background-default

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม 2569

Login
Login

รู้จัก 'อะดีโนไวรัส' ต้นเหตุโรคไข้หวัด นอนกรนในเด็ก ระบาดได้ทั้งปี

รู้จัก 'อะดีโนไวรัส' ต้นเหตุโรคไข้หวัด นอนกรนในเด็ก ระบาดได้ทั้งปี

“อะดีโนไวรัส (Adenovirus)”เป็นไวรัสที่ส่งผลให้เกิดโรคได้ในหลายระบบของร่างกาย มีอาการได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องเสีย ตาแดง ความรุนแรงมีได้ตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงมาก พบอัตราการป่วยในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่

โดยมีอาการรุนแรงในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจ หรือระบบหัวใจที่ผิดปกติ โดยไวรัสอะดีโนนี้สามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี ไม่สัมพันธ์กับฤดูกาลใดๆ

สถานการณ์ อะดีโนไวรัส (Adenovirus) ในเด็กไทยปัจจุบันมีการระบาดต่อเนื่อง พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและหนาว แพร่เชื้อได้ง่ายผ่านทางน้ำมูก ไอ จาม และสิ่งของปนเปื้อน ทำให้เกิดอาการไข้สูงลอย 39-40 องศาเซลเซียส นาน 3-5 วัน ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ ตาแดง หรือลำไส้อักเสบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เปิดเทอมพร้อมฝน '5 โรคฮิตในเด็ก' พ่อแม่ต้องเตรียมรับมือ

‘Health at Home’ ตรวจจีโนมิกส์-Sleep Test ได้ถึงบ้าน ลดข้อจำกัด รักษาแม่นยำ

"ไวรัสอะดีโน"ติดต่อได้อย่างไร?

พญ. นวพร พวงภาคีศิริ กุมารเวชศาสตร์โรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า การติดต่อของอะดีโนไวรัสเกิดได้หลายวิธี ทั้งจากการแพร่กระจายทางฝอยละออง (aerosol droplets) คือ ติดต่อได้ในระยะใกล้ มีการไอจามใส่กัน หรือติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค (fecal-oral route) รวมทั้งติดต่อทางการสัมผัสโดยอ้อมจากสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค (contact with contaminated fomites) อะดีโนไวรัสมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วันตามพื้นผิวสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สามารถถูกกำจัดได้โดยความร้อนสารเคมีฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และสารฟอกขาว (bleach)

ขณะที่ พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะของอาการป่วย การตรวจวินิจฉัย และการดูแลรักษา เพื่อจะได้สังเกตลูกน้อยและนำไปสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้มักสามารถอยู่ในอากาศ และพื้นผิวสิ่งแวดล้อมได้ค่อนข้างนานเป็นเดือน จึงพบเห็นระบาดได้เกือบทั้งปี สามารถถูกกำจัดผ่านพื้นผิวด้วยความร้อน และสารฟอกขาว ดังนั้นจำเป็นต้องเฝ้าระวังติดต่อสู่กันผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

1. สารคัดหลั่ง ละอองฝอย น้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา

2. ผ่านทางอาหารและน้ำที่มีการปนเปื้อน ผ่านการสัมผัสโดยตรง ทั้งสัมผัสพื้นผิวปนเปื้อน แม้แต่การกินอาหารร่วมกัน หรือผ่านทางอากาศ จากการไอจาม ของผู้ที่มีเชื้ออยู่ก่อน

อาการของการติดเชื้อ Adenovirus

อย่างที่บอกในตอนต้นว่า อะดีโนไวรัสส่งผลกระทบให้เกิดโรคได้ในหลายระบบ อาการจึงแตกต่างกันไปตามระบบของร่างกายที่มีการติดเชื้อ โดยมักมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บหู ตาแดง หรือท้องเสีย หากเป็นเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน อาจมีอาการรุนแรง หากเด็กมีอาการซึม ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม ผู้ปกครองควรรีบพาไปพบแพทย์

อาการที่พบได้บ่อยหลัก ๆ ได้แก่

• อาการทางระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก เสียงแหบ

• อาการไข้หวัด คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจลำบาก นอนกรน

• อาการโพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เช่น หายใจลำบาก ไปจนถึงมีอาการหายใจหอบเหนื่อย

• อาการเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง เช่น ตาแดง น้ำตาไหล เจ็บตา มีขี้ตา

• อาการลำไส้อักเสบ บางรายอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ร่วมด้วยได้

อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กเล็ก อายุ 6 เดือน – 5 ปี แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน มักมีอาการของระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงได้มากกว่า รวมถึงเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ระยะเวลาเฉลี่ยของการเจ็บป่วยจาก Adenovirus หรือมีไข้ อยู่ประมาณ 4-7 วัน ในเด็กเล็ก มักพบว่ามีอาการของทางเดินหายใจที่รุนแรงได้มากกว่า มีไข้สูง เบื่ออาหาร กินไม่ได้ ร่วมกับอาการขาดน้ำได้มากเช่นกัน 

การวินิจฉัยโรคเชื้ออะดีโนไวรัส

การตรวจวินิจฉัยอะดีโนไวรัส ในปัจจุบันทำได้ง่าย คือ การเก็บสิ่งส่งตรวจสารคัดหลั่ง Nasal Swab rapid test for Adenovirus หรือ ส่ง PCR สารคัดหลั่ง หรือขี้ตา เพิ่มเติมได้ หากมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว การเก็บอุจจาระตรวจ สามารถหาเชื้อ Adenovirus ได้เช่นกัน

แนวทางการรักษาโรคอะดีโนไวรัส 

การรักษาอะดีโนไวรัส Adenovirus ยังเป็นไวรัสในกลุ่มที่ไม่มียาต้านไวรัสสำหรับการรักษาเฉพาะเจาะจง ดังนั้นผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการที่แสดง เช่น

• การให้ยาลดไข้ : Paracetamol สำหรับบรรเทาอาการไข้ อาการเจ็บตา หรือปวดเมื่อยต่าง ๆ

• การให้สารน้ำ : เพื่อทดแทน และป้องกันการขาดน้ำ ทั้งจากไข้ จากทางเดินหายใจ หรือจากอาการอาเจียน ท้องเสีย

• การพักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ : เพื่อประคับประคองอาการ เพื่อการฟื้นฟู ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้มีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

• สำหรับเด็กเล็กที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ : การให้ Oxygen และการพ่นยาขยายหลอดลม ไปจนถึงการดูดน้ำมูก ดูดเสมหะ

 วิธีป้องกันการติดเชื้อ Adenovirus 

1. การลดการสัมผัสเชื้อ โดยการหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสะอาด น้ำสบู่ หรือแอลกอฮอลล์เจล

2. การรักษาความสะอาดของพื้นผิวสัมผัส โดยเฉพาะบริเวณสถานที่เล่นของเด็กเล็ก โต็ะ เก้าอี้เด็ก

3. หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง พื้นที่แออัด แหล่งชุมชน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หรือผู้ที่สงสังว่าป่วยมีเชื้อไวรัสดังกล่าว

4. สอนให้มีการใส่หน้ากากอนามัย ได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป (หน้ากากอนามัยชนิด 3d ไม่กดทางเดินหายใจ) และการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม

5. การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น fish oil ผลไม้ที่มีวิตามิน บี ซี อี

6. หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อากาศถ่ายเทสะดวก 

ดังนั้นมาตรการทางสาธารณสุข การใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือ ยังคงเป็นมาตรการที่ช่วยลดการแพร่เชื้อ และลดโอกาสการรับเชื้อโรคไวรัสทางเดินหายใจทุกชนิด

อ้างอิง : โรงพยาบาลสมิติเวช , โรงพยาบาลนวเวช