“โรงพยาบาลศิริราช” ขุมทรัพย์ทางปัญญาทางการแพทย์ของประเทศไทย ที่สั่งสมองค์ความรู้และนวัตกรรมอันล้ำค่า ซึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย แต่ศักยภาพมหาศาลกลับถูกกักขังอยู่ใน “กรงขัง” ของ “ระบบราชการ” ที่ขาดความคล่องตัว
ความล่าช้าของระเบียบแบบแผน โดยเฉพาะระบบการเงินและการเบิกจ่ายที่ซับซ้อน ได้ขวางกั้นไม่ให้นวัตกรรมทางการแพทย์ถูกนำไปต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว โครงการดีๆ หลายโครงการต้องติดอยู่ในวังวนของขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้ความช่วยเหลือที่ควรจะไปถึงมือประชาชนต้องล่าช้าออกไปอย่างน่าเสียดาย เพื่อปลดปล่อยภูมิปัญญาทางการแพทย์ให้พุ่งทะยานด้วยความเร็วแบบสตาร์ตอัป “บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด” จึงก่อตั้งขึ้น
“บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด” (SIVITT อ่านว่า ศิวิทย์) เป็นเสมือนบริษัท Spin-off ที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทางการแพทย์ของสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของศิริราชมูลนิธิและคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะช่วยค้นหาคำตอบของโจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เกิดภายในรั้วศิริราชให้ไปถึงมือคนไทยได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวางในราคาที่จับต้องได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘Health at Home’ ตรวจจีโนมิกส์-Sleep Test ได้ถึงบ้าน ลดข้อจำกัด รักษาแม่นยำ
'ศิริราช' ยกระดับการแพทย์ AI เพิ่มสตาร์ทอัพ ดูแลรักษา ฟื้นฟู
“ศิริราชวิทยวิจัย”ความคล่องตัวและยั่งยืน
“ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร” กรรมการบริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแนวคิดการจัดตั้ง “ศิริราชวิทยวิจัย” ว่า SIVITT ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2564 และได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
“SIVITTดำเนินงานในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่มีศิริราชมูลนิธิถือหุ้น 100% ซึ่งหมายความว่าผลกำไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อประโยชน์ของคณะแพทยศาสตร์และสังคมโดยรวม ไม่มีการปันผลให้ผู้ถือหุ้นรายใด โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้เข้าถึงประโยชน์จากการวินิจฉัย การรักษา จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้ง่ายขึ้น และกระจายไปทั่วประเทศ"
ศิริราชมูลนิธิไม่ได้ให้เงินทุนแบบให้เปล่า แต่ให้ในรูปแบบ “เงินกู้” จำนวน 40 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทต้องคิดและสู้แบบสตาร์ตอัปที่ต้องยืนบนขาของตัวเองให้ได้ เป็นการผสมผสานระหว่างความคิดแบบธุรกิจที่ต้องอยู่รอด กับหัวใจที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งสรุปได้ในปณิธานของบริษัทที่ว่า “ภูมิปัญญาการแพทย์ เพื่อคุณค่าสู่สังคม”
ด้วยโครงสร้างที่คล่องตัวและพันธกิจที่ชัดเจน “ศิริราชวิทยวิจัย” จึงเริ่มต้นภารกิจในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นคุณค่าที่สังคมสัมผัสได้
จากห้องวิจัยสู่คุณภาพชีวิตคนไทย
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวต่อว่าภารกิจหลักของศิริราชวิทยวิจัยจะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” นำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่จากรั้วศิริราชไปสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยให้ได้มากที่สุด โดยมีโครงการที่โดดเด่นและสร้างผลกระทบที่ชัดเจน อย่าง ซอฟต์แวร์การแพทย์ฉุกเฉิน ปิดช่องว่างนาทีชีวิต ซึ่งหลังจากการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 จะเกิดช่องว่างเวลา ที่อันตรายขึ้นในช่วง 10-20 นาทีก่อนที่รถพยาบาลจะเดินทางมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่อาจตัดสินความเป็นความตายของผู้ป่วยได้
SIVITT จึงได้พัฒนาซอฟต์แวร์เข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดยจะช่วยเชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญทันที ระบบจะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือในมือให้กลายเป็นเครื่องมือช่วยชีวิต ผ่านการเชื่อมต่อวิดีโอคอล 3 สายแบบ Real-time ระหว่างผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทีมงานบนรถพยาบาล และแพทย์ ณ ศูนย์สั่งการ
