เทรนด์สุขภาพปี 2025-2026 ยังคงมุ่งเน้นการดูแลเชิงรุกแบบองค์รวม (Wellness) โดยผสานเทคโนโลยี AI, อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Tech) และข้อมูลพันธุกรรมเพื่อสร้างแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ทั้งยังเน้นการจัดการสุขภาพจิตควบคู่ไปกับกายภาพ อาหารต้านการอักเสบ การยืดอายุขัยอย่างมีคุณภาพ และการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อรับมือกับมลพิษ
ด้วยเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีผลต่อการดูแลสุขภาพของคนรักสุขภาพที่สามารถอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ และเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพได้ ในปี 2026 นี้ เทรนด์สุขภาพเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทางล่วงหน้า ว่าเทรนด์ไหนกำลังมา? เทรนด์ไหนกำลังหายไป? และเราควรปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ โดยยังรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงทั้งกาย และใจ และที่สำคัญคือ ช่วยให้วางแผนอนาคตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ และปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ส่งผลต่อสุขภาพ รูปแบบชีวิตของหลายๆ คนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การพักผ่อนไม่เป็นเวลา มลภาวะที่สูงขึ้น และความเครียดสะสม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงยุคใหม่ที่ทำให้สุขภาพด้านกาย และสุขภาพใจถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'สุขภาพ'สินทรัพย์ใหม่ 3 เจนลงทุน ‘เวลเนส-ลองจิวิตี้’เมกะเทรนด์ปี 69
เมดพาร์ค 'เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์' รักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า
5 เทรนด์สุขภาพเด่นปี 2026
แนวโน้มเทรนด์สุขภาพกำลังพลิกวิธีดูแลสุขภาพจากพื้นฐาน ขยับสู่สิ่งที่ลึกขึ้น แม่นยำมากขึ้น และส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกอาหาร วิธีออกกำลังกาย ไปจนถึงการวางแผนสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนในยุคปัจจุบัน
1. เทรนด์สุขภาพแบบ Personalized
- การตรวจสุขภาพเชิงลึก
กลายเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่จากเดิมที่การตรวจสุขภาพทั่วไปดูเพียงค่าเลือดขั้นพื้นฐาน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีตรวจเชิงลึก เช่น การตรวจยีน (Genetic Test) เพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะตัว หรือการตรวจ Microbiome ในลำไส้เพื่อวางแผนโภชนาการ และวิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะกับระบบเผาผลาญของแต่ละคน ซึ่งงานวิจัยจาก Harvard Health Publishing ยังระบุว่าการวิเคราะห์ Microbiome สามารถช่วยปรับสมดุลการย่อยอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรมลดน้ำหนักได้จริง ทำให้คนรักสุขภาพเลือกการตรวจแบบละเอียดเป็นพื้นฐานใหม่ของการดูแลตัวเอง
- อุปกรณ์ Wearable Device เก็บข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์
Wearable Device หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้สวมใส่บนร่างกายได้ ใช้สำหรับเก็บข้อมูลสุขภาพ การเคลื่อนไหว และสิ่งแวดล้อม แล้วนำมาวิเคราะห์ให้คำแนะนำ ปี 2026 Wearable Device จะไม่ได้เป็นเพียง Gadget สำหรับสายฟิตเนส แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์สุขภาพในชีวิตประจำวัน ทั้ง Smartwatch, Smart Ring, Fitness Tracker และอุปกรณ์วัดคุณภาพการนอนที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบละเอียด เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอน ระดับความเครียด หรือจำนวนแคลอรีที่ใช้ในแต่ละวัน เป็นต้น จากรายงานของ Statista คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม Wearable จะเติบโตต่อเนื่องแตะมูลค่ากว่า 71 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนรักสุขภาพกำลังพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อให้ดูแลตัวเองได้ง่าย และแม่นยำขึ้น
- ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพที่ตรงจุดกว่า และวัดผลได้จริง
ประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดของเทรนด์ Personalized Health คือ การทำให้การดูแลสุขภาพยุค 2026 มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการมีข้อมูลเฉพาะบุคคลช่วยให้เราเลือกสิ่งที่ต้องการจริง ๆ เช่น อาหารที่ส่งผลดีต่อฮอร์โมน การออกกำลังกายที่เหมาะกับระบบเผาผลาญ หรือวิธีลดความเครียดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเฉพาะตัว เป็นต้น
2 .สุขภาพจิตคือ หัวใจของสุขภาพ 2026
- การจัดการความเครียด และการผ่อนคลาย
"ความเครียด" กลายเป็นโรคประจำยุค เทรนด์สุขภาพปี 2026 จึงให้ความสำคัญกับเทคนิคการจัดการความเครียดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การทำสมาธิ และ Mindfulness ซึ่งงานวิจัยระดับสากลจำนวนมากยืนยันว่าการฝึกสมาธิแบบมีสติสามารถช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางออนไลน์
