หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ “Tranexamic acid (ทราน-นี-ซา-มิค-แอ-ซิด)” มาก่อนเนื่องจากเคยรับประทานเพราะมีเลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติ แต่บางคนอาจเคยได้รับกับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเพื่อใช้ในการรักษาฝ้า จะเห็นว่าทั้งสองข้อบ่งใช้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเหมือน “เหรียญสองด้าน” แล้วทำไมยาชนิดนี้ถึงมีประสิทธิภาพในการรักษาได้หลากหลายประเภท วันนี้จึงขอมาอธิบายให้เข้าใจถึงข้อควรรู้ของยา Tranexamic acid กัน
ฝ้า เกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
โดยปกติ ที่ผิวหนังมีเซลล์ชื่อเมลาโนไซต์ (melanocytes) ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีที่ชื่อว่าเมลานิน (melanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่มีสีน้ำตาลแดงจนถึงดำ ทำให้เห็นเป็นจุดเม็ดสีผิวที่ผิวหนัง1 แต่เมื่อเซลล์ที่ผิวหนังอีกชนิดหนึ่งชื่อเคราติโนไซต์ (keratinocytes) ถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เคราติโนไซต์จะกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้สร้างและลำเลียงเม็ดสีเมลานินขึ้นสู่ชั้นผิวหนังผ่านการทำงานของโปรตีนพลาสมินโนเจนแอคทีเวเตอร์ (plasminogen activator) และโปรตีนพลาสมิน (plasmin) เกิดเป็น “ฝ้า (melasma)”
โดยส่วนมากฝ้ามักเกิดในเพศหญิง และสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับแสง ปัจจัยหลักในการกระตุ้นการเกิดฝ้า คือ รังสี UVA ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของเคราติโนไซต์โดยตรง ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ กรรมพันธุ์ การตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด2 เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'
รู้จัก 'อะดีโนไวรัส' ต้นเหตุโรคไข้หวัด นอนกรนในเด็ก ระบาดได้ทั้งปี
ทำความรู้จักยา Tranexamic acid
ภญ.ทิพย์นภา จารุจิตมณีกุล งานเภสัชกรรมคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าTranexamic acid ขึ้นทะเบียนเป็น “ยาอันตราย” ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา สำหรับใช้รักษาภาวะเลือดประจำเดือนออกมาก (heavy menstrual bleeding) และใช้ระยะสั้นเพื่อป้องกันเลือดออกระหว่างการทำทันตกรรมในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia)
ยา tranexamic acid (ทราน-นี-ซา-มิค-แอ-ซิด) มีฤทธิ์ห้ามเลือด ข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) คือ ใช้ป้องกันภาวะเลือดออกระยะสั้น (hemophilia) จากการทำหัตถการในช่องปาก และอีกข้อบ่งใช้ คือ ใช้ในผู้ที่มีภาวะเลือดประจำเดือนมากผิดปกติ (menorrhagia)
กลไกการออกฤทธิ์ของยา Tranexamic acid
กลไกการออกฤทธิ์ของยาจะไปยับยั้งการสลายลิ่มเลือดจากการป้องกันการทำงานของพลาสมินซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีความสามารถในการสลายลิ่มเลือด ดังนั้นลิ่มเลือด (fibrin clots) จึงมีความคงตัวและลดการไหลของเลือดได้
วิธีใช้ยา Tranexamic acid ให้ปลอดภัย
ปัจจุบันยา Tranexamic acid มีทั้งในรูปแบบยารับประทานและยาฉีดขึ้นกับบริบททางคลินิก ความรุนแรงของเลือดที่ออก เช่น ใช้รูปแบบฉีดในอุบัติเหตุรุนแรง (trauma) หากให้ยาภายใน 3 ชั่วโมงหลังบาดเจ็บจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ใช้ในกระบวนการผ่าตัดเพื่อลดการสูญเสียเลือด นอกจากนี้ยังนำมาใช้กลั้วปากในผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือใช้พ่นเพื่อรักษาอาการไอเป็นเลือด (hemoptysis) ได้อีกด้วย
โดยในโรงพยาบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพในการใช้ยาให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยกับผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจในการสั่งยาตามข้อบ่งใช้โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน เภสัชกรจะตรวจสอบขนาดที่เหมาะสมตามการทำงานของไตและตรวจดูอันตรกิริยาระหว่างยา (drug interactions) และพยาบาลเป็นผู้บริหารยาให้ถูกต้อง ร่วมกับเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วย เช่น ความดันโลหิตต่ำหากให้ยาฉีดเร็วเกินไป อาการชัก เป็นต้น
ยา Tranexamic acid รักษาฝ้าได้จริงหรือไม่
ปัจจุบันวงการด้านความงามได้นำยา Tranexamic acid ชนิดรับประทานมาใช้ในการรักษาฝ้า (melasma) เนื่องด้วยโดยปกติแล้วรังสียูวีจากแสงแดดจะกระตุ้นให้เอนไซม์พลาสมินไปกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ดังนั้นเมื่อยายับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวรวมถึงยังมีอีกหลายกลไกการออกฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องส่งผลทำให้ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ โดยมีการศึกษายืนยันแล้วว่าสามารถทำให้ฝ้าจางลงได้จริง
อย่างไรก็ตามยังไม่มีแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาฝ้าด้วยยา Tranexamic acid ชนิดรับประทานที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาในระยะยาว จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังซึ่งจะใช้ขนาดยาที่น้อยกว่าการใช้ห้ามเลือด และใช้ในช่วงเวลาจำกัด
ผลข้างเคียงของยา Tranexamic acid มีอะไรบ้าง
สำหรับผลข้างเคียง (side effect) จากยาอาจพบอาการ
- ปวดศีรษะ
- ปวดหลัง
- ปวดท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสีย
- อ่อนเพลีย
แต่อันตรายที่ต้องระวังซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ การเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งลิ่มเลือดอาจไหลไปอุดตันตามอวัยวะสำคัญ เช่น ขา (ขาบวม ปวดแดงร้อน) ปอด (หายใจไม่ออก หอบเหนื่อย) สมอง (ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง อัมพาต) ตา (ตามัว มองไม่เห็น) และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ จึงมี
ข้อห้ามที่ควรระวังของการใช้ยา Tranexamic acid
ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติหรือกำลังเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง มีความผิดปกติของการมองเห็นสี รวมถึงในผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิด ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
ดังนั้น หากทุกท่านกำลังประสบปัญหาเลือดออกไม่หยุดหรือมีความกังวลเรื่องฝ้า และสนใจการรักษาด้วยยา Tranexamic acid ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะประเมินความเสี่ยง พิจารณาเลือกขนาดยาที่เหมาะสมกับข้อบ่งใช้และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย
นอกจากนี้หากเกิดอาการผิดปกติหลังจากใช้ยา เช่น ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บหน้าอก ปวดน่องข้างใดข้างหนึ่ง ควรหยุดยาและรีบไปพบแพทย์ทันที หรือในกรณีต้องการรักษาฝ้าอาจพิจารณาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าซึ่งยังมีอีกหลายวิธี เช่น การใช้ยารูปแบบทา การทำเลเซอร์ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการเกิดฝ้าด้วยการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นวิธีการป้องกันที่ดีสุด หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้ได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัยมากที่สุดนั่นเอง
ข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการเลือกใช้
1. TXA แบบทาเฉพาะที่ (Topical)
- ข้อดี
ผลข้างเคียงในระบบร่างกายน้อย,ใช้ระยะยาวได้สะดวก,เหมาะกับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการใช้ยากิน หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
- ข้อจำกัด
ประสิทธิภาพอาจไม่เด่นชัดเท่าการกินในบางกรณี,เห็นผลช้าต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
2. TXA แบบกิน (Oral)
- ข้อดี
ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย, มีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจนเร็วกว่าในผู้ป่วยบางราย
- ข้อจำกัด
มีความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน, จำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด, หรืออาจมีผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ยา Tranexamic acid”
Q: Tranexamic acid เป็นยาแก้ฝ้าหรือไม่
A: ไม่ใช่ ยานี้เป็นยาห้ามเลือด การใช้รักษาฝ้าเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
Q: ซื้อยา Tranexamic acid มากินเองได้ไหม
A: ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันและอันตรายถึงชีวิต
Q: ใช้แล้วฝ้าจะหายขาดหรือไม่
A: ไม่หายขาด แต่ช่วยให้ฝ้าจางลงได้ในบางราย และต้องควบคุมแสงแดดร่วมด้วย
Q: ใช้นานแค่ไหนถึงเห็นผล
A: แตกต่างกันในแต่ละคน แพทย์จะเป็นผู้ประเมินระยะเวลาที่เหมาะสม
อ้างอิง:RAMA Channel , สุขภาพดีไม่มีในขวด





