วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

“ไอมีเสมหะ” เป็นอาการที่เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง

KEY POINTS

  • เสมหะ (Sputum หรือ Phlegm) คือเมือกที่ถูกสร้างขึ้นในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างบริเวณหลอดลมและปอด
  • เสมหะแต่ละสี ทั้ง สีใสหรือสีขาวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว  สีแดงหรือสีชมพู สีน้ำตาลหรือสีสนิม  และเสมหะสีดำ เป็นสัญญาณเตือนโรคที่แตกต่างกันออกไป 
  • การป้องกันไม่ให้เกิด “เสมหะ” กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามิน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ 

“ไอมีเสมหะ” เป็นอาการที่เกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และพบบ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง แล้วเคยสงสัยไหม เวลาที่เราไอแล้วมีเสมหะออกมา ทำไมบางครั้งถึงเป็นเสมหะสีใส บางครั้งเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเสมหะเขียว หรือที่น่าตกใจคือเสมหะมีสีแดงเหมือนเลือด จนอดกังวลไม่ได้ว่าเรากำลังเป็นอะไรร้ายแรงหรือไม่

ซึ่ง ‘สีของเสมหะ’ สามารถเป็นเหมือนหน้าต่างที่ช่วยบอกสุขภาพของระบบทางเดินหายใจของเราได้เบื้องต้น ดังนั้น ไปไขข้อข้องใจพร้อมกันว่าสีเสมหะแต่ละสีเกิดจากอะไร อาจเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง มีวิธีลดเสมหะได้ยังไงบ้าง และสีแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบหาหมอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไขคำตอบ จากแพทย์ เป็นไปได้แค่ไหน 'เสมหะ' จุดเริ่มต้นของเนื้องอก

4 นิสัยกินพัง ‘ดึก-เร็ว-ดื่ม’ ทำร้ายลำไส้ -กระเพาอาหาร เสี่ยงโรคร้าย

ทำความรู้จัก 'เสมหะ' คืออะไร ?

นพ.ตุลธร วงศ์เมธานุเคราะห์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤตระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า ก่อนจะไปดูว่าเสมหะแต่ละสีบอกโรคอะไรได้บ้าง เรามาทำความเข้าใจเรื่องของเสมหะกันก่อน ซึ่งเสมหะ (Sputum หรือ Phlegm) คือเมือกที่ถูกสร้างขึ้นในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างบริเวณหลอดลมและปอด เพื่อทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น เชื้อโรค หรือสารระคายเคืองต่างๆ ร่างกายจึงใช้การไอเป็นกลไกสำคัญในการขับเสมหะเหล่านี้ออกมา ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติของร่างกาย

เสมหะประกอบด้วย น้ำร้อยละ 95 และอีกร้อยละ 1 ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสารอินทรีย์ (inorganic)

สีเสมหะบอกโรค สีไหน 'ปกติ' สีไหน 'เสี่ยง' ต้องรีบพบแพทย์

อาการไอมีเสมหะ เกิดจากอะไร?

อาการไอมีเสมหะ เกิดจาก สาเหตุต่าง ๆ ได้มากมายเลยทีเดียว เพราะโรคของระบบทางเดินหายใจและปอด แทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น โดยอาการไอสามารถแยกสาเหตุ ได้ดังนี้

  • เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษ หรือ PM 2.5  มาก รวมถึงการใช้เสียงผิดวิธีก็สามารถสร้างเสมหะในคอได้
  • เกิดจากการติดเชื้อเรื้อรังบริเวณคอ เช่น เชื้อรา , เชื้อวัณโรค, เชื้อซิฟิลิส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุลำคอ จนเกิดเสมหะขึ้นมาได้
  • เกิดจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
  • เกิดจากอาชีพ เช่น อาชีพที่ต้องสัมผัสสารเคมีเป็นประจำ อาชีพที่ต้องสัมผัสกับควันธูป ควันรถเป็นประจำ
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI (ACE inhibitor)

สีเสมหะบอกอะไรได้บ้าง ?

1. เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่น

โดยทั่วไปแล้วยังคงเป็นภาวะปกติ เพราะนี่คือสีพื้นฐานของเสมหะ ซึ่งประกอบด้วยน้ำ โปรตีน และเซลล์ต่างๆ แต่ก็รวมถึงการระคายเคืองหรือการอักเสบที่ไม่รุนแรงได้เช่นกัน เมื่อร่างกายมีการระคายเคืองเพียงเล็กน้อยจะสร้างเมือกใสๆ ออกมาเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมและให้ความชุ่มชื้นแก่ทางเดินหายใจ หากเสมหะข้นขึ้นเล็กน้อยจนเป็นสีขาวขุ่นอาจเกิดจากการอักเสบที่ไม่รุนแรง หรือภาวะขาดน้ำ

