ธุรกิจหัตถการและศัลยกรรมความงามในไทยปี 2568-2569 เติบโตชะลอตัวลง แม้เป็นศูนย์กลางระดับโลก (Medical Hub) ด้วยมูลค่ากว่า 7.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการแข่งขันสูงมาก มีคลินิกกว่า 4,000 แห่งโดยหัตถการยอดนิยม คือฉีดโบท็อกซ์/ฟิลเลอร์ ดูดไขมัน และศัลยกรรมจมูก/ตา
ไทยเป็น 1 ใน 4 ฮับเวชศาสตร์ความงามของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกร ระบุว่า 20% ของผู้บริโภคเคยทำศัลยกรรม โดย 51% ทำหัตถการมากกว่า 2-3 ประเภทขึ้นไป
ปัญหาหลักของธุรกิจหัตถการและศัลยกรรมความงาม คือ การขาดแคลนศัลยแพทย์เฉพาะทาง ขณะนี้ศัลยแพทย์ตกแต่งมีจำนวนจำกัดเพียงประมาณ 500 ราย คลินิกความงามมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ต้นทุนการดำเนินการสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการที่ผู้บริโภคเลือกทำศัลยกรรมในคลินิกไม่ได้มาตรฐาน หรือคลินิกเถื่อน
วันนี้ (17 ก.พ.2569) “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” ได้มีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แนวใหม่ “Faesthetics 2.0" เครื่องมือการเรียนการสอนทางการแพทย์ยุคดิจิทัล เสริมสร้างทักษะกายวิภาคศาสตร์และการฝึกทำหัตถการเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยีภาพจำลอง 3 มิติขั้นสูง (3D Visualization Technologies) และแพลตฟอร์มเกม เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์ประจำบ้านและผู้เชี่ยวชาญสามารถฝึกฉีดสารเติมเต็มได้อย่างแม่นยำในสภาพแวดล้อมจำลองที่เสมือนจริงก่อนลงมือกับคนไข้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ศิริราชวิทยวิจัย' นวัตกรรมแพทย์ขั้นสูง แปลงงานวิจัย เพื่อสุขภาพของคนไทย
'5 เทรนด์สุขภาพเด่นปี 2026' ที่คนรักสุขภาพต้องรู้ ปรับตัวให้พร้อม!
“Faesthetics 2.0” เปลี่ยนกังวลเป็นแม่นยำ
ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันการทำหัตถการบนใบหน้า อย่าง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ กลายเป็นเรื่องปกติ จนหลายคนอาจลืมนึกไปว่าทักษะของแพทย์ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ต้องผ่านการฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญและชำนาญ อีกทั้งบนใบหน้าของคนเรามีทั้งกล้ามเนื้อและเส้นเลือดมากมายหากฉีดผิดจะนำมาซึ่งความผิดพลาดได้ และอดีตแพทย์ฝึกหัดต้องศึกษาจากอาจารย์ใหญ่ ที่มีโครงสร้างเนื้อเยื่อต่างจากคนเป็น หรือบางคนอาจจะต้องฝึกกับ "คนไข้จริง" ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
“อาจารย์มองว่าควรถนอมร่างอาจารย์ใหญ่ไว้สำหรับการผ่าตัดที่ซับซ้อน ช่วยชีวิตคน ไม่ใช่เพียงฝึกหัดด้านความงาม จึงพัฒนานวัตกรรม Faesthetics 2.0 ขึ้น เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความแม่นยำ ถูกต้อง เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่คุณหมอฉีดหัตถการเข้าใบหน้า หรือไม่อยากเป็นคนไข้ที่มาถูกฝึกหัดทำ” ศ.ดร.พญ.รังสิมา กล่าว
"Faesthetics 2.0” ไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่เป็นการพลิกโฉมรูปแบบการเรียนการสอนแพทย์ให้ทันสมัยตามยุคที่ดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิต ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เป็นการให้เกียรติและลดภาระการใช้ร่างอาจารย์ใหญ่
4 รูปแบบ Faesthetics Software
ศ.ดร.พญ.รังสิมา อธิบายต่อว่า Faesthetics Software จะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.PC Version ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์ เป็น Higher Technology สามารถเลือกแสดงผลโครงสร้างต่างๆ โดยแยกชั้นผิวหนังและอวัยวะใต้ผิวหนังได้อย่างอิสระตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ซึ่งปัจจุบันนี้ได้นำมาใช้จริงในการประกอบการบรรยาย
2. PC Version ที่มีความละเอียดสูง ได้ถูกนำมาต่อยอดมาสู่ Web Version โดยลดความละเอียดลงเล็กน้อย เพื่อให้นักศึกษาแพทย์สามารถใช้งาน Web Version ในการทบทวนบทเรียนได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ ทุกที่ทุกเวลา โดยเข้าใช้งานผ่านระบบ QR Code ที่เห็นบนหน้าจอนี้
