วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ติด CGM 21 วัน’ กินผักก่อนกินข้าว ชะลอดูดซึมน้ำตาลได้จริง

‘ติด CGM 21 วัน’ กินผักก่อนกินข้าว ชะลอดูดซึมน้ำตาลได้จริง

"เบาหวาน"เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ผู้ป่วยเบาหวานหลายท่านไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ มักมีค่าน้ำตาลในเลือดแกว่งขึ้นลง บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเบาหวาน เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มักมีอาการเป็นลม หมดสติ ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจ

“เครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่อง (continuous glucose monitoring; CGM)” เป็นอุปกรณ์ที่สามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลได้แบบต่อเนื่องตลอดเวลา และส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือได้แบบเรียลไทม์ มีระบบเตือนเมื่อระดับน้ำตาลตก ช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ และส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต แพทย์ประจำตัวสามารถเข้าถึงผลน้ำตาลแบบเรียลไทม์ วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

โดยเครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่อง สามารถใช้วัดระดับน้ำตาลทุก ๆ 3 นาทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะติดเครื่องนี้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ปกติจะเเป็นเครื่องติดในร่างกาย มีเซ็นเซอร์เป็นโลหะปลอดภัย ยาวประมาณ 7 มม. สอดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แล้วเครื่องดังกล่าวนี้ส่งสัญญาณข้อมูลผ่านบลูทูธเข้าแอพพลิเคชั่นในมือถือและเข้าสู่อินเตอร์เน็ต ซึ่งตัวผู้ป่วย แพทย์และทีมผู้ดูแลสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไทยจ่ายอ่วม! ‘เบาหวาน’ 2 หมื่นล้าน/ปี เร่งคัดกรอง ช่วยลดโรค NCDs

นวัตกรรม- AI เปลี่ยน ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ลงทุนสุขภาพ พัฒนานวัตกรรมลดป่วย

10 ข้อคิด จากประสบการณ์แพทย์ติดCGM 21 วัน

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เล่าผ่านเพจ “หมอเจด” ตอนหนึ่งว่า ในฐานะที่เคยเป็น "อดีตสมาชิกสมาคมเบาหวาน" ที่ตอนนี้โบกมือลาเข็มฉีดยามาใช้ชีวิตชิลล์ ๆ ได้แล้ว วันนี้หมออยากมาแชร์ประสบการณ์ตอนติดเครื่อง CGM (Continuous Glucose Monitor) หรือเจ้าเครื่องติดตามน้ำตาลอัจฉริยะที่แปะแขนเราเหมือนเป็นไซบอร์ก

บอกเลยว่า 21วันที่อยู่กับมันเนี่ย "ตาสว่าง" ยิ่งกว่าดื่มกาแฟสิบแก้ว! นี่คือ 10 ข้อคิดแบบสนุก ๆ (แต่ห่วงใย) ที่หมออยากเล่าให้ฟัง

1. วินาทีแรกที่แปะ: "น้องมดกัด" ในตำนาน

หลายคนกลัวเข็ม หมอก็เคยกลัว! แต่เจ้า CGM นี่มันใช้เครื่องกดยิงปึกเดียว ความเจ็บระดับ 0.5/10 เท่านั้นครับ เหมือนโดนมดกัดแบบมดตกใจอ่ะ พอแปะปุ๊บ เรารู้สึกเหมือนเป็น Iron Man ทันที มีเซนเซอร์คอยรายงานผลสุขภาพเข้ามือถือตลอดเวลา เท่สุด ๆ!โดยเชื่อมกับไอโฟนได้เลย

2. ช็อกกับ "ขนมปังขาว หรือ น้ำจิ้มกับซุปชาบู555

หมอเคยคิดว่ากินขนมปังแผ่นเดียวไม่เป็นไรหรอก... ที่ไหนได้! พอกินเสร็จปุ๊บ กราฟในมือถือพุ่งปรี๊ดเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่สวนสนุกเลยครับ ทำให้รู้เลยว่าแป้งขัดขาวเนี่ยแหละคือ "ตัวตึง" ที่ทำให้น้ำตาลสวิงจนเราเพลียระหว่างวัน ยังไม่รวมน้ำจิ๋มกับชาบู

"กินผัก โปรตีน ก่อนกินข้าว" ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้

3. คาถา "ใยอาหาร-โปรตีน-คาร์บ" (Sequence is King!)

ลองมากับตัวแล้วครับ! มื้อหนึ่งกินข้าวประเดิมก่อนเลย น้ำตาลพุ่งกระฉูด แต่อีกมื้อลองกิน "ผัก" ตามด้วย "เนื้อสัตว์" แล้วค่อยตบด้วย "ข้าว" ปรากฏว่ากราฟนิ่งเรียบเป็นทางด่วนตอนตีสามเลย การสลับลำดับการกินช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้จริง ๆ นะเพื่อน ๆ ข้อดีคือไม่เคยเกิน140เลย

4. การเดิน 15 นาทีหรือนั่งเขย่งน่อง = เวทมนตร์สลายน้ำตาล

หลังกินมื้อใหญ่ ถ้าหมอนั่งแช่ กราฟจะค้างเติ่งอยู่ข้างบนนานมาก แต่ถ้าลองลุกไป "เดินแกว่งแขน" หรือเดินย่อยสัก 15-20 นาที กราฟที่กำลังพุ่งจะค่อย ๆ หักหัวลงทันที เหมือนเราเปิดก๊อกระบายน้ำตาลทิ้งเลยครับ การออกกำลังกายเบา ๆ หลังมื้ออาหารคือของขวัญที่ดีที่สุดของร่างกาย

5. ความเครียด... น้ำตาลก็ขึ้นได้แม้ไม่ได้กิน!

มีอยู่วันหนึ่งหมอโดนตามเคสด่วน เครียดมาก! ไม่ได้กินอะไรเลยนะ แต่น้ำตาลพุ่งเฉยเลย เพราะร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมาสั่งให้ตับปล่อยน้ำตาลเข้ากระแสเลือด เครื่อง CGM สอนให้หมอรู้ว่า "ใจที่เป็นสุข" สำคัญพอ ๆ กับ "ปากที่ระวัง" เลยครับ

ลดหวานอาจไม่ช่วย ควรนอนให้ดี สร้างกล้ามเนื้อ

6. พลังของการนอน (Sleep is Medicine)

คืนไหนหมอพักผ่อนน้อย วันรุ่งขึ้นน้ำตาลจะคุมยากมาก กินอะไรนิดหน่อยก็พุ่งสูง เครื่องนี้ฟ้องเลยว่า ถ้าอยากเผาผลาญดี อยากน้ำตาลนิ่ง ต้องนอนให้ถึง 7 ชม. เพื่อให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานได้เต็มประสิทธิภาพครับ

7. น้ำหวาน "สายสุขภาพ" ที่ไม่ค่อยสุขภาพ

บางทีเราสั่งชานม "หวาน 25%" แต่พอดูใน CGM... โอ้โห อีห่านเฮ้ย น้ำตาลยังพุ่งสูงกว่ากินข้าวขาหมูอีก! มันทำให้เราเลิกหลอกตัวเอง และฉลาดเลือกเครื่องดื่มที่เป็นมิตรกับหลอดเลือดเราจริง ๆ

8. กล้ามเนื้อคือ "ฟองน้ำซับน้ำตาล"

หมอสังเกตว่าช่วงไหนที่หมอเล่นเวทหรือมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น น้ำตาลจะนิ่งขึ้นมาก เพราะกล้ามเนื้อเราคือเตาเผาพลังงานชั้นยอด ใครอยากกินของอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด ต้องขยันสร้างกล้ามเนื้อไว้นะครับ

9. การเพิ่มการเผาผลาญแบบ "Biohack"

ลองอาบน้ำเย็นหรือออกไปรับลมเย็น ๆ ดูบ้าง ร่างกายจะพยายามสร้างความร้อน และนั่นคือการดึงน้ำตาลมาเผาผลาญ (Brown Fat activation) หมอลองแล้ว กราฟขยับลงนิด ๆ สนุกดีเหมือนกันนะ

10. เป้าหมายสูงสุด: "การปิดเครื่องนี้ทิ้งไปซะ!"

ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่าทำไมหมอถึงอยากให้ทุกคนปิดเครื่องนี้? นั่นก็เพราะว่า... เครื่อง CGM คือ "ครู" ครับ เราติดมันเพื่อเรียนรู้ว่าร่างกายเราตอบสนองต่ออะไรบ้าง พอเราเก่งแล้ว รู้จังหวะการกิน การเดิน การนอน จนกลายเป็นนิสัยที่ยั่งยืน เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเซนเซอร์ตลอดไป แต่เอาจริงๆ มีไว้เตือนสติตลอดก็ดีเหมือนกัน

การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อครับ มันคือการสำรวจตัวเอง วันหนึ่งเมื่อเพื่อน ๆ เข้าใจร่างกายตัวเองดีพอจน "กราฟในใจ" มันนิ่งและสุขภาพดีแล้ว วันนั้นแหละครับคือวันที่เราจะถอดเครื่องนี้ออกแล้วไปใช้ชีวิตที่แข็งแรงอย่างมีความสุขด้วยกัน!

อยากให้หมอช่วยวางแผนการกิน หรือไกด์เรื่องลำดับอาหารเมนูโปรดของเพื่อน ๆ ต่อไหมครับ? บอกมาได้เลยนะ!

ใครที่สามารถใช้เครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่องได้

ด้าน พญ.ณัฐกานต์ มยุระสาคร แพทย์ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับการใช้เครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่องนั้น บุคคลที่สามารถใช้ได้มีดังนี้

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งมาก ๆ ได้แก่ ช่วงที่น้ำตาลขึ้นสูงและช่วงที่น้ำตาลตก
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดยาอินซูลิน 3 ครั้งต่อวันขึ้นไป
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อย โดยเฉพาะในรายที่ไม่มีอาการเตือน หน้ามืด หมดสติ
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) สูง แม้จะกินยาสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่อยากเรียนรู้ระดับน้ำตาลของตนเอง

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้เครื่องตรวจน้ำตาลแบบต่อเนื่อง

  • ผู้ป่วยต้องตรวจระดับน้ำตาลปลายนิ้ววันละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อตั้งค่าของเครื่องให้ถูกต้อง
  • เนื่องจากการทำงานของเครื่องเป็นการวัดระดับน้ำตาลจากสารน้ำระหว่างเซลล์ที่ตำแหน่งติดอุปกรณ์ ซึ่งระดับน้ำตาลอาจมีค่าแตกต่างจากน้ำตาลปลายนิ้วได้ประมาณ 10 – 20% และอาจช้ากว่าอาการและระดับน้ำตาลในเลือดประมาณ 15 – 20 นาที ในกรณีอาการไม่สัมพันธ์กับค่าที่ได้จากเครื่อง แนะนำให้เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว และรักษาตามระดับน้ำตาลปลายนิ้ว
  • อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ผิวหนังได้สำหรับคนที่แพ้ง่าย
  • อาจมีอาการรำคาญหรือเจ็บบริเวณที่ติดอุปกรณ์
  • อาจพบการติดเชื้อผิวหนังตำแหน่งติดได้บ้าง ไม่สามารถเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ (MRI)
  • เครื่องกันน้ำ สามารถอาบน้ำสะดวก
  • อาจพบการติดเชื้อผิวหนังตำแหน่งติดอุปกรณ์ได้บ้าง

อ้างอิง:เพจ หมอเจด  ,โรงพยาบาลพระรามเก้า