เสมหะสีใส หรือสีขาวขุ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • ไข้หวัดธรรมดาในระยะแรก ซึ่งมาจากการที่ร่างกายผลิตเมือกออกมามากขึ้นเพื่อดักจับและกำจัดเชื้อไวรัส
  • โรคภูมิแพ้ เกิดจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายพยายามสร้างเมือกใสๆ มาชะล้างออกไป
  • โรคหลอดลมอักเสบในระยะเริ่มต้น มาจากการระคายเคืองหลอดลม ที่ทำให้มีการสร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ
  • ภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) อาจมีเสมหะขาวขุ่นเรื้อรังจากการอักเสบของหลอดลมเป็นเวลานาน

2. เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียว

ถ้าพบว่าเสมหะเริ่มมีสีเหลือง หรือสีเขียว เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ สีเหลืองและเขียวมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกส่งมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค ซึ่งเอนไซม์ในเซลล์เหล่านี้มีสีเขียว เมื่อมีเซลล์เหล่านี้จำนวนมากๆ เสมหะจึงเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง หรือเขียวนั่นเอง

ทั้งนี้เสมหะสีเขียว หรือสีเหลืองที่แต่ละคนเป็น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเชื้อแบคทีเรียและต้องกินยาปฏิชีวนะเสมอไป การติดเชื้อไวรัสก็ทำให้เสมหะเป็นสีเขียวได้เช่นกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ

เสมหะสีเหลือง หรือสีเขียวอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • โรคหลอดลมอักเสบ อาจเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่กำลังก่อการอักเสบในหลอดลม
  • โรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม มีการติดเชื้อและการต่อสู้ของภูมิคุ้มกันในระดับที่รุนแรงขึ้นภายในเนื้อปอด
  • โรคไซนัสอักเสบ น้ำมูกที่ติดเชื้อและมีสีเข้มข้นจากโพรงไซนัสที่ไหลลงคอกลายเป็นเสมหะ
  • โรคหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis) มีเสมหะเรื้อรังและติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ

3. เสมหะสีแดง หรือสีชมพู

สำหรับเสมหะสีแดง หรือสีชมพูนับเป็นสัญญาณว่ามีเลือดปน ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออก ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่ลำคอ หลอดลม ไปจนถึงปอด แม้บางครั้งอาจไม่รุนแรงแต่ก็เป็นสัญญาณที่น่ากังวลและควรไปหาหมอ

เสมหะสีแดง หรือสีชมพูอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • การไออย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ในคอหรือหลอดลมฉีกขาด (พบบ่อยและไม่อันตราย)
  • วัณโรค เชื้อวัณโรคทำลายเนื้อเยื่อปอดจนเกิดเป็นโพรงและทำให้มีเลือดออก
  • โรคปอดอักเสบรุนแรง การอักเสบที่รุนแรงอาจทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือดในปอด
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ลิ่มเลือดที่อุดตันอาจทำให้เนื้อปอดบางส่วนตายและมีเลือดออก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีเสมหะเป็นฟองสีชมพูจากแรงดันในปอดที่สูงขึ้นจนของเหลวและเลือดซึมออกมาในถุงลม
  • มะเร็งปอด ก้อนมะเร็งอาจเติบโตและลุกลามจนทำลายเส้นเลือด ทำให้มีเลือดออกปนมากับเสมหะ

4. เสมหะสีน้ำตาล หรือสีสนิม

หมายถึงเลือดเก่าที่อยู่ในปอดหรือทางเดินหายใจมาสักพักแล้ว เมื่อเม็ดเลือดแดงสลายตัว ฮีโมโกลบินที่อยู่ภายในจะถูกย่อยสลายและเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้สีเปลี่ยนจากแดงสดเป็นสีน้ำตาล หรือสีคล้ายสนิม

เสมหะสีน้ำตาล หรือ สีสนิมอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • โรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งการอักเสบทำให้มีเลือดออกซึมๆ และใช้เวลาสักพักกว่าเลือดจะถูกขับออกมา
  • ฝีในปอด เป็นแหล่งสะสมของหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ซึ่งมักมีเลือดเก่าปนอยู่
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในผู้ที่สูบบุหรี่จัด อาจเกิดจากเลือดออกซ้ำๆ จากการไอเรื้อรัง หรืออาจมีสีจากสารทาร์ในบุหรี่ผสมอยู่

5. เสมหะสีดำ

โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เสมหะทำหน้าที่ดักจับอนุภาคสีดำที่เราสูดดมเข้าไป เหมือนเป็นเครื่องกรองอากาศของร่างกายนั่นเอง

เสมหะสีดำอาจเป็นสัญญาณเตือนของ

  • การสูบบุหรี่จัด เสมหะดักจับสารทาร์และควันบุหรี่ที่สูดเข้าไป
  • การทำงานในที่ที่มีฝุ่นควันหรือมลพิษสูง เช่น เหมืองถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งเสมหะดักจับฝุ่นถ่านหรือเขม่าควัน
  • การติดเชื้อราที่รุนแรง พบได้น้อยมาก แต่ในกรณีนี้สีดำอาจมาจากตัวเชื้อราเองโดยตรง

เสมหะเปลี่ยนสีและมีอาการร่วมแบบนี้ควรพบแพทย์

แม้สีเสมหะจะบอกอะไรได้หลายอย่าง แต่หากคุณมีอาการไอพร้อมเสมหะร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์

  • ไอแล้วมีเสมหะปนเลือด เสมหะเป็นสีแดง หรือสีชมพู
  • อาการไอและเสมหะไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงใน 1-2 สัปดาห์
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เป็นผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วิธีลดเสมหะและบรรเทาอาการไอ 

สำหรับการรักษาเมื่อมีเสมหะ แพทย์จะทำการวินิจฉัยเพื่อหาโรคที่เป็นต้นเหตุของการมีเสมหะและให้การรักษาที่ตรงจุด เช่น ให้ยาปฏิชีวนะกรณีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาแก้แพ้ หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหากเกิดจากโรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ให้ยาพ่นขยายหลอดลมหากเกิดจากโรคหืด หรือให้ยาลดกรดหากเกิดจากโรคกรดไหลย้อน เป็นต้น

แต่หากอาการของคุณไม่เข้าข่ายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการและช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้ดีขึ้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านี้ได้

  • ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด!

การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำอุ่น น้ำขิง หรือซุปใส จะช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้ขับออกได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้คอชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองได้อีกด้วย

  • เพิ่มความชื้นในอากาศ

อากาศที่แห้งจะทำให้คอระคายเคืองและเสมหะเหนียวขึ้น การใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน หรือการสูดไอน้ำอุ่นๆ เช่น จากการอาบน้ำอุ่น จะช่วยให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นและขับเสมหะได้ดีขึ้น

  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ

ช่วยทำความสะอาดลำคอ ลดการระคายเคืองและอาจช่วยลดจำนวนเชื้อโรคบางส่วนได้

  • บรรเทาอาการ โดยใช้น้ำผึ้งบรรเทาอาการ

การจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่นๆ จะช่วยเคลือบคอให้ชุ่มชื้น และลดอาการไอที่เกิดจากการระคายเคืองคอได้ แต่วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

  • นอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูง

จะช่วยป้องกันไม่ให้เสมหะไหลย้อนลงไปที่ลำคอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ไอมากขึ้นในเวลากลางคืน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรค

  • การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใช้ยาและเลือกรับประทานอาหาร

ให้เน้นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และมีลักษณะอุ่น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม, หรือซุปใส เพื่อให้กลืนง่ายและไม่ระคายเคืองคอ และควรหลีกเลี่ยงของทอด ของมันและอาหารรสจัด ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้น

  • หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง

ในช่วงที่ไอมีเสมหะควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ไอและสร้างเสมหะมากขึ้น

  • ใช้ยาช่วย

เช่น ยาขับเสมหะ ที่ช่วยทำให้เสมหะเหลวและขับออกง่ายขึ้น หรือยาละลายเสมหะ จะช่วยสลายความเหนียวข้นของเสมหะ แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

  • การสังเกตสีของเสมหะ

เป็นวิธีเบื้องต้นในการประเมินสุขภาพระบบทางเดินหายใจของเรา สีใส หรือขาวอาจไม่น่ากังวล แต่ถ้าเริ่มมีสีเหลืองหรือเขียวอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่ร่างกายกำลังต่อสู้ ที่สำคัญคือหากเสมหะมีสีแดง ชมพู หรือดำ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง อย่าปล่อยให้อาการไอมีเสมหะเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงได้

ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดเสมหะ

“เสมหะ” แม้ไม่รุนแรงแต่ก็สร้างความรำคาญในการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่  กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นผักผลไม้ที่ให้วิตามิน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 8-10 แก้ว ออกกำลังกายอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรหาสาเหตุของอาการไอให้เจอ แล้วแก้ไขที่สาเหตุ จะเป็นการรักษาอาการไอที่ดีที่สุด

อาการไอที่ควรไปพบแพทย์

อาการไอบางชนิดอาจแสดงถึงโรคร้าย หรือเป็นอันตรายรุนแรงได้ ควรปรึกษาแพทย์ เช่น

  • ไออย่างรุนแรง ไอจนเจ็บหน้าอก ไอจนนอนไม่หลับ
  • การไอร่วมกับอาการหายใจวี้ด (โรคหืด)
  • อาการเหนื่อยเจ็บแน่นหน้าอก (หัวใจล้มเหลว)
  • อาการไข้ และเสมหะมีเลือด (วัณโรค)
  • อาการจุกเสียดแน่นท้อง และปวดท้อง หรืออาการน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วผิดปกติ
  • ไอติดต่อกัน นานกว่า 3 สัปดาห์

 

อ้างอิง: โรงพยาบาลวิมุต  ,ชีวิตดีดี GEDGoodlife