BDMS Wellness Clinic ผนึกภาครัฐ–เอกชน สร้าง Wellness Ecosystem การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด Wellness Hub Thailand
ภาครัฐ – เอกชน ร่วมสร้าง Wellness Ecosystem ผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพไทย สู่ระดับนานาชาติ! นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS นำโดย นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงานแถลงข่าว Wellness Hub Thailand, The Land of Life: “The Journey Within” เดินหน้าผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน สร้าง Wellness Economy ไทยให้แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค
ความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วย อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB), บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด, สมาคมสปาไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (TUSAT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกมากมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ลดน้ำหนัก' เลือกทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด ดีต่อสุขภาพ เสริมภูมิคุ้มกัน
ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา
"ไทย"แลนด์มาร์คใหม่ด้านสุขภาพของโลก
หากพูดถึงการท่องเที่ยวในสมัยก่อน อาจหมายถึงการพักผ่อนชั่วคราว และการเปลี่ยนบรรยากาศจากชีวิตประจำวัน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขระยะสั้นที่ช่วยเติมพลังให้ร่างกายก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันปกติ แต่ ณ ปัจจุบัน การท่องเที่ยวกำลังก้าวจากการ ‘พักผ่อนชั่วคราว’ สู่การ ‘ลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพ’
ประเทศไทย คือหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะจุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยศักยภาพในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติอันงดงามและหลากหลาย อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ระดับโลก อีกทั้งยังเปี่ยมด้วย ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ พร้อมด้วยวัฒนธรรมที่หล่อหลอมด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และอัธยาศัยไมตรีที่จริงใจ จนทั่วโลกนิยามประเทศไทยว่า “สยามเมืองยิ้ม”
ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหนือสิ่งอื่นใด จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงความงดงามภายนอก หากอยู่ที่ “พลังแห่งการดูแลซึ่งกันและกัน” ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทย การนวด การดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่บทบาท ‘จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลก’ ได้
ปรากฏการณ์ใหม่ท่องเที่ยวไทย Wellness Hub Thailand
“ททท. มองว่าแนวคิด Wellness Hub Thailand, The Land of Life: “The Journey Within” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน ซึ่งนักเดินทางสมัยใหม่กำลังมองหาการเดินทางที่มีความหมายต่อสุขภาพกายและใจ ซึ่งแนวคิดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การท่องเที่ยว การพักผ่อน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ การสร้าง Wellness Ecosystem ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว (Value per Visitor) ซึ่งสร้างรายได้ และกระจายประโยชน์สู่หลายภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยททท. เชื่อมั่นว่าแนวทางนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลกอย่างยั่งยืน”
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในขณะที่โลกพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้คนกลับเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียดจากวิถีชีวิตเมือง ปัญหาการนอนหลับ ภาวะหมดไฟ และความไม่สมดุลทางกายและใจ ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของ ประเทศไทย แต่เป็นภาพสะท้อนของผู้คนทั่วโลกในยุคปัจจุบัน โดย BDMS Wellness Clinic ได้เล็งเห็นถึงโจทย์สำคัญนี้ และเชื่อว่า วิธีแก้ไขที่ยั่งยืนไม่ใช่การรักษาที่ปลายเหตุ หากคือการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่ก่อนเกิดโรค
เมื่อผู้คนตระหนักว่า สุขภาพคือรากฐานของคุณภาพชีวิต ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการเดินทางก็เริ่มเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อนเพื่อหลีกหนีความเหนื่อยล้า แต่กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งการฟื้นฟู’ ที่ช่วยรีเซ็ตร่างกาย ฟื้นฟูจิตใจ และสร้างสมดุลอย่างเป็นระบบ
“แนวคิดนี้คือจุดกำเนิดของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งวันนี้ได้พัฒนาเป็นเมกะเทรนด์ของโลก สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเดินทางเพื่อพักผ่อน สู่การเดินทางเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลกในช่วงปีค.ศ. 2022 – 2023 โดยภาคส่วนที่ขยายตัวโดดเด่นที่สุดคือ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ โดยอ้างอิงจากข้อมูลของ GWI ในปีค.ศ.2023 – 2024 ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยขยายตัวอย่างโดดเด่น ด้วยอัตราการเติบโต 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เติบโต 37.7% และประเทศอินเดียที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่งถึง 57.5% โดยตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความต้องการของนักเดินทางทั่วโลก แต่ยังแสดงถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่จะนำพาเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ” นพ.ตนุพล กล่าว
ปัจจัยส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ" ไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” ของประเทศไทยเติบโตเป็นอันดับหนึ่ง เกิดจากการผสานจุดแข็งของประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวและธรรมชาติอันงดงามเท่านั้น หากยังรวมถึงอาหารไทยที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญาด้านโภชนาการ สมุนไพรไทยที่สืบทอดองค์ความรู้มายาวนาน การบริการอันอ่อนน้อม ตลอดจนศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล
องค์ประกอบทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงจุดแข็งที่แยกส่วนกัน แต่หลอมรวมเป็นประสบการณ์การดูแลสุขภาพ อันเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด “The Journey Within” การเดินทางเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงปลายทางภายนอก แต่คือ การเดินทางกลับมาเข้าใจร่างกายและจิตใจของตนเอง พร้อมเติมพลังให้กับจิตวิญญาณ นี่จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “The Land of Life” หรือ “ดินแดนแห่งชีวิต” อย่างแท้จริง บนพื้นฐานของ Wellness Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
โดย “The Journey Within” คือความร่วมมือแบบบูรณาการของเครือข่ายภาครัฐและเอกชนครั้งใหญ่ ผนึกกำลังเป็น Wellness Team Thailand โดยจัดวางบทบาทของพันธมิตรแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจนในโมเดล Travel–Stay–Scientific Wellness เพื่อสร้าง Wellness Ecosystem ที่เชื่อมโยงทั้งระบบ ดังนี้
- กลุ่มขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับประเทศ (Travel & Benefits Enabler) ได้แก่
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. (Tourism Authority of Thailand) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านคุณภาพชีวิตระดับโลก ผ่านการบูรณาการนโยบาย และ การส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Wellness Tourism ให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นระบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (Thailand Convention & Exhibition Bureau –TCEB) สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness ในมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้าด้านสุขภาพระดับนานาชาติ สร้างทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และมูลค่าเศรษฐกิจ และได้พัฒนาแคมเปญ MEET WELL เพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์ต่างประเทศให้มาสัมผัสประสบการณ์ด้าน Wellness ของประเทศไทย เป้าหมายเพื่อให้แบรนด์-จุดขายของการเป็น High Value MICE Destination
ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (Thailand Privilege Card) – เสริมศักยภาพด้านการใช้ชีวิตในเมืองไทยแก่ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย (Long-Stay) โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ และส่งมอบประสบการณ์ด้าน Wellness ในมิติที่หลากหลาย เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นหมุดหมายด้าน Health & Well-being อย่างแท้จริง นับเป็นการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) เชื่อมต่อการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองรองด้านสุขภาพ ช่วยให้การเข้าถึง Wellness Destination ของประเทศไทยเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น และได้มาตรฐานระดับลักชัวรี
- กลุ่มที่พักและไลฟ์สไตล์เวลเนส (Stay & Lifestyle Experience) ได้แก่
สมาคมโรงแรมไทย (Thai Hotels Association), โรงแรมศรีพันวา (Sri panwa), โรงแรมเซเลส สมุย (CELES SAMUI), โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท (Mövenpick BDMS Wellness Resort), และ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ (Dusit Thani Bangkok) ที่ร่วมกันเสริมสร้างมาตรฐานการบริการพร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับแนวคิด Wellness อย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา หรือใจกลางเมืองที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ควบคู่กับการบริการระดับ 6 ดาวที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด สะท้อนเอกลักษณ์ความอ่อนน้อมและการดูแลแบบไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งของ การเดินทางสู่คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ในส่วนของ สยามพิวรรธน์ (Siam Piwat) ได้มอบพื้นที่รีเทลที่คัดสรรแบรนด์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ความยั่งยืน และความงามอย่างมีคุณภาพ ขณะที่กลุ่ม บริษัท คิง เพาเวอร์ (King Power) เป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว (Travel Retail) และสินค้าปลอดอากร (Duty Free) เปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีที่ครบครันด้วยสินค้าชั้นนำและแบรนด์ระดับสากลซึ่งผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งช้อปปิ้งระดับลักชัวรี พร้อมยกระดับทุกช่วงเวลาของการเดินทางให้พิเศษยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลต์ของประสบการณ์เหนือระดับ คือ The Atlas Club พื้นที่พักผ่อนสำหรับนักเดินทางระดับลักชัวรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความผ่อนคลายอย่างแท้จริง ก่อนก้าวสู่การเดินทางในทุกจุดหมาย ให้ทุกการเดินทางเริ่มต้นด้วยความสบายและความประทับใจตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง สะท้อนความมุ่งมั่นของ King Power ในการผสานโลกของการช้อปปิ้ง การเดินทาง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจในมิติที่หลากหลาย
ขณะที่ ลังโคม (Lancôme) ช่วยเติมเต็มมิติของ Aesthetic & Skin Longevity ด้วยเทคโนโลยีความงามที่อิงงานวิจัยและวิทยาศาสตร์ผิวพรรณระดับสากล เชื่อมโยงศาสตร์ความงามเข้ากับแนวคิด Healthy Aging เพื่อสะท้อนว่า Wellness ในยุคใหม่ไม่ได้ดูแลเพียงสุขภาพภายใน แต่รวมถึงความมั่นใจที่สามารถสร้างได้จากภายในถึงภายนอก
นอกจากนี้ โอซิม (OSIM) ในฐานะผู้นำระดับสากลด้าน Wellness Technology ยังเข้ามาเติมเต็มมิติของ Recovery & Relaxation ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านเทคโนโลยีเก้าอี้นวดอัจฉริยะและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่พัฒนาบนพื้นฐานของงานวิจัย ผสานศาสตร์การผ่อนคลายเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย
ไม่เพียงเท่านั้น บัตรเครดิตเคทีซี (KTC Card) ยังได้สนับสนุนการเข้าถึงประสบการณ์ Wellness อย่างสะดวกและราบรื่น ผ่านสิทธิประโยชน์ และโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพโดยเฉพาะ ช่วยให้การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องที่วางแผนได้และยั่งยืน
สมาคมสปาไทย (Thai Spa Association) ที่ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมาตรฐานธุรกิจสปาและเวลเนสของประเทศ ถ่ายทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันคุณภาพการบริการให้สอดคล้องกับแนวคิด Wellness มาตรฐานสากล
- กลุ่มบริการสุขภาพและ Scientific Wellness (Healthcare and Scientific Wellness) ได้แก่
BDMS Wellness Clinic ร่วมกับ N Health โดย BDMS Wellness Clinic ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่นำองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล มาผสานกับศาสตร์แห่ง Scientific Wellness เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค ติดตามผลอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว ในขณะที่ N Health คือหนึ่งในผู้ให้บริการห้องปฏิบัติการทาง การแพทย์ที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้เครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานห้องปฏิบัติการทางคลินิกระดับสากล ทั้ง ISO 15189 และ CAP (College of American Pathologists) ที่ทั่วโลกยอมรับ พร้อมใช้เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เพื่อขับเคลื่อนโมเดลการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Preventive Care) อย่างมีประสิทธิภาพ
ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ดำเนินงานด้วยขอบเขตและศักยภาพในมิติที่หลากหลาย ภายใต้มาตรฐานสูงสุดด้านความถูกต้องและความปลอดภัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา N Health ได้ดำเนินงานด้านการตรวจวิเคราะห์ด้วยความละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน โดยห้องปฏิบัติการมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ทั้งการตรวจด้านฮอร์โมน การตรวจ DNA และพันธุกรรม วิตามินและแร่ธาตุ ภาวะอักเสบ ตัวชี้วัดความชรา ไมโครไบโอม ภูมิแพ้ สารพิษ ตลอดจนการตรวจด้าน โปรตีโอมิกส์ (Proteomics) และ อีพีเจเนติกส์ (Epigenetics)
พร้อมศักยภาพในการให้บริการตรวจวิเคราะห์กว่า 4,000 รายการ และรองรับการตรวจได้มากกว่า 30 ล้านเทสต์ต่อปี สะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของ N Health ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเชิงป้องกัน บนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญทางห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ขั้นสูง ทำให้สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีความแม่นยำ ตรวจวัดได้ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และนำไปใช้สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง การตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น รวมถึงการวางแผนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บุคลากรคุณภาพ: ฟันเฟืองสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Wellness ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจาก “บุคลากรคุณภาพ” ที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบ ด้วยเหตุนี้ BDMS Wellness Clinic ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (TUSAT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ วิทยาลัยดุสิตธานี
โดยมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรด้านการแพทย์และเวลเนสอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ป้องกัน, Wellness Real Estate, และอาหารสุขภาพ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความชำนาญการทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสุขภาพในระดับประเทศและนานาชาติ
ทั้งนี้ BDMS Wellness Clinic จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องเป็น Wellness Team Thailand เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สร้าง Wellness Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน สามารถรับชม VDO campaign ได้ที่ https://youtu.be/3khb9-kQh-s?si=UE5-0KrMrsTh6iky





