควันหรือมลพิษสูง เช่น เหมืองถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งเสมหะดักจับฝุ่นถ่านหรือเขม่าควัน
- การติดเชื้อราที่รุนแรง พบได้น้อยมาก แต่ในกรณีนี้สีดำอาจมาจากตัวเชื้อราเองโดยตรง
เสมหะเปลี่ยนสีและมีอาการร่วมแบบนี้ควรพบแพทย์
แม้สีเสมหะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง แต่หากคุณมีอาการไอพร้อมเสมหะร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์
- ไอแล้วมีเสมหะปนเลือด เสมหะเป็นสีแดง หรือสีชมพู
- อาการไอและเสมหะไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงใน 1-2 สัปดาห์
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เป็นผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
วิธีลดเสมหะและบรรเทาอาการไอ
สำหรับการรักษาเมื่อมีเสมหะ แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาโรคที่เป็นต้นเหตุของการมีเสมหะและให้การรักษาที่ตรงจุด เช่น ให้ยาปฏิชีวนะกรณีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาแก้แพ้ หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหากเกิดจากโรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ให้ยาพ่นขยายหลอดลมหากเกิดจากโรคหืด หรือให้ยาลดกรดหากเกิดจากโรคกรดไหลย้อน เป็นต้น
แต่หากอาการของคุณไม่เข้าข่ายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้ดีขึ้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้
- ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด!
การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำอุ่น น้ำขิง หรือซุปใส จะช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้ขับออกได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองได้อีกด้วย
- เพิ่มความชื้นในอากาศ
อากาศที่แห้งจะทำให้คอระคายเคืองและเสมหะเหนียวขึ้น การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน หรือการสูดไอน้ำอุ่นๆ เช่น จากการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและขับเสมหะได้ดีขึ้น
- กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ
ช่วยทำความสะอาดลำคอ ลดการระคายเคืองและอาจช่วยลดจำนวนเชื้อโรคบางส่วนได้
- บรรเทาอาการ โดยใช้น้ำผึ้งบรรเทาอาการ
การจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่นๆ จะช่วยเคลือบคอให้ชุ่มชื้น และลดอาการไอที่เกิดจากการระคายเคืองคอได้ แต่วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
- นอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูง
จะช่วยป้องกันไม่ให้เสมหะไหลย้อนลงไปที่ลำคอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ไอมากขึ้นในเวลากลางคืน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค
- การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใช้ยาและเลือกรับประทานอาหาร
ให้เน้นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และมีลักษณะอุ่น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม, หรือซุปใส เพื่อให้กลืนง่ายและไม่ระคายเคืองคอ และควรหลีกเลี่ยงของทอด ของมันและอาหารรสจัด ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้น
- หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง
ในช่วงที่ไอมีเสมหะควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ไอและสร้างเสมหะมากขึ้น
- ใช้ยาช่วย
เช่น ยาขับเสมหะ ที่ช่วยทำให้เสมหะเหลวและขับออกง่ายขึ้น หรือยาละลายเสมหะ จะช่วยสลายความเหนียวข้นของเสมหะ แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
- การสังเกตสีของเสมหะ
เป็นวิธีเบื้องต้นในการประเมินสุขภาพระบบทางเดินหายใจของเรา สีใส หรือขาวอาจไม่น่ากังวล แต่ถ้าเริ่มมีสีเหลืองหรือเขียวอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ร่างกายกำลังต่อสู้ ที่สำคัญคือหากเสมหะมีสีแดง ชมพู หรือดำ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง อย่าปล่อยให้อาการไอมีเสมหะเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงได้
ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดเสมหะ
“เสมหะ” แม้ไม่รุนแรงแต่ก็สร้างความรำคาญในการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามิน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรหาสาเหตุของอาการไอให้เจอ แล้วแก้ไขที่สาเหตุ จะเป็นการรักษาอาการไอที่ดีที่สุด
อาการไอที่ควรไปพบแพทย์
อาการไอบางชนิดอาจแสดงถึงโรคร้าย หรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ควรปรึกษาแพทย์ เช่น
- ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก ไอจนนอนไม่หลับ
- การไอร่วมกับอาการหายใจวี้ด (โรคหืด)
- อาการเหนื่อยเจ็บแน่นหน้าอก (หัวใจล้มเหลว)
- อาการไข้ และเสมหะมีเลือด (วัณโรค)
- อาการจุกเสียดแน่นท้อง และปวดท้อง หรืออาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วผิดปกติ
- ไอติดต่อกัน นานกว่า 3 สัปดาห์
อ้างอิง: โรงพยาบาลวิมุต ,ชีวิตดีดี GEDGoodlife





