คุณไม่ใช่คนเดียวที่มีอาการท้องผูก... “ท้องผูก” เป็นหนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยที่สุดในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย และอย่างน้อย 2.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาไปพบแพทย์ทุกปีเนื่องจากอาการท้องผูก
“3 วันแล้วไม่ถ่าย… เดี๋ยวก็คงออกเอง” หลายคนคิดแบบนี้แล้วปล่อยผ่าน เพราะไม่ได้ปวดท้องรุนแรง ไม่ได้อาเจียน แต่ความจริงคือ “ท้องผูกเกิน 3 วัน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะถ้าเกิดซ้ำบ่อย ๆ เพราะมันสะท้อนว่าลำไส้กำลังขาดบางอย่างที่จำเป็นต่อการบีบตัวและการเคลื่อนอุจจาระ
การขับถ่ายน้อยกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์นั้น ตามหลักแล้วถือเป็นอาการท้องผูก แต่ความถี่ในการขับถ่ายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างมาก บางคนขับถ่ายหลายครั้งต่อวัน ในขณะที่บางคนขับถ่ายเพียงหนึ่งถึงสองครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ว่ารูปแบบการขับถ่ายของคุณจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นเอกลักษณ์และเป็นเรื่องปกติสำหรับคุณ ตราบใดที่คุณไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับถ่ายของคุณมากเกินไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘ติด CGM 21 วัน’ กินผักก่อนกินข้าว ชะลอดูดซึมน้ำตาลได้จริง
จะเกิดอะไรขึ้น? หากร่างกายขาดโอเมก้า-3 ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเสี่ยง
อาการท้องผูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อาการท้องผูกเกิดขึ้นเนื่องจากลำไส้ใหญ่ดูดซับน้ำจากอุจจาระมากเกินไป ทำให้อุจจาระแห้ง แข็ง และขับถ่ายยาก
ย้อนกลับไปสักหน่อย ปกติแล้วอาหารจะเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหาร ของคุณ ลำไส้จะค่อยๆ ดูดซึมสารอาหาร อาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ (ของเสีย) ที่ผ่านจากลำไส้เล็กไปยังลำไส้ใหญ่จะกลายเป็นอุจจาระ ลำไส้ใหญ่จะดูดซึมน้ำจากของเสียนี้ ทำให้อุจจาระแข็งขึ้น หากคุณมีอาการท้องผูก อาหารอาจเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหารช้าเกินไป ทำให้ลำไส้ใหญ่มีเวลามากขึ้น — มากเกินไป — ในการดูดซึมน้ำจากของเสีย อุจจาระจึงแห้ง แข็ง และขับถ่ายยาก
มาเช็กกันก่อนว่าท้องผูกแบบไหนถือว่าผิดปกติ?
หมอเจด นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการรพ.มหาราช นครราชสีมา เจ้าของเพจ "หมอเจด" กล่าวว่า ท้องผูกที่ถือว่าผิดปกติมีดังนี้
- ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- อุจจาระแข็ง เป็นเม็ดเล็ก ๆ เหมือนขี้แพะ
- ต้องเบ่งแรงมาก รู้สึกถ่ายไม่สุด
- แน่นท้อง ท้องอืด ผายลมบ่อย
เมื่อ 'ท้องผูก' ลำไส้ขาดอะไร?
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อเนื่อง แปลว่าลำไส้กำลังทำงานช้ากว่าปกติ
1. ลำไส้ขาด “ผักที่มีไฟเบอร์ละลายน้ำ”
เพราะไฟเบอร์ละลายน้ำคือใยอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ถ้ากินผักผลไม้น้อย เน้นแป้งขัดขาว ของทอด หรือโปรตีนล้วน อุจจาระจะเล็ก แข็ง และเคลื่อนตัวช้า ควรได้ไฟเบอร์วันละประมาณ 20–30 กรัม จากผักหลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และเมล็ดพืชได้หมดเลยนะ
2. ลำไส้ขาด “น้ำ”
ต่อให้กินผักเยอะแค่ไหน แต่ถ้ายังดื่มน้ำน้อย อุจจาระก็ยังแข็ง เพราะไฟเบอร์ต้องอาศัยน้ำเพื่อพองตัว ถ้าดื่มน้ำไม่ถึง 1.5–2 ลิตรต่อวัน โดยเฉพาะคนที่ดื่มกาแฟหลายแก้วหรือออกกำลังกายเหงื่อออกมาก ความเสี่ยงท้องผูกจะสูงขึ้นครับ
3.ลำไส้ขาด “จุลินทรีย์ที่ดี”
จุลินทรีย์ในลำไส้ช่วยย่อยไฟเบอร์และสร้างกรดไขมันสายสั้นที่กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ถ้ากินอาหารแปรรูปเยอะ เครียด นอนดึก หรือใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย สมดุลจุลินทรีย์จะเสีย ทำให้ท้องผูกสลับท้องอืดได้ง่าย การเพิ่มอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ตไม่หวาน หรืออาหารที่มีพรีไบโอติก จะช่วยฟื้นสมดุลได้
4. ลำไส้ขาด “การเคลื่อนไหวของร่างกาย”
การนั่งนานทั้งวันทำให้การบีบตัวของลำไส้ช้าลง เดินหลังอาหาร 10–15 นาที หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3–5 วัน จะช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหารได้ชัดเจน บางคนแค่เพิ่มการเดินทุกวัน อาการก็ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยาระบายเลยครับ
5. ลำไส้ขาด “จังหวะเวลา”
ใครที่กลั้นอุจจาระบ่อย ๆ หรือไม่มีเวลานั่งถ่ายตอนเช้า รู้ไหหมครับว่าจะทำให้รีเฟล็กซ์การขับถ่ายอ่อนลง แนะนำให้ฝึกเข้าห้องน้ำเวลาเดิมทุกวัน โดยเฉพาะหลังอาหารเช้า เพราะเป็นช่วงที่ลำไส้บีบตัวดีที่สุดครับ
ถ้าท้องผูกเกิน 3 วันเป็นครั้งคราว อาจแก้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่ถ้าเป็นเรื้อรัง มีเลือดปน น้ำหนักลด ซีด หรือปวดท้องมาก แนะนำให้ตรวจ FIT Test ปีละครั้ง โดยเฉพาะอายุเกิน 40 หรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ หรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ก็ได้เช่นกันครับ
อย่ามองว่าท้องผูกเป็นเรื่องเล็ก เพราะลำไส้ที่เคลื่อนไหวช้าเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงริดสีดวง ลำไส้อักเสบ และคุณภาพชีวิตที่แย่ลงได้ แค่เติมผัก น้ำ จุลินทรีย์ดี และการขยับร่างกาย ลำไส้ก็กลับมาทำงานลื่นขึ้นได้ครับ อย่าปล่อยให้ลำไส้พังจนแก้ยาก
ท้องผูกมีกี่ประเภท
นพ.สุริยะ จักกะพาก ศัลยแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ หน่วยระบบประสาทและการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายผ่านบทความว่าอาการท้องผูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ โดยจำแนกจากสาเหตุการเกิดภาวะท้องผูก ได้แก่
1.ท้องผูกที่มีปัจจัยส่งเสริมนอกจากการทำงานของลำไส้และการขับถ่าย (Secondary Constipation) ได้แก่
- การอุดกั้นของทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นก้อนเนื้อหรือมะเร็งมากด หรือรวมไปถึงการตีบแคบของลำไส้จากพังผืดหรือการผ่าตัด
- ภาวะการตั้งครรภ์
- โรคทางระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ
- ความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย เช่น ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ภาวะแคลเซียมสูง
- ยาบางประเภท เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีมอร์ฟีน ยารักษาความดันโลหิตบางกลุ่ม ยารักษาอาการทางจิตเวช ยารักษามะเร็งบางชนิด ยาแก้ท้องเสีย รวมไปถึงยาลดการเกร็งของทางเดินอาหาร ยาลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะ รวมไปถึงยาบำรุงที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ
- โรคทางระบบประสาท เช่น ภาวะการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง พาร์กินสัน เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก ผู้ป่วยนอนติดเตียง
2.ท้องผูกที่มีความผิดปกติของการทำงานของลำไส้และการขับถ่าย (Primary Constipation) ซึ่งจะแบ่งตามลักษณะของการทำงานที่ผิดปกติ ได้แก่
- ท้องผูกชนิดที่มีการเคลื่อนไหวตัวของลำไส้ปกติ หรืออาจจะเรียกกลุ่มนี้ว่า ลำไส้แปรปรวนได้ ซึ่งจะพบได้ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของท้องผูกในกลุ่มนี้ และอาจจะพบว่ามีการรับรู้ความรู้สึกไวของลำไส้ตรงได้ในกลุ่มนี้
- ท้องผูกชนิดที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่าย พบประมาณ 1/3 ของท้องผูกในกลุ่มนี้ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามช่องท้องที่ใช้ช่วยในการเบ่งมีแรงไม่เพียงพอ การที่กล้ามเนื้อหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งถ่ายอุจจาระ โดยมีการเกร็งตัวหรือไม่คลายตัวดีพอขณะทำการเบ่งถ่าย
- ท้องผูกชนิดที่ลำไส้มีภาวะเคลื่อนไหวตัวช้ากว่าปกติ พบได้น้อยที่สุดในกลุ่มนี้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก
คนทุกวัยสามารถมีอาการท้องผูกเป็นครั้งคราวได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างทำให้คนมีแนวโน้มที่จะท้องผูกเรื้อรังมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่:
- อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มักจะเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง มีระบบเผา ผลาญช้าลง และมีกำลังกล้ามเนื้อในการหดตัวของระบบทางเดินอาหารลดลงกว่าตอนที่ยังหนุ่มสาว
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้คุณท้องผูกได้ง่ายขึ้นอาการท้องผูกเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ทารกในครรภ์อาจกดทับลำไส้ ทำให้การขับถ่ายช้าลง
- การไม่รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เพียงพอ ใยอาหารช่วยให้ระบบย่อยอาหารเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น
- กำลังรับประทานยาบางชนิด
- มีภาวะทางระบบประสาทบางอย่าง (โรคของสมองและไขสันหลัง) และโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
- อาการท้องผูกสามารถก่อให้เกิดความเสียหายภายในหรือนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้หรือไม่?
หากคุณขับถ่ายอุจจาระไม่นุ่มและไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายประการ ภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้แก่:
- เส้นเลือดในทวารหนักบวมและอักเสบ ( ริดสีดวงทวาร )
- รอยฉีกขาดบริเวณเยื่อบุทวารหนัก เกิดจากอุจจาระแข็งตัวพยายามเคลื่อนผ่าน ( รอยแตกที่ทวารหนัก )
- การติดเชื้อในถุงโป่งพอง (diverticula) ที่บางครั้งเกิดขึ้นจากผนังลำไส้ใหญ่เนื่องจากอุจจาระติดอยู่และติดเชื้อ (diverticulitis)
- การสะสมของอุจจาระมากเกินไปในทวารหนักและทวารเบา ( ภาวะอุจจาระอุดตัน )
- การบาดเจ็บของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจากการเบ่งอุจจาระ กล้ามเนื้อเหล่านี้มีส่วนช่วยในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ การเบ่งมากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมา ( ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะเบ่ง )
ตรวจวินิจฉัยท้องผูกได้อย่างไร
- การซักประวัติ
การตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการตรวจทางทวารหนัก (Rectal Examination) โดยใช้นิ้วมือ ถ้าได้รับการตรวจกับแพทย์ที่มีความชำนาญจะได้ข้อมูลของการตรวจที่รวมถึงลักษณะโดยรอบ การตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติรอบ ๆ ทวารหนัก การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดบางส่วน โดยจะให้ผู้ป่วยออกแรงเบ่งและขมิบทวารหนักประกอบด้วย เพื่อประเมินกำลังของกล้ามเนื้อ
การตรวจเพิ่มเติมตามการวินิจฉัยของแพทย์เฉพาะทางเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการท้องผูก มีหลายวิธีประกอบกัน ได้แก่
- ส่องกล้องตรวจภายในลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
เพื่อแยกภาวะอุดกั้นหรือตีบแคบของลำไส้ โดยจะให้ยาระงับประสาทอ่อน ๆ ก่อนการตรวจ จากนั้นจะใช้กล้องส่องตรวจสอดผ่านทางทวารหนัก
- ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อในการขับถ่ายและการรับรู้ความรู้สึกของลำไส้ตรง (Anorectal Manometry Test)
ได้แก่ ตรวจดูการรับรู้ความรู้สึกของลำไส้ตรงเวลาอุจจาระลงมาว่าปกติหรือรู้สึกช้ากว่าปกติหรือไม่ รวมถึงการตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อที่ใช้การขับถ่าย ได้แก่ กล้ามเนื้อช่องท้อง กล้ามเนื้อเชิงกราน และกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักเนื่องจากการทำงานไม่สัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำให้เกิดท้องผูกได้
- การตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้
โดยการกลืนแคปซูลเฉพาะแบบที่ใช้วัดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร โดยมีแบบอาศัยการฉาย X-Ray ติดตามการเคลื่อนไหวตามกำหนดวันนัดหรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ไร้สายที่จะมีเครื่องรับสัญญาณให้ผู้ป่วยไว้
วิธีรักษาอาการท้องผูก
นพ.สุริยะ อธิบายต่อว่าเมื่อได้รับผลการตรวจวินิจฉัยแน่ชัดว่ามีอาการท้องผูก แพทย์เฉพาะทางจะทำการรักษาตามสาเหตุที่เป็น มีหลายวิธี ได้แก่
- การปรับพฤติกรรม
ได้แก่ ขับถ่ายอุจจาระเมื่อรู้สึกครั้งแรก อย่ารอจนสัญญาณการขับถ่ายอ่อนลง นั่งขับถ่ายในท่านั่งที่เหมาะสม รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใย ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากเพียงพอ
- การรักษาโดยการใช้ยาระบาย
ซึ่งมีหลากหลายชนิด ได้แก่ ยาระบายในกลุ่มกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลำไส้บีบตัว (Stimulant Laxatives) ยาระบายกลุ่มที่ออกฤทธิ์ดูดซึมน้ำเพื่อให้อุจจาระมีปริมาณน้ำมากขึ้น (Osmotic Laxatives) ไหลกลับเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ยาเหน็บหรือยาสวนทวาร รวมไปถึงยากลุ่มใหม่ ๆ ในปัจจุบัน เช่น ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวตัวของลำไส้ (Prokinetic Agent) หรือยากลุ่มที่กระตุ้นให้มีการหลั่งสารน้ำและเกลือแร่บางตัวเข้าไปในลำไส้ (Secretagouge) ทั้งนี้ควรขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง
- การฝึกการขับถ่าย (Biofeedback Training)
สอนให้ผู้ป่วยขับถ่ายอย่างถูกวิธีด้วยเครื่องมือที่แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่าย ซึ่งสามารถแสดงผลกล้ามเนื้อเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนักทั้งหมดของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการขับถ่ายที่ถูกต้อง ทั้งท่าทาง การหายใจ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูด และการรับรู้ความรู้สึก โดยจะทำการฝึกทั้งหมด 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 – 40 นาที วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลในระยะยาว เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยา
- การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออก
มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยท้องผูกจากภาวะที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้าที่รักษาโดยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผลและมีความผิดปกติชัดเจนของกล้ามเนื้อและระบบประสาทของลำไส้ที่ได้รับการตรวจยืนยันชัดเจนแล้ว โดยวิธีนี้ต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทางผู้ชำนาญการเท่านั้น
ปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจเพราะหากปล่อยไว้ให้เรื้อรังอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างริดสีดวงทวารเกิดแผลที่ทวารหนักหรือลำไส้ตรงภาวะอุจจาระอัดแน่นรวมไปถึงอาจเป็นอาการแสดงเริ่มต้นของโรคและปัญหาสุขภาพต่างๆตามมาซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาวดังนั้นหากพบว่าตนเองมีอาการท้องผูกติดต่อกันควรเข้ามาตรวจเช็กและเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว
อ้างอิง:เพจ “หมอเจด” , Cleveland Clinic ,โรงพยาบาลกรุงเทพ





