background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

"เด็กพิเศษ (เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ)" มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในไทยและระดับโลก โดยข้อมูลล่าสุด (ม.ค. 68) พบคนพิการที่ขึ้นทะเบียนในไทยกว่า 2.2 ล้านคน และยูนิเซฟรายงานว่ามีเด็กพิการเกือบ 240 ล้านคนทั่วโลก โดย 1 ใน 10 คนเผชิญกับความยากลำบากในด้านต่างๆ ซึ่งในวัยเด็กและวัยศึกษา (0-21 ปี) พบความพิการทางสติปัญญามากที่สุด 

สำหรับสถานการณ์ในไทย ข้อมูลจาก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ณ มกราคม 2568 พบคนพิการมีชีวิตที่ทำบัตรประจำตัวคนพิการรวม 2,211,105 คน โดยในกลุ่มวัยเด็กและวัยเรียน (0-21 ปี) พบความพิการทางสติปัญญามากที่สุด30.56 %ของเด็กพิการทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กออทิสติกและสมาธิสั้น (LD/ADHD) มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นกลุ่มใหญ่ที่ต้องการการศึกษาพิเศษ

ขณะที่ จำนวนผู้พิการวัยเด็กที่ขึ้นทะเบียน (อ้างอิงรายเดือนปี 2567-2568) พบว่าข้อมูลช่วงกลางปี 2567 พบคนพิการอายุช่วงวัยศึกษา (0-21 ปี) ขึ้นทะเบียนหลัก 10,000 คน และจากการสำรวจเรียนร่วม พบนักเรียนพิการในโรงเรียนเรียนรวมทั่วประเทศจำนวนสูงถึง 372,099 คน ความบกพร่องที่พบบ่อย ได้แก่บกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) มากที่สุดถึง 327,710 คน รองลงมาคือ บกพร่องทางสติปัญญา และกลุ่มออทิสติก

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านคุณภาพการศึกษาและสุขภาพเด็ก กลุ่มเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษ โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) และเด็กออทิสติก ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

พลังศิลปะไร้ขีดจำกัด! ศิลปินอิสระผนึกเด็กพิเศษ สื่อสารผ่านภาพวาด

ครอบครัวเติมความรัก เอาใจใส่ พลังเด็กออทิสติก สู่ศิลปินดิจิทัลอาร์ท

“เด็กพิเศษ”มากขึ้น จุดตัดเทคโนโลยี-ครอบครัวเดี่ยว

พญ.สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวในงาน "เติมรู้ เสริมรัก ฟูมพักเด็กพิเศษ" ซึ่งจัดขึ้นโดย มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผนึกพลังกับ รพ.วิมุต- มูลนิธิวิมุต ว่า ปัจจุบันเราพบเด็กพิเศษมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นเรื่องของพฤติกรรม แต่เป็นปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อน เทคโนโลยีช่วยให้ผู้ปกครองเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น เมื่อเห็นสัญญาณที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็จะนำเด็กมาพบแพทย์ทันที และไม่ได้อายที่จะพาลูกหลานมาตรวจพฤติกรรม หรือพัฒนาการล่าช้าเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้ตัวเลขเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นจากการตรวจพบมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จำนวนเด็กพิเศษที่เพิ่มขึ้น มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางสังคม ที่สภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ต้องทำงานหนักและฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายในต่างจังหวัด ซึ่งมักขาดแคลนเครื่องมือ สื่อการเรียนรู้ และการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัย (ส่งผลให้เด็กบางกลุ่มมีพัฒนาการถดถอยจากสภาพแวดล้อมที่ขาดการปฏิสัมพันธ์  รวมถึงพันธุกรรมและระดับไอคิว ความผิดปกติของโครโมโซมตั้งแต่เด็ก  และสภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโตมา

“ขณะนี้สภาพแวดล้อม และสภาวะทางเศรษฐกิจ ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้น และเทคโนโลยี ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเลือกว่าจะ "ส่งเสริม" หรือ "ละเลย" ศักยภาพที่เด็กมีการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์เด็กพิเศษในตอนนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า หากเราลงทุนในระบบการคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการอย่างทั่วถึง เรากำลังเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นพลังของชาติ”พญ.สุธิดา กล่าว

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

สัญญาณเตือนไม่ควรละเลย พฤติกรรมผิดจังหวะ

พญ.สุธิดา กล่าวต่อว่าการตรวจพบร่องรอยความผิดปกติได้เร็ว  มีความสำคัญอย่างมาก อยากเน้นย้ำผู้ปกครอง และครู ที่ถือเป็นด่านหน้าในการสังเกตพฤติกรรม พัฒนาการของเด็ก โดยสัญญาณเตือน มีดังนี้

  • ช่วงแรกเกิด-ทารก จะต้องสังเกตความผิดปกติทางโครงหน้าหรือกายภาพที่เห็นชัด และความผิดปกติของโครโมโซม
  • เมื่อ 2 เดือนขึ้นไป ควรดูว่าพัฒนาการล่าช้าหรือไม่ เป็นไปตามเกณฑ์หรือเปล่า หรือเคยทำบางอย่างได้แล้วกลับทำไม่ได้ (พัฒนาการถดถอย)
  • หากพฤติกรรมเฉพาะ (ออทิสติก) จะมีการเล่นซ้ำๆ ที่ผิดวิสัย เช่น จับรถของเล่นหงายท้องเพื่อปั่นล้อ, กระโดดโลดเต้นผิดจังหวะ, ไม่สบตา, แยกตัวไม่เล่นกับใคร
  • วัยเรียน หากอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactive) ในชั้นเรียน, สมาธิสั้นกว่าเด็กวัยเดียวกัน, มีปัญหาเฉพาะด้านในการอ่าน/เขียน แม้ระดับสติปัญญาปกติ
  • ส่วนอารมณ์เปลี่ยนแปลงเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน และ ไม่สามารถสื่อสารความต้องการเป็นภาษาได้ในวัยที่ควรทำได้

"ครอบครัวคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด หากเรามองหาจุดเด่นและส่งเสริมเขาด้วยความเข้าใจ เขาจะสามารถเติบโตไปถึงจุดสูงสุดของศักยภาพที่เขามีได้ ดังนั้น เมื่อสังเกตพฤติกรรม พัฒนาการของลูกแล้ว ควรยอมรับในความแตกต่าง และพัฒนาพวกเขาตามความเก่งของพวกเขา เด็กพิเศษหรือเด็กปกติ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด คือ ความรักและโอกาสที่เท่าเทียมจากคนในครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม"

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ดูแล 360 องศา โภชนาการ การนอน จิตใจ

พญ.สุธิดา กล่าวด้วยว่าการดูแลเด็กพิเศษ คือ การบริหารจัดการระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ที่ครอบคลุมทั้งมิติกายภาพและจิตใจ รวมถึงคนรอบข้างของเด็ก โดยในเรื่องของสุขภาพกาย ต้องดูแลเรื่องโภชนาการ เลือกทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำให้เน้นโปรตีน เพื่อกล้ามเนื้อและกระดูก รวมถึงเสริมธาตุเหล็กและสังกะสีหากได้รับไม่เพียงพอ และควรจะใช้ขนมหวานเป็นการให้รางวัล แต่ต้องมีเงื่อนไข ต้องไม่ให้พวกเด็กๆทานมากเกินไป แต่การทานของหวาน จะสร้างแรงจูงใจและปรับพฤติกรรมเชิงบวกเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือการกลืนให้แก่เด็กได้ดีกว่าการบังคับให้เด็กทาน

นอกจากนั้น ต้องสร้างคุณภาพการนอนที่ส่งผลต่อสมองเด็ก ซึ่งน้องๆ เด็กพิเศษกลุ่มโครโมโซมผิดปกติมักมีภาวะการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะนอน ซึ่งส่งผลให้เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กจะขาดสมาธิและเรียนรู้ได้ช้าลง การแก้ปัญหาการนอน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางสมอง เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ ใช้การสื่อสารผ่านงานศิลป์และใจของเด็กและผู้ดูแล  Art & Play Therapy ใช้การวาดรูปครอบครัว หรือสังเกตจากการเล่น จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และแพทย์ประเมินอารมณ์และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในได้