การบริการด้านสุขภาพจิตถูกยกขึ้นมาอยู่บนปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปสำหรับฝึกหายใจ เช็กอารมณ์รายวัน ทำสมาธิ หรือแพลตฟอร์มให้คำปรึกษากับนักจิตวิทยา และจิตแพทย์แบบออนไลน์ ทั้งแบบแชต โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล
รายงานวิจัยตลาดจาก Grand View คาดการณ์ว่าตลาดแอปสุขภาพจิตทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6–7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023–2024 และยังเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเลขสองหลักต่อปี เนื่องจากคนทั่วโลกต้องการช่องทางดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย และยืดหยุ่น และยิ่งทำให้คนรักสุขภาพมองว่าการดูแลสุขภาพจิตผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
- กล้าพูดเรื่องสุขภาพจิต กล้าขอความช่วยเหลือ
ในอดีตการพูดว่าไปหานักจิตวิทยามาอาจถูกมองเป็นเรื่องน่าอาย แต่ในบริบทของเทรนด์สุขภาพ 2026 มักจะเห็นภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งจากแคมเปญรณรงค์ขององค์กรสุขภาพระดับโลก และเสียงจากคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเล่าประสบการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองอย่างเปิดเผย การที่สังคมเปิดพื้นที่ให้พูดคุยเรื่องใจอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการใช้เครื่องมือดิจิทัลด้านสุขภาพจิต กลายเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพที่หลายคนยอมรับและกล้าเปิดใจใช้บริการมากขึ้น
3. เทคโนโลยีผู้ช่วยด้านสุขภาพที่ขาดไม่ได้
- Telemedicine ทำให้หมออยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว
การดูแลสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Telemedicine คือ หนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกสุขภาพยุคใหม่ โดยรายงานจาก McKinsey ชี้ว่าการใช้ Telehealth ทั่วโลกเติบโตมากกว่า 38 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2020 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนรักสุขภาพกำลังมองหาวิธีที่ทั้งสะดวก และปลอดภัย การปรึกษาแพทย์ผ่านวิดีโอคอล การรับยาออนไลน์ หรือการตรวจอาการเบื้องต้นผ่านแอป กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล และเข้ากันดีกับไลฟ์สไตล์คนวัย 25–40 ปีที่ต้องการความเร็ว ความคล่องตัว และความแม่นยำในวิธีดูแลสุขภาพของตัวเอง
- AI และ Big Data ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการแพทย์ ตั้งแต่การช่วยอ่านผลเอกซเรย์ การวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการพัฒนายาใหม่ๆ ซึ่ง AI มีศักยภาพในการลดต้นทุนด้านสุขภาพ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาอย่างแม่นยำได้มากขึ้น เมื่อข้อมูลสุขภาพจำนวนมหาศาลถูกรวบรวมผ่าน Wearable Devices หรือแอปสุขภาพ AI และ Big Data ก็สามารถประมวลผลเพื่อบอกแนวโน้มสุขภาพล่วงหน้า
และยังทำให้การตัดสินใจทางการเงิน เช่น การเลือกซื้อประกันสุขภาพ มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้แม้ว่า AI จะมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย แต่ความต้องการของผู้ป่วยมักจะมีมากกว่าปัจจัยทางกายภาพหรืออาการเจ็บป่วย
- Smart Devices ที่ฉลาดขึ้น และแม่นยำขึ้น
ปี 2026 จะเป็นปีที่อุปกรณ์ Smart Devices ฉลาดขึ้นจนแทบกลายเป็นผู้ช่วยแพทย์ประจำบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะ เครื่องวัดความดันที่เชื่อมต่อแอป หรืออุปกรณ์ติดตามการเต้นของหัวใจที่ AI วิเคราะห์ผลได้ทันที ในอนาคตเทคโนโลยีจะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจด้านสุขภาพของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยติดตามสัญญาณสุขภาพแบบละเอียด ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มของความผิดปกติได้เร็วกว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเสียอีก และยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการวางแผนป้องกันโรค ทั้งในด้านสุขภาพ และการเงิน
4.อาหารและโภชนาการแบบยั่งยืน
- Plant-Based Diet อาหารจากพืชที่ดีต่อใจ
วิธีดูแลสุขภาพที่มาแรงมากในตอนนี้คือ การหันมาเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืช โดยไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเป็นวีแกน 100% แต่คือ การเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และเมล็ดพืชให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน
งานวิจัย Harvard T.H. Chan School of Public Health พบว่าการกินอาหารจากพืชแบบสุขภาพดี ที่เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าอาหารที่เน้นเนื้อสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันการกินแบบ Plant-Based มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางประเภท
- อาหารท้องถิ่น และการลดขยะอาหาร
การหันมาให้ความสำคัญกับอาหารท้องถิ่น (Local Food) และการลดขยะอาหาร (Food Waste) เพราะแม้จะเลือกกินดีแค่ไหน แต่ถ้าอาหารจำนวนมากถูกทิ้ง ก็ยังสร้างภาระให้โลกอยู่ดี
จากข้อมูลรายงานของ UNEP Food Waste Index ระบุว่า ประมาณ 8–10% ของก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมาจากอาหารที่ถูกผลิตแล้วแต่ไม่ถูกกิน และในปี 2022 มีอาหารราว 19% ของที่ผู้บริโภคเข้าถึง ถูกทิ้งในระดับครัวเรือน ร้านอาหาร และค้าปลีก นั่นหมายความว่าแค่เรากินให้พอดี วางแผนซื้อของเข้าบ้านให้เหมาะ ปรุงให้หมด และเลือกสนับสนุนแหล่งผลิตในประเทศหรือชุมชน ก็ช่วยลดทั้งการสูญเสียอาหาร ลดการใช้ทรัพยากร และส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกลับมาที่คุณภาพชีวิตในระยะยาวของเราเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
- โภชนาการเฉพาะบุคคล
ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่ออาหารไม่เหมือนกัน การกินเมนูเดียวกันอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของแต่ละคนพุ่งต่างกัน ทำให้แนวคิดการออกแบบอาหารตามยีน สภาพลำไส้ และไลฟ์สไตล์เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนรักสุขภาพ
ปัจจุบันมีทั้งบริการตรวจ GUT Microbiome หรือที่เรียกว่าการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร เป็นการตรวจความสมดุลระหว่างจุลินทรีย์ชนิดดี และไม่ดีในร่างกาย และยังมีโปรแกรมโภชนาการที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแนะนำเมนูเฉพาะตัว การเลือกกินแบบเฉพาะบุคคลเช่นนี้ช่วยให้การวางแผน สุขภาพ 2026 มีเป้าหมายชัดเจนขึ้น และเมื่อสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ก็ส่งผลเชื่อมต่อไปถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการวางแผนการเงินในระยะยาวด้วย
5.ดูแลสุขภาพเชิงรุก พื้นฐานของสุขภาพยุคใหม่
- ตรวจสุขภาพเชิงรุก รู้เร็ว รักษาไวกว่าเดิม
การตรวจสุขภาพเชิงรุกคือ การตรวจหาความเสี่ยงของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนมีอาการป่วย เพื่อป้องกัน และชะลอความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งการตรวจสุขภาพกลายเป็นการคัดกรองความเสี่ยงเชิงลึกตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เช่น การตรวจความเสี่ยงโรคหัวใจผ่านการประเมินค่าไขมันเฉพาะบุคคล การตรวจระดับฮอร์โมน การดูค่าการอักเสบในร่างกาย หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีที่แม่นยำขึ้น เป็นต้น
- โปรแกรม Wellness และ Preventive Care บริการที่มาแรง
Wellness & Preventive Care เป็นแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันก่อนป่วย โดยการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีทั้งกาย และใจตั้งแต่ยังแข็งแรงอยู่ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เทรนด์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวบุคคลแต่ขยายไปสู่บริษัทประกัน โรงพยาบาล และองค์กรทั่วโลก ที่เริ่มลงทุนในบริการสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
ตั้งแต่โปรแกรมตรวจสุขภาพเฉพาะวัย โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพหลังความเครียด ไปจนถึงบริการดูแลโภชนาการ และออกกำลังกายแบบเฉพาะบุคคล เน้นแนวคิดป้องกันก่อนรักษาซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงทางการเงินในอนาคต
- ปรับพฤติกรรมคือ เครื่องมือป้องกันโรคที่ทรงพลังที่สุด
แม้เทคโนโลยีจะช่วยมากแค่ไหน แต่หัวใจของการป้องกันก็ยังคงอยู่ที่พฤติกรรมประจำวัน จึงควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อช่วยให้ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต นี่คือ หนึ่งในกุญแจของคนรักสุขภาพรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอให้โรคเกิด
แต่ใช้ไลฟ์สไตล์ที่ชาญฉลาดเป็นเกราะป้องกัน การนอนให้พอ กินอาหารตามหลักโภชนาการ ตรวจเช็กสุขภาพด้วย Wearable Device และจัดการความเครียด จึงเป็นเสาหลักของการสร้างสุขภาพดีแบบไม่ต้องป่วย และสอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพทั่วโลกในปี 2026 ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา
สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม
แบรนด์หรือผู้ประกอบการที่อยากจะชนะในสมรภูมินี้ McKinsey เขาก็ให้ 3 เสาหลัก ที่น่าสนใจไว้เป็นแนวทางครับ
- ทลายกำแพง (Break barriers): มองสุขภาวะเป็น “สถานะความต้องการ” ไม่ใช่ “หมวดสินค้า” และสร้างโซลูชันแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์, บริการ และดิจิทัลเข้าด้วยกัน
- เน้นความเชี่ยวชาญ (Emphasize expertise): ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แบรนด์ต้องสร้างความน่าเชื่อถือผ่านข้อมูลที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า “มันได้ผลจริง”
- ส่งมอบคุณค่า (Deliver value): “คุณค่า” ไม่ได้แปลว่า “ราคาถูก” แต่คือ ความคุ้มค่า, คุณภาพ, ประสิทธิผล และการเข้าถึงได้ ธุรกิจต้องมั่นใจว่ากำลังตอบโจทย์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Unmet needs) ได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง: Chubb Insurance ,การตลาดวันละตอน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





