วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

Wellness ไทยต้องแข่งขันด้วย“คุณค่า” จากHuman Touch  เข้ากับ High Tech

Wellness ไทยต้องแข่งขันด้วย“คุณค่า” จากHuman Touch  เข้ากับ High Tech

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ประเทศไทยกำลังค้นหา “New S-Curve” หรือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง หนึ่งในคำตอบในเวลานี้คือ “อุตสาหกรรม Wellness”

จากการสัมภาษณ์ “ดร.พรพิมล ไชยสนิท” อาจารย์สาขาการจัดการธุรกิจบริการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) สถาบันการศึกษาชั้นนำในภาคเหนือที่วางยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลาง Wellness ของภูมิภาค ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโอกาส ความท้าทาย และพิมพ์เขียวในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย ที่ไม่ใช่แค่การขายบริการนวดหรือสปาแบบเดิมๆ แต่คือการยกระดับสู่ High Value Service ด้วยนวัตกรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

CMMU สร้าง 'Management DNA' รับธุรกิจ Wellness - Medical Hub

กระดูกสันหลัง ไม่แก่ก็เสี่ยง ‘MIS’ นอนโรงพยาบาลคืนเดียว กลับบ้านได้

ทำไมไทยถึงเป็น ‘ตัวเต็ง’ ในเวทีโลก

ข้อมูลชี้ชัดว่า หลังวิกฤติโควิด-19 กระแสความตื่นตัวเรื่องสุขภาพพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 20 ของโลก และ Top 10 ของเอเชียในด้าน Wellness Economy แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลข ในมุมมองเชิงลึก “ดร.พรพิมล” จากสำนักวิชาการจัดการ มฟล. วิเคราะห์ว่า “Value Proposition” หรือจุดขายที่แท้จริงของไทยประกอบด้วย 5 เสาหลักที่ยากจะลอกเลียนแบบ อาทิ 

World Class Medical Infrastructure : ความแข็งแกร่งของบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล (JCI) จำนวนมาก 

Affordable & Accessible : โครงสร้างราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับคุณภาพ และการเข้าถึงบริการที่รวดเร็ว (Speed of Access) ซึ่งเป็น Pain Point ใหญ่ของระบบสาธารณสุขในตะวันตก

Authentic Thai Wisdom : ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย สมุนไพร และศาสตร์การนวดที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว 

Strategic Location & Environment : ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่มีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย ทั้งทะเล ภูเขา และแหล่งน้ำพุร้อน เอื้อต่อการพักฟื้น

The Secret Weapon : Thai Hospitality : จิตวิญญาณการบริการ (Service Mind) และความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดที่ทำให้ชาวต่างชาติเลือกไทยเป็นบ้านหลังที่สอง

“ดร.พรพิมล” อธิบายว่าปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย จาก “Mass Tourism” สู่ “Wellness Tourism” และ “Long-stay Residents” ดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad และผู้เกษียณอายุที่มีกำลังซื้อสูง ให้เข้ามาพำนักในรูปแบบ Work from Thailand ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) อย่างแท้จริง

Wellness ไทยต้องแข่งขันด้วย“คุณค่า” จากHuman Touch  เข้ากับ High Tech

เมื่อ “AI” มาบรรจบกับ “ลูกประคบ”

สำหรับความท้าทายสำคัญคือการก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ว่า Wellness ไทยคือเรื่องของภูมิปัญญาโบราณเพียงอย่างเดียว มฟล. ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญคือ “Evidence-based Wellness” หรือการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ในอนาคต เราจะบอกแค่ว่า ‘นวดแล้วดี’ หรือ ‘กินสมุนไพรนี้แล้วหาย’ ไม่ได้อีกต่อไป ลูกค้ากลุ่ม High-end ต้องการหลักฐานและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้” นี่คือจุดที่ AI (Artificial Intelligence) และ Data Analytics เข้ามามีบทบาทสำคัญ การใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้า วิเคราะห์สภาพผิว หรือตรวจเส้นผม เพื่อออกแบบโปรแกรมการรักษาแบบ “Personalized Service” เฉพาะบุคคล กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่คน แต่เข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ช่วยให้ Therapist หรือผู้เชี่ยวชาญทำงานได้แม่นยำขึ้น"​

นอกจากนี้ การยกระดับสมุนไพรไทยด้วยนวัตกรรม (Innovation) เช่น การพัฒนาลูกประคบรูปแบบครีม หรือการสกัดสารสำคัญจากพืชท้องถิ่น ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ที่เปลี่ยนสินค้าเกษตรธรรมดาให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม

กำลังคน“wellness”มีพอแต่ต้องเพิ่มทักษะ?