นอกจากนั้น จะทำให้เข้าถึงง่าย ไม่ต้องโหลดแอป เพราะระบบทำงานผ่านลิงก์ที่ส่งทาง SMS ทำให้ผู้ประสบเหตุหรือผู้ช่วยเหลือสามารถใช้งานได้ทันที ลดอุปสรรคด้านเทคโนโลยีในสถานการณ์เร่งด่วน และที่สำคัญเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
รวมถึงมี โครงการอาหารสุขภาพ “ภูมิปัญญา” ที่กินได้ เนื่องจาก 70% ของผู้เสียชีวิตในประเทศไทย มาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน มะเร็ง ซึ่งมี “อาหาร” เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ SIVITT จึงได้นำภูมิปัญญาทางการแพทย์มาพัฒนาเป็นสูตรอาหารสุขภาพ และจับมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ เบทาโกร ที่จะทำหน้าที่เป็น ครัวขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานในการผลิตและจัดส่ง
หรือความร่วมมือกับทาง BDMS เพื่อจัดหาอาหารสุขภาพสำหรับบุคลากร โดยมีเป้าหมายเพื่อดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก และ โครงการ “ฉันดีมีบุญ” โดยเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนสามารถทำบุญด้วยการถวายภัตตาหารเพลเพื่อสุขภาพแด่พระสงฆ์ ส่งเสริมสุขภาพ
ย้ายโรงพยาบาลไปไว้ที่ “บ้าน”
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวด้วยว่าทิศทางของระบบสุขภาพในอนาคตกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากการ “ตั้งรับเพื่อรักษา” ที่โรงพยาบาล ไปสู่การ “ส่งเสริมและป้องกัน” ที่บ้าน (Health, Wellness & Well-being) ซึ่ง SIVITT กำลังจะก้าวไปสู่บทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นด้วยโครงการแห่งอนาคต นั่นคือ การนำเทคโนโลยีอย่าง Telemedicine และนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง มาใช้ เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ป่วย และทำให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลสุขภาพ การรักษาโรคได้ง่ายขึ้น อย่าง การตรวจการนอนหลับที่บ้าน การตรวจมะเร็งจีโนมิกส์ และเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้ คือ การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน (Palliative Care at Home)
“การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน เป็นการคืนศักดิ์ศรีและความสงบสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ตอบสนองความต้องการอันลึกซึ้งของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยากใช้เวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้าน ท่ามกลางครอบครัวอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่บนเตียงในโรงพยาบาล”
รูปแบบบริการจะเป็นการสร้างโรงพยาบาลเสมือน (Virtual Hospital) ที่บ้าน โดยมีทีมผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมมาตรฐานศิริราชเข้าไปให้บริการถึงที่ ทั้งการดูแลด้านร่างกาย เช่น การจัดการความเจ็บปวดด้วยการฉีดมอร์ฟีน การดูแลสายให้อาหาร และการดูแลด้านจิตใจที่ซับซ้อนของผู้ป่วยและญาติ อีกทั้งเป็นการลดภาระและเยียวยาจิตใจผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วย
จิตวิญญาณศิริราช CEO ไม่รับเงินเดือน
เบื้องหลังการขับเคลื่อนองค์กร คือ “คน” ที่มีหัวใจแห่งการให้และมีความเป็นศิริราชอย่างเต็มเปี่ยม ดังคำกล่าวที่สะท้อนถึงแรงผลักดันอันบริสุทธิ์
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวว่าด้วยความเป็นศิริราช เรารู้สึกว่าถ้าช่วยอะไรได้ ก็อยากจะช่วย ซึ่งผู้บริหารระดับสูงหลายท่าน รวมถึงตำแหน่ง CEO ของบริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด เข้ามาบริหารงานโดย ไม่รับเงินเดือนหรือแม้แต่เบี้ยประชุม เพราะการจ้างผู้บริหารมืออาชีพที่มีค่าตัวสูงนั้นเกินกำลังขององค์กรตั้งใหม่ และที่สำคัญกว่านั้น คือ พวกเขาอาจไม่เข้าใจบริบท และจิตวิญญาณของศิริราชอย่างแท้จริง การเสียสละดังกล่าว เป็นการทำให้บริษัทสามารถอดทนฝ่าฟันภาวะขาดทุนมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี ก่อนที่จะสามารถสร้างกำไรได้เป็นปีแรก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม “ศิริราชวิทยวิจัย" ไม่ใช่แค่เรื่องราวของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่คือภาพอนาคตของการแพทย์ไทยที่กำลังเกิดขึ้นจริงของการย้ายฐานการดูแลสุขภาพจากโรงพยาบาลไปอยู่ที่บ้าน นำองค์ความรู้ชั้นสูงออกมาจากรั้วสถาบัน สู่บ้าน ออฟฟิศ และโทรศัพท์มือถือของทุกคน