3.VR Version ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในรูปแบบกลุ่ม โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงพื้นที่เสมือนพร้อมกัน ผู้สอนสามารถหมุนภาพโครงสร้างและชี้จุดสาธิตให้นักศึกษาดูได้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ระบบดังกล่าวยังอยู่ใน ขั้นตอนการพัฒนาในอัตราส่วนอาจารย์ 1 ท่าน ต่อผู้เรียน 6 ท่าน (1:6) และมีแผนงานที่จะขยายขีดความสามารถให้รองรับผู้เรียนได้สูงสุดถึง 20 ท่าน
และสุดท้าย Injection Simulation Training ซึ่งนวัตกรรมนี้รองรับการใช้งานอย่างครอบคลุมในส่วนของการฝึกทำหัตถการ โดยหัวใจสำคัญคือการจำลองระบบให้จับคู่ข้อมูลดิจิทัลเข้ากับหุ่นจำลองที่เราออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ (Data Mapping) เมื่อผู้เรียนมีการลงเข็มในตำแหน่งต่างๆ บนหุ่นจำลองนั้น ระบบจะแสดงผลว่าขณะนี้เข็มอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ ทั้งตำแหน่งและความลึก
พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนทางการแพทย์
ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลม.มหิดล กล่าวว่า คณะฯ ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของนักศึกษาและแพทย์ประจำบ้านในยุคดิจิทัล และสร้างความมั่นใจและแม่นยำในการทำหัตถการในผู้ป่วยจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ปลอดภัยและแม่นยำ ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ จึงเป็นหนึ่งใน ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อส่งมอบบริการที่เป็นประโยชน์ต่อระบบ สุขภาพระดับสากลอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะผลักดันนวัตกรรมไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ประชาชนตรวจสอบมาตรฐานของแพทย์และคลินิกเพื่อความปลอดภัยในการรับบริการทางด้านความงาม
ศ.ดร.พญ.รังสิมา อธิบายเพิ่มเติมว่าในส่วนของ Faesthetics 2.0 นั้นจะยกระดับไปสู่รูปแบบ Game Learning ซึ่งถือเป็นมิติใหม่แห่งวงการแพทย์ โดยเปลี่ยนจากการฝึกหัตถการในห้องเรียนแบบเดิม ให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองอัจฉริยะ (Simulation Game) ที่สมจริง โดยผู้เรียนสามารถตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ ขนาดเข็ม ตัวยา รวมถึงวางแผนวิธีการรักษาให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับทั้งทักษะความชำนาญและความเพลิดเพลินไปพร้อมกัน
ฉีดอย่างมีสติ 3 เช็กก่อนทำหัตถการความงาม
ศ.ดร.พญ.รังสิมา กล่าวเสริมว่าหลังจากนี้ Faesthetics 2.0 จะถูกยกระดับไปสู่รูปแบบ Game Learning ซึ่งถือเป็นมิติใหม่แห่งวงการแพทย์ โดยเปลี่ยนจากการฝึกหัตถการในห้องเรียนแบบเดิม ให้กลายเป็นสถานการณ์จำลองอัจฉริยะ (Simulation Game) ที่สมจริง โดยผู้เรียนสามารถตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ ขนาดเข็ม ตัวยา รวมถึงวางแผนวิธีการรักษาให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับทั้งทักษะความชำนาญและความเพลิดเพลินไปพร้อมกัน
“ปัจจุบันผู้คนทำหัตถการจำนวนมาก โดยเฉพาะการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ซึ่งมีสถานพยาบาลและบุคคลที่แอบอ้างเป็นแพทย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงทำให้มีผู้บริโภคที่ได้รับผลข้างเคียงหรือเกิดข้อผิดพลาดจากการทำหัตถการจำนวนมาก บางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอด”
ฉะนั้น ก่อนทำหัตถการหรือศัลยกรรม อยากให้ผู้บริโภคเลือกอย่างมีสติ ควรตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา (TMC) เพื่อยืนยันว่าเป็นแพทย์จริงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ เช็กสถานพยาบาลต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องและเปิดเผยชัดเจน และตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการรับรองจาก อย. และต้องตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับ "ฉีด" เท่านั้น





