ประจำเดือนเป็นภาวะทางสรีวิทยาปกติของสตรีในวัยเจริญพันธุ์ แต่เมื่อสตรีมีการรับรู้ได้ว่าประจำเดือนมีความผิดปกติหรือไม่เหมือนเดิม อาจทำให้เกิดความกังวลใจว่ามีภาวะผิดปกติใดๆ รวมไปถึงก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่ ดังนั้นเราควรมาทำความเข้าใจลักษณะของประจำเดือนปกติกันก่อน
จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า สตรีไทยเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเฉลี่ยที่อายุ 11.5 ปี ส่วนค่าเฉลี่ยอายุของวัยหมดประจำเดือนของสตรีไทยอยู่ที่ 49.5 ปี อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ในแต่ละบุคคล โดยการมีประจำเดือนนั้นเกิดจากการสร้างฮอร์โมนจากไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธ์ของสตรี ที่มีการเจริญเติบโตและตกไข่ ในแต่ละรอบเดือน โดยฮอร์โมนที่สำคัญที่มีการสร้างขึ้นได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมกับการฝังตัวของตัวอ่อน แต่เมื่อในรอบการตกไข่นั้นไม่มีการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อน เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะสลายตัวออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ก่อนเข้าสู่รอบถัดไปของการเจริญเติบโตของไข่
ลักษณะประจำเดือนปกตินั้น ระยะห่างระหว่างรอบประจำเดือนแต่ละรอบอยู่ระหว่าง 21 ถึง 35 วัน เฉลี่ยประมาณ 28-30 วัน โดยนับจากความห่างของวันแรกของรอบประจำเดือนที่อยู่ติดกัน และจำนวนวันของการมีประจำเดือนแต่ละรอบคือ 2 ถึง 6 วัน และปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกในแต่ละรอบเดือนประมาณ 20 ถึง 60 มิลลิลิตร แต่ในทางปฏิบัติเราจะวัดปริมาณเลือดประจำเดือนในแต่ละรอบได้ยาก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
HPV ไม่เลือกเพศ : ทำไมผู้ชายควรใส่ใจ? โดย นพ.ณัฐพงศ์ เสริมสุขเจริญชัย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช โดย พญ.รักษิณา วินัยธรรมกุล
ลักษณะของประจำเดือนอาจมีความเปลี่ยนแปลงได้จากการใช้ยาคุมกำเนิด โดยลักษณะประจำเดือนที่อาจเป็นได้ มีดังนี้
- การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดที่มีใช้เป็นแบบฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) ที่มีปริมาณฮอร์โมนคงที่ มักมีจำหน่ายในรูป 21 หรือ 28 เม็ดต่อแผง ลักษณะประจำเดือนจะถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประจำเดือนสม่ำเสมอตามรอบยาเม็ดคุมกำเนิด แต่ในบางกรณีอาจทำให้ไม่มีประจำเดือนทั้งๆที่กินยาคุมกำเนิดได้
- การใช้ยาฉีดคุมกำเนิด ที่มีใช้ในประเทศไทยเป็นฮอร์โมนในกลุ่มโปรเจสเตอโรน ฉีดทุก 3 เดือน หลังการฉีดจะทำให้รูปแบบการมีประจำเดือนเปลี่ยนแปลงไปได้ เช่นการมีเลือดออกกะปริบกะปรอย ทั้งที่ปริมาณน้อยหรือ ปริมาณมากก็ได้ รวมถึงการไม่มีประจำเดือนเลยเมื่อใช้ไปได้สักระยะ
- ยาฝังคุมกำเนิด ที่มีใช้ในปัจจุบันเป็นฮอร์โมนในกลุ่มโปรเจสเตอโรน อาจเป็นชนิด 1 แท่งหรือ 2 แท่ง ระยะการคุมกำเนิด 3 หรือ 5 ปีแล้วแต่ชนิดยา หลังการใช้อาจทำให้ลักษณะประจำเดือนเปลี่ยนแปลงได้หลายแบบเช่น ปริมาณประจำเดือนลดลงหรือมากขึ้น โดยช่วงห่างคงที่ ประจำเดือนมากะปริบกะปรอย รวมถึงการไม่มีประจำเดือน
- แผ่นแปะคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดโดยการมีแผ่นยาฮอร์โมนแปะที่ผิวหนัง เพื่อให้ฮอร์โมนทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนดูดซึมเข้าทางผิวหนัง โดย 1 กล่องจะมีแผ่นแปะ 3 แผ่น แปะสัปดาห์ละ 1แผ่น ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ แล้วหยุดแปะ 1 สัปดาห์ ก่อนใช้ในรอบถัดไป ลักษณะประจำเดือนที่พบได้หลังใช้ มักมาตามรอบการใช้ยาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการแปะยา
- ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นวิธีการคุมกำเนิดโดยใช้ยารับประทาน มักใช้กรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น กรณีวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้อยู่ล้มเหลวหรือใช้ไม่ถูกวิธี เช่น ถุงยางอนามัยแตก หลังใช้ยามักทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย
ดังนั้น เมื่อประจำเดือนผิดปกติ หรือเปลี่ยนแปลงจนก่อให้เกิดความกังวล ในขณะที่ใช้ยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษา
สำหรับภาวะประจำเดือนผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้ มักก่อให้เกิดความกังวลว่าจะมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น จนถึงกลัวว่าจะเป็นสัญญาณของการเป็นมะเร็งหรือไม่ เราจึงควรทราบลักษณะประจำเดือนที่อาจมีความสัมพันธ์กับโรคทางมะเร็งนรีเวชชนิดต่าง ๆ ดังนี้
- มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องคลอด มักแสดงอาการโดยการมีเลือดทางช่องคลอดผิดปกติ ในระยะแรกที่รอยโรคยังมีชนาดเล็กอาการที่สังเกตได้คือการมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อมีการดำเนินโรคมากขึ้น รอยโรคใหญ่ขึ้น ก็อาจมีตกขาวปนเลือดจนเห็นเป็นสีน้ำตาลหรือมีเลือดออกจนสังเกตได้ชัดเจน หรือออกกะปริบกะปรอยในปริมาณที่มากบ้างน้อยบ้างได้ อาจพบร่วมกับการมีตกขาวมีกลิ่นเหม็นได้
- มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก อาการที่แสดงได้แก่ การมีตกขาวปนเลือด หรือมีเลือดประจำเดือนออกผิดปกติกะปริบกะปรอยในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือในช่วงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว โดยปริมาณเลือดที่ออกอาจจะน้อยหรือมากได้ รวมถึงสตรีที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธ์กลุ่มที่มีความเสี่ยงเช่น กลุ่มที่มีน้ำหนักตัวเกิน กลุ่มที่มีภาวะไข่ไม่ตก หรือกลุ่มที่มีประวัติมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในครอบครัว
- มะเร็งรังไข่ มักไม่แสดงอาการโดยการมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แต่อาจมีส่วนน้อยมากที่อาจเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในโรคมะเร็งรังไข่ที่ผลิตฮอร์โมน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้ในวัยเด็ก ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
- มะเร็งเนื้อรก อาการที่อาจมีได้ ได้แก่ การมีเลือดออกผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้หลังการคลอดบุตรหรือการแท้ง
- มะเร็งปากช่องคลอด หรือมะเร็งอวัยวะเพศภายนอกสตรี อาจแสดงอาการโดยการสังเกตว่ามีเลือดออกที่ไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน ร่วมกับการพบมีติ่งเนื้อหรือก้อนที่โตขึ้นบริเวณอวัยวะเพศภายนอกหรือขาหนีบ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้สาเหตุของการมีเลือดหรือประจำเดือนผิดปกติส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากมะเร็ง แต่สตรีที่มีอาการผิดปกติก็ควรเข้าการปรึกษาและการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ โดยข้อมูลที่ควรมีการเตรียมไปเพื่อให้แก่แพทย์เพื่อประกอบการวินิจฉัยได้แก่
- ลักษณะรอบประเดือนปกติ ช่วงห่างของรอบประจำเดือน มาทุกกี่วัน มารอบละกี่วัน ลักษณะเลือดประจำเดือน ปริมาณการใช้ผ้าอนามัย อายุที่เริ่มมีประจำเดือน อายุที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย
- ลักษณะประจำเดือนในรอบล่าสุด และรอบก่อนหน้าที่มีการบันทึก ว่าเริ่มมาวันที่เท่าไหร่ มารอบละกี่วัน มีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมอย่างไร มีตกขาวผิดปกติ หรือมีเลือดออกกะปริบกระปรอยระหว่างรอบหรือไม่
- ประวัติการใช้ยาหรือวิธีการคุมกำเนิด ประวัติการแท้งและการคลอดบุตร