“การดูแลเด็กพิเศษ ไม่ใช่ดูแลเพียงเด็ก แต่ต้องดูแลผู้ดูแลเด็กร่วมด้วย ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา กระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องยอมรับ และเปิดพื้นที่คัดกรอง สนับสนุนด้านงบประมาณ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้แก่น้องๆ กลุ่มนี้ เพราะเด็ก คือฐานรากของประเทศ การลงทุนในเยาวชน ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กพิเศษ ถือเป็นการลงทุนในคุณภาพของคนไทยในอนาคต หากทุกกระทรวงและทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ประเทศจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่"พญ.สุธิดา  กล่าว

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ประเมิน-ดูแลเด็กพิเศษ ช่วยลดเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการเชิญผู้แทนครอบครัวพุกทรัพย์ ผู้แทนครบครัวกีรติชัยพันธ์ และผู้แทนครอบครัวพิเศษจากมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟฯ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนการเลี้ยงดูลูก การสนับสนุนจากครอบครัวและโรงเรียนที่ช่วยเติมเต็มส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กพิเศษ ในหัวข้อ “ครอบครัว รัก...อย่างเข้าใจ”  

ดร. บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ กล่าวว่าหากนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทั้งกลุ่มผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และเด็กออทิสติก ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะเสียโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ดูแลเด็กกลุ่มนี้อยู่กว่า 1,900 คน โครงการดังกล่าวจะเป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าใจความแตกต่างให้แก่เด็กๆ ครอบครัว และสังคม

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานมูลนิธิวิมุต และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่าโรงพยาบาลวิมุตเชื่อว่า 'สุขภาพ' ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง หากได้รับโอกาส ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการ 'เติมรู้ เสริมรัก ฟู่มพักเด็ก พิเศษ' จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ผ่านความร่วมมือของภาคการแพทย์ การศึกษา และภาคสังคม เพื่อช่วยให้เด็กพิเศษเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

"วิมุตมองว่าการดูแลเด็กพิเศษไม่ใช่เพียงการรักษาเฉพาะราย แต่เป็นการวางรากฐานด้านสุขภาพและพัฒนาการของประเทศในระยะยาว การประเมินและดูแลเด็กอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้เด็กจำนวนมากสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงเด็กทั่วไป ซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำและภาระด้านสาธารณสุขในอนาคต โครงการนี้ รพ.วิมุตมุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงระบบ เชื่อมโยงโรงพยาบาล โรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างโมเดลการดูแลเด็กพิเศษ ที่ขยายผลได้อย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม “ปัญหาเด็กพิเศษ” ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านการศึกษา แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต พัฒนาการในระยะยาว การนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น รวมถึงนักกิจกรรมบำบัด เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางดูแลเด็กพิเศษ

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ออกแบบดูแลเด็กพิเศษในโรงเรียนและครอบครัว

โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” ได้รับการออกแบบโดยมีเป้าหมายให้การดูแลเด็กพิเศษไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงในโรงพยาบาล แต่ขยายไปสู่โรงเรียนและครอบครัว ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมสำคัญของเด็ก โดยเน้นการทำงานร่วมกันของแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละคน และส่งเสริมพัฒนาการตามศักยภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับพื้นที่นำร่อง โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ซึ่งมีเด็กพิเศษเรียนรวมอยู่ถึง 183 คน หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 23 ของนักเรียนทั้งหมด โครงการได้จัดตั้ง “ห้องเรียนพิเศษ” ที่บูรณาการกิจกรรมสร้างสรรค์ 4 ด้าน ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี กีฬา และสิ่งประดิษฐ์ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการสื่อสาร ควบคู่กับการดูแลด้านพฤติกรรมและอารมณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสใหม่ให้ชีวิตน้องๆ โดยบริจาคสมทบทุนโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิณทิพย์ เดชปรารมย์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 0-2747-2600 ต่อ 365 มือถือ 089-454-8585 และคุณสุรีย์พร โพธิสว่าง เจ้าหน้าที่ระดมทุนผู้บริจาครายย่อย โทรศัพท์ 0-2747-2600 ต่อ 375 หรือ LINE: @ccfthai www.ccfthai.or.th

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา