วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ยาแก้อักเสบ’ ไม่ใช่ ‘ยาฆ่าเชื้อ’ เรื่องที่คุณมักเข้าใจผิด

‘ยาแก้อักเสบ’ ไม่ใช่ ‘ยาฆ่าเชื้อ’ เรื่องที่คุณมักเข้าใจผิด

“ยาปฏิชีวนะ” ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล ที่จะกินแล้วรักษาทุกโรคทุกอาการ หากใช้เกินความจำเป็น จะก่อให้เกิดโรคติดเชื้อดื้อยา ซึ่งในประเทศไทย ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสุขภาพที่ท้าทายที่สุด ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น เพราะปัญหาเชื้อดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลทั้งในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบอาหาร  ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

ในปัจจุบันมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ ทำให้เกิดการใช้ยาผิดประเภท ไม่เหมาะสมกับการรักษาอาการเจ็บป่วย เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่า ยาแก้อักเสบคือกลุ่มยาชนิดเดียวกันกับยาฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่ายาปฏิชีวนะ ในความเป็นจริงแล้วยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อออกฤทธิ์แตกต่างกัน การรับประทานยาที่ผิดไม่เพียงแต่ไม่ช่วยรักษาโรคและอาการแล้ว ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา รักษาโรคไม่หาย อีกทั้งยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

อาการอักเสบ เป็นอาการตอบสนองของร่างกายเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพหรือเป็นอันตราย ซึ่งการอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น การอักเสบของกล้ามเนื้อจากการยกของหนัก คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แสงแดด หรือสารเคมี ซึ่งการอักเสบมักมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ร่วมด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา

DPU ผลิต Wellness Science ตั้งเป้าสู่ 'Longevity Hub' ของไทย

ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ เหมือนหรือต่างกัน

ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่มักสับสนคิดว่าเป็นยาตัวเดียวกัน แต่ความจริงแล้วทั้ง 2 ชนิดนี้มีหน้าที่และกลไกการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจความแตกต่างระหว่างยาทั้ง 2 ชนิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาแก้อักเสบ  เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แก้ปวด รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน ยาไดโคลฟิแนค ยาไอบรูโพนเฟน ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ยาแก้อักเสบใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบ ได้แก่

  • ปวดหลัง 
  • ปวดกล้ามเนื้อ 
  • ปวดข้อ 
  • อาการเคล็ดขัดยอก 
  • เส้นเอ็นอักเสบ 
  • กล้ามเนื้ออักเสบ 

เนื่องจากอาการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนักและเล่นกีฬา

ยาฆ่าเชื้อ  เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เช่นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน และอะม็อกซีซิลิน ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 

ดังนั้น หากเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบจะทำให้เข้าใจผิด คิดว่ายาฆ่าเชื้อสามารถรักษาอาการอักเสบได้ทุกชนิด หรือในทางกลับกันที่คิดว่ายาแก้อักเสบสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ จะทำให้ใช้ยาผิดประเภทหรือรักษาโรคผิดได้

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าเชื้อหากไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อ
  • ใช้ยาแก้อักเสบตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

หากคิดว่ายาฆ่าเชื้อสามารถรักษาอาการอักเสบได้ทุกชนิด หรือคิดว่ายาแก้อักเสบก็ฆ่าเชื้อโรคได้ คุณเข้าใจผิด ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ มาทำความรู้จักกับยา 2 กลุ่มนี้ให้มากขึ้น

กลุ่มยาต้านการอักเสบคืออะไร?

กลุ่มยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) คือกลุ่มยาที่ช่วยแก้อาการปวด บวม แดง ร้อน และลดการอักเสบโดยตรงของร่างกาย รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการลดไข้ ซึ่งใช้รักษาการอักเสบที่เกิดจากการบาดเจ็บเพราะการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การใช้เสียง ข้ออักเสบจากโรครูมาตอยด์

ตัวอย่างยาแก้ปวดแก้อักเสบ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs)

เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Etoricoxib, Celecoxib ยากลุ่มนี้กำหนดให้รับประทานหลังอาหารทันที เนื่องจากมีผลระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทั้งยังไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส แต่ช่วยบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ และกล้ามเนื้ออักเสบ เนื่องจากอาการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มยานี้ควรรับประทานอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าวัยอื่น อาจทำให้เกิดแผลและเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร การรับประทานต่อเนื่องอาจจะมีผลต่อการทำงานของไต ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้นโดยทั่วไปยากลุ่มนี้ควรรับประทานตามอาการ และอยู่ภายใต้การแนะนำจากแพทย์และเภสัชกร

ยาฆ่าเชื้อหรือกลุ่มยาปฏิชีวนะคืออะไร?

ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือลดการอักเสบ

ตัวอย่างยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotics)

เช่น Penicillin, Amoxicillin, Azithromycin ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ยากลุ่มนี้หลายคนเข้าใจผิดเรียกว่ายาแก้อักเสบ ทำให้มีการใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้ยาฆ่าเชื้อในการรักษาไข้หวัด (Common Cold) ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ยา และเพิ่มโอกาสต่อการดื้อยาอีกด้วย

ดังนั้น ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ หากสับสนหรือไม่แน่ใจในการใช้ยาแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาหรือมาพบแพทย์เพื่อรักษาให้ถูกต้อง

อ้างอิง:Rama Channel ,โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ,คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่