เมื่ออุตสาหกรรมเติบโต คำถามสำคัญคือ “เรามีคนพอหรือไม่?” คำตอบจากอาจารย์สาขาการจัดการธุรกิจบริการ มฟล. สะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า ปริมาณคนอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับ “Skill Gap” หรือช่องว่างทางทักษะบุคลากรในอุตสาหกรรม Wellness ยุคใหม่ ไม่สามารถรู้เพียงด้านเดียวได้อีกต่อไป (Single Skill is Dead) แต่ต้องเป็น Multi-skilled Talent ที่มีองค์ความรู้ผสมผสานระหว่าง Science : ความเข้าใจพื้นฐานด้านร่างกายและสุขภาพ กับManagement : ทักษะการบริหารจัดการธุรกิจ การตลาด และกลยุทธ์ ความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและวิเคราะห์ข้อมูล

ถอดบทเรียน Sandbox สู่ Reskill/Upskill

“ดร.พรพิมล” เล่าว่าก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีการทดลองทำโครงการ “MBA Creative Wellness Leadership Sandbox” ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาโทที่เน้นปั้นผู้ประกอบการ แต่มีข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ปัจจุบัน นอกจากจะเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีแล้วยังเปิดหลักสูตรระยะสั้น (Short Course) ในรูปแบบ Reskill & Upskill ซึ่งมีความยืดหยุ่น (Agility) สูงกว่า ตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ต้องการความรู้เฉพาะทาง ใบรับรอง (Certificate) และเครือข่ายธุรกิจ (Connection)

โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนปริญญายาวนาน โดย“บูรณาการข้ามศาสตร์” (Interdisciplinary Integration) ไม่ได้สังกัดสำนักวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่ดึงทรัพยากรจาก สำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ​สำนักวิชาการแพทย์บูรณาการ (แพทย์แผนไทย/จีน)สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางสำนักวิชาการจัดการสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพศูนย์บริการสุขภาพครบวงจร (MFU Wellness Center) และโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

“โมเดลนี้ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ (การวิจัย/ปลูกสมุนไพร) กลางน้ำ (การแปรรูป/ผลิต) ไปจนถึงปลายน้ำ (การบริหารจัดการธุรกิจและการบริการ) ผลลัพธ์คือบัณฑิตกว่า 60% ได้รับการจ้างงานทันทีหลังฝึกงาน เพราะผ่านการลงสนามจริงใน Facility ระดับมืออาชีพ”

ปั้นงานวิจัยสู่ห้างสรรพสินค้า

อีกหนึ่งจิ๊กซอว์ความสำเร็จคือการผลักดันให้นักศึกษามี Mindset ของความเป็น “Startup” ผ่านศูนย์จัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (MFii) นักศึกษาไม่ได้เรียนแค่ทฤษฎี แต่ต้องจับกลุ่มข้ามคณะเพื่อทำ Business Model Pitching“ดร.พรพิมล” ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม คือการนำงานวิจัยจากห้องแล็บมาพัฒนาเป็นสินค้า Commercial ที่วางจำหน่ายจริงและสร้างรายได้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดลำไย เพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจภาคเหนือสู่เครื่องสำอางชะลอวัยผลิตภัณฑ์ จากข้าวสังข์หยด แชมพูและครีมลดผมร่วงที่มีผลวิจัยรองรับ ครีมรวงข้าว นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติ

“สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า Wellness ไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของการบริการ แต่คือ Product Champion ที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศได้”

ก้าวต่อไปของ Wellness ไทย

ดังนั้น ทิศทางของอุตสาหกรรม Wellness ไทยในวันนี้ ไม่ใช่การแข่งขันด้วยราคา (Price War) แต่คือการแข่งขันด้วย “คุณค่า” (Value Creation) ที่เกิดจากการผสมผสาน Human Touch (หัวใจของบริการแบบไทยที่เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง) เข้ากับ High Tech (นวัตกรรมและข้อมูล)การให้บริการหรือการปฏิสัมพันธ์ที่เน้นความรู้สึก อบอุ่น เข้าใจ และเอาใจใส่ (Empathy) จากมนุษย์สู่มนุษย์ คู่กับเทคโนโลยีหรือ AI ให้เกิด value creation

บทบาทของมหาวิทยาลัยอย่างแม่ฟ้าหลวง จึงไม่ใช่แค่ “โรงเรียนสอนหนังสือ” แต่เป็น “Accelerator” ที่เร่งกระบวนการสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ผลิตกำลังคนตอบโจทย์ภาคธุรกิจให้นำพาประเทศไทยไปสู่การเป็น “Global Medical & Wellness Hub” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในระยะยาว