วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์' สู่ 'Medical Manufacturing Hub'

SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์'  สู่ 'Medical Manufacturing Hub'

อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่าง “ยานยนต์” และ “อิเล็กทรอนิกส์” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสดิสรัปชั่นอย่างรุนแรง การที่ผู้ผลิตชิ้นส่วน (SMEs) ไทยมองหา “New S-Curve”คือ “ภารกิจเพื่อความอยู่รอด” ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์เพียง 800 กว่าบริษัท สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai subcon) ระบุว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกในส่วนของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เพียง 60-80 ราย ที่พร้อมก้าวเข้าสู่ “Medical Cluster” ได้

“อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” เป็นโอกาสทองสำหรับผู้ผลิตไทยที่จะเปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้า” มาเป็น “ผู้สร้างสรรค์” โดยมีปัจจัยหนุนระดับเมกะเทรนด์ ดังนี้ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)ความต้องการอุปกรณ์ดูแลสุขภาพพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีขัดข้อง,ยุทธศาสตร์ Medical Hub นโยบายรัฐที่ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ครบวงจร และความต้องการนวัตกรรมเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งสอดคล้องกับทักษะเดิมของช่างไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ATMPs ยุคใหม่แห่งการรักษาเฉพาะบุคคล ‘กับดัก’ ที่ต้องก้าวผ่าน

'เลือดกำเดาไหลบ่อย' อย่าปล่อยไว้ เสี่ยงโรคกว่าที่คิด

มาตรฐานเป็น “ยุทธศาสตร์การแข่งขัน”

“วรัญชลี สุวรรณพิมลกุล” ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ Thai Subcon ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า Thai Subcon มีสมาชิกกว่า 500 บริษัท ครอบคลุม 6 คลัสเตอร์ยุทธศาสตร์ ทั้งระบบอัตโนมัติ (Automation), อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, การบิน (Aviation), ระบบราง (Rail), ยานยนต์ไฟฟ้า (Mobility) และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งความเชี่ยวชาญด้าน Mechanic และ Precision Manufacturing ทั้งงาน Machining และ Injection Molding คือรากฐานที่ทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งที่เน้นเพียงค่าแรงถูก เราไม่ได้แข่งที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่เราแข่งที่ความน่าเชื่อถือและคุณภาพ”

ก้าวแรกของการทรานส์ฟอร์ม และเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในปีนี้ คือ การปรับทัศนคติต่อกฎระเบียบ (Regulation) ผู้ผลิตในกลุ่มยานยนต์อาจคุ้นเคยกับ IATF 16949 ที่เน้นประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต แต่ในโลกของเครื่องมือแพทย์ มาตรฐาน ISO 13485 เป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนโฟกัสจากการบริหารกระบวนการ ไปสู่ ความปลอดภัยของผู้ป่วยและการบริหารความเสี่ยง

“อย่ามองมาตรฐานเป็นอุปสรรคหรือภาระ แต่ต้องมองเป็นประตูสู่ตลาดโลก (Use Regulation as Strategy) เพราะมาตรฐาน คือ สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ในเวทีสากล เราต้องใช้มาตรฐานเป็นกลยุทธ์ หากปราศจาก ISO 13485 สินค้าของคุณจะไม่มีตัวตนในโลกการแพทย์ รวมถึงควรสร้างระบบ การตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางกฎหมาย เพราะจะเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาเลียนแบบได้ยาก”

SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์'  สู่ 'Medical Manufacturing Hub'

กลยุทธ์ “Dual-Track” กระจายความเสี่ยง

จากกรณีสงครามการค้า ราคาน้ำมันที่แพงมากขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนตัว และภาวะท่ามกลางสงครามเศรษฐกิจผันผวน “วรัญชลี” อธิบายต่อว่า Thai Subcon ได้แนะนำยุทธศาสตร์ “Don't put all eggs in one basket” โดยการใช้โมเดล Hybrid Manufacturing เช่น กรณีศึกษาของ SK Polymer ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตชิ้นส่วนยาง (Rubber Parts) สำหรับชุดให้น้ำเกลือ (IV Sets) ในฐานะ Tier 2 Manufacturer ควบคู่ไปกับการผลิตชิ้นส่วนเดิม

“ผู้ประกอบการต้องใช้กลยุทธ์ทางคู่ (Dual-Track Strategy) คือ การรักษา Core Competency เดิมในอุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ไว้เพื่อสร้างรายได้หลัก แล้วแบ่งสัดส่วนมาพัฒนาเครื่องมือแพทย์ควบคู่กันไป และเลือกผลิตภัณฑ์ที่แมตช์กับความเชี่ยวชาญเดิมของบริษัท และตอบโจทย์ Market Demand ที่แท้จริง เช่น ศึกษาว่าโรคใดที่คนเป็นจำนวนมาก อาทิ อุปกรณ์สำหรับการฟอกไต ซึ่งมีความต้องการสูงและต่อเนื่อง มากกว่าจะผลิตสินค้าที่ล้นตลาดอยู่แล้ว”

นอกจากนั้นควรเปิดรับการลงทุนจากญี่ปุ่นและตะวันตก ซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะใช้ Local Parts ในไทย ขณะเดียวกันต้องมีกลไกของ BOI ในการคัดกรองการลงทุนจากบางประเทศ ที่อาจเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ SMEs ไทยในลักษณะเบ็ดเสร็จ (Vertical Integration) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนให้กับผู้ผลิตไทยในระยะยาว

เทคโนโลยีเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมไทย

วรัญชลี กล่าวต่อไปว่าด้วยแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาทั่วโลก จำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อความอยู่ทางรอด โดยเฉพาะ 3 เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ 1. Automation & Precision Machining เพื่อเพิ่ม Efficiency และรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาแรงงานคนในจุดที่ต้องการความละเอียดระดับไมครอน

2. Digital และ AI เช่น ระบบชิ้นส่วนอุตสาหกรรมด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ (Auto Inspection) มีการใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วน เพื่อความแม่นยำที่เหนือกว่าและลด Error ให้เป็นศูนย์ ,Predictive Maintenance การพยากรณ์การซ่อมบำรุงเครื่องจักรล่วงหน้า เพื่อให้สายการผลิตไหลลื่นไม่มีสะดุด และระบบการสอบกลับทางดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจ ของ ISO 13485 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นมีประวัติที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือแพทย์

3. 3D Printing ทางลัดสู่นวัตกรรมเฉพาะบุคคล เช่น รากเทียมหรืออุปกรณ์พยุงที่ออกแบบตามสรีระคนไข้รายบุคคล ช่วยให้ SMEs สามารถเล่นในตลาด Niche Market ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าสินค้า Mass ทั่วไป

SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์'  สู่ 'Medical Manufacturing Hub'

Ecosystem ยั่งยืนเริ่มตั้งแต่โรงเรียนแพทย์

ความสำเร็จของเครื่องมือแพทย์ “Made in Thailand” วัดกันที่ “ความคุ้นชิน” ของผู้ใช้งาน “ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ Thai Subcon” กล่าวอีกว่า วิกฤติที่แท้จริงของ ผู้ประกอบการ SMEs คือ Time-Mismatch ของทุนวิจัย โดยเฉพาะกรอบเวลาการให้ทุนที่มักสั้นเพียง 6 เดือน และทุนไม่สูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่การพัฒนาเครื่องมือแพทย์และการขอมาตรฐานสากลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง การสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน บพข. (PMUC) หรือ TCELS ที่เน้นความต่อเนื่อง หรือ NIA, สสว. ,ดีพร้อม (DIPROM) ต้องเปิดโอกาสทดลองตลาด

“ผู้ใช้ (User) ซึ่งแพทย์ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักเลือกใช้เครื่องมือจากความคุ้นมือในการใช้งาน ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุด ต้องเป็นการส่งเครื่องมือไทยเข้าสู่โรงเรียนแพทย์ หากนักศึกษาแพทย์ได้ฝึกฝนกับเครื่องมือที่ผลิตในไทยตั้งแต่ต้น จะเกิดความคุ้นเคย การสร้าง Ecosystem นี้ต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Triple Helix ได้แก่ นักวิจัย-โรงงาน-แพทย์ ทำงานร่วมกันตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อให้สินค้าที่ออกมา ผลิตได้จริง และได้มาตรฐาน โดยมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นแรงหนุน”

รวมทั้งต้องมีการพัฒนาศูนย์ทดสอบในประเทศให้ได้รับรองมาตรฐานสากล เพื่อสร้าง Economy of Scale ลดภาระผู้ประกอบการที่ไม่ต้องส่งสินค้าไปทดสอบไกลถึงต่างประเทศ ที่สำคัญ ต้องมีกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ (BOI & Funding) ผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ BOI รวมถึงแหล่งเงินทุนตาม Stage ของธุรกิจ เช่น ทุน R&D จาก PMUC

วรัญชลี กล่าวด้วยว่าก้าวต่อไปของผู้ประกอบการไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือแพทย์ ต้องวิเคราะห์จาก Core Competency และ Market Demand จริง รักษาฐานอุตสาหกรรมยานยนต์/อิเล็กทรอนิกส์เพื่อขยายสู่เมดิคัลเริ่มจากการเป็น Component Providerเช่น งานยาง, งานพลาสติกความแม่นยำสูงก่อนจะขยับสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ด้านเครื่องมือแพทย์

ผู้ที่สนใจอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สามารถเข้าร่วมงาน “SUBCON Thailand 2026” ระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), Thai Subcon และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ และงานระดับโลก “WHX Bangkok & WHX Labs Bangkok 2026” แพลตฟอร์มที่รวมโอกาสธุรกิจในอุตสาหกรรมการเครื่องมือแพทย์และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และผู้ประกอบการจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีสุขภาพแห่งอนาคต ในวันที่ 8 - 10 ก.ค. 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), กรุงเทพฯ