เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่ยอมรับประทานข้าว พ่อแม่ทุกคนมักมีความกังวลว่าสุขภาพจะไม่แข็งแรง หลายคนใช้วิธีบังคับ ทำให้เกิดศึกบนโต๊ะกินข้าว บางคนใช้วิธีหลอกล่อสารพัดวิธี ก็ยังไม่สามารถป้อนข้าวลูกได้ ใช้เวลาป้อนนานมื้อละ 2 ชั่วโมงก็มี โดยสาเหตุที่เด็กไม่กินข้าวนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากไม่หิว เพราะกินขนม นม จนอิ่มแล้วเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้านวิธีการที่พ่อแม่บังคับให้กิน หรือ เป็นการเรียกร้องความสนใจ และเกิดจากการฝึกไม่ถูกวิธี เช่น ไม่ให้เด็กหัดป้อนเองเพราะกลัวเลอะเทอะ ครอบครัวที่รับประทานอาหารไม่พร้อมกัน หรือ บรรยากาศขณะกินไม่ดี พ่อแม่ทะเลาะกัน
ดังนั้น วันนี้ กรุงเทพธุรกิจมาชวนหาคำตอบว่าทำไม เจ้าเด็กน้อยถึงไม่อยากทานข้าว และจะทำอย่างไรให้เด็กน้อยกลับมาทานข้าวโดยไม่มีปัญหาระหว่างพ่อแม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ลูกไอนาน ๆ อย่ามองข้าม! แพทย์ เตือนสัญญาณเสี่ยง 'โรคปอด'
ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'
ปัญหาการกินในเด็ก
ฉัตรณพัฒน์ โชติกวิรัชกิจ นักกิจกรรมบำบัด และจีรนันท์ คันทะสอน นักจิตวิทยาคลินิกสาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าอาหารและโภชนาการมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงพัฒนาการตามช่วงวัย เช่น การทรงตัว การเคลื่อนไหว รูปแบบ การหยิบจับ การเขียนหนังสือ การพูดการสื่อสาร และการเรียนรู้
ปัญหาการกินในเด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เช่น เด็กปฏิเสธการกิน การกลืน เบื่ออาหาร เคี้ยวช้า กินช้า อมข้าว เป็นต้น ส่งผลให้ผู้เลี้ยงดูมีความเครียด และความวิตกกังวลมาก รวมทั้งมีความรู้สึกผิดที่ดูแลเด็กได้ไม่ดี เนื่องจากการกินเป็นกิจวัตรประจำวันที่เด็กทุกคนควรทำได้ตามความต้องการพื้นฐานของร่างกาย
เมื่อเด็กกินได้น้อยทำให้การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และผู้เลี้ยงดูบางคนมีความเชื่อว่าการที่เด็กอ้วนและมีน้ำหนักมากๆคือเด็กแข็งแรง
ปัญหาการกินนอกจากจะส่งผลทำให้เด็กได้รับสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตไม่เพียงพอแล้ว ยังรวมถึงกระบวนการพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ด้วย โดยพฤติกรรมหรือนิสัยการกินยังขึ้นอยู่กับพื้นอารมณ์ของเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เลี้ยงดูและเด็ก และวัฒนธรรมในแต่ละสังคมร่วมด้วย
สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตว่าทำไมลูกไม่กินข้าว
เนื่องจากการกินเป็นกระบวนการการเรียนรู้ ถ้าระหว่างที่กินอาหารหากเด็กรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ หรือเจ็บป่วย เช่น เด็กที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อปากและคอทำให้กินลำบาก อาจสำลัก เด็กที่ป่วยโรคทางเดินอาหาร ทำให้เด็กรู้สึกเจ็บปวดระหว่างการกิน หรือบางครั้งการที่ผู้เลี้ยงดูไม่เข้าใจระดับพัฒนาการและพื้นฐานอารมณ์ทำให้ตอบสนองเด็กอย่างไม่เหมาะสม ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการกิน ส่งผลให้เกิดการปฏิเสธไม่กินอาหารได้
หากผู้เลี้ยงดูมีการสังเกตการกิน เช่น การดูด กลืน ระยะเวลาในการกินนานเท่าไหร่ พฤติกรรมการร้องหรือส่งเสียงขณะหิวหรือขณะทานอาหาร ซึ่งจะทำให้
ผู้เลี้ยงดูสามารถรับรู้และเตรียมรับมือกับการตอบสนองเรื่องการกินของเด็กได้ดีขึ้น แต่เด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์แบบเลี้ยงยากอาจรู้สึกหิวไม่เป็นเวลา ผู้เลี้ยงดูอาจต้องใช้เวลามากขึ้นในการสังเกต
- ความหิวของเด็ก
ความรู้สึกหิวอาจมีเปลี่ยนแปลงตามภาวะอารมณ์ เช่น ในเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูไม่ดี ขาดความเอาใจใส่อย่างเหมาะสม หรือมีภาวะเศร้า จะส่งผลให้รู้สึกหิวและกินอาหารน้อยลงได้
- สาเหตุปัญหาการกินในเด็ก
- ปัจจัยทางด้านตัวเด็ก
1. การเจ็บป่วยทางร่างกาย
- มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะทางเดินอาหาร
- มีการรับความรู้สึกสัมผัสในช่องปากไวมากเกินปกติ ในเด็กบางคนมีรับรสและกลิ่นที่ ไวเกินปกติร่วมด้วย
- มีสหสัมพันธ์การทำงานของอวัยวะในช่องปากไม่สัมพันธ์กันส่งผลทำให้การบดเคี้ยว การใช้ลิ้น และการกลืนไม่สัมพันธ์กัน
2. พื้นฐานอารมณ์ เช่น เด็กเลี้ยงง่าย เลี้ยงยาก
3. ประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อการกิน เช่น ถูกบังคับเรื่องการกินมากเกินไป
4. เด็กถูกทอดทิ้ง
5. ภาวะซึมเศร้า
- ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
1. ดื่มน้ำผลไม้ น้ำหวานหรือขนมมากเกิน ไประหว่างมื้ออาหาร
2. มื้ออาหารที่สับสน ไม่เป็นระเบียบ
3. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น บรรยายดึงเครียด สถานที่ไม่เหมาะสมกับการกิน
4. มีสิ่งดึงดูดความสนใจระหว่างมื้อมากเกินไป เช่น TV game
- ปัจจัยทางผู้เลี้ยงดู
1. ตอบสนองไม่เหมาะสม ไม่รู้ว่าเด็กหิวหรืออิ่ม
2. บังคับให้เด็กกินเมื่อไม่หิว
3. ไม่อนุญาตให้เด็กกินเอง เนื่องจากกลัวเด็กทำเลอะเทอะหรือกลัวว่าจะกินไม่หมด
4. ควบคุมเด็กระหว่างมื้ออาหารมากเกินไป เช่น ห้ามเลอะเทอะ ต้องกินให้หมด
ปัญหาการกินที่พบบ่อยในเด็ก และแนวทางแก้ไขการปฏิเสธอาหาร (food refusal) และไม่สามารถกินได้เพียงพอ (underfeeding in childhood)
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ผู้เลี้ยงดูมักนำเด็กมาพบแพทย์ด้วยปัญหาเรื่อง เด็กไม่ยอมกิน ผอมมากเกินไป โดย ผู้เลี้ยงดูจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปีและจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเข้าขวบปีที่สอง ซึ่งเป็นระยะที่เด็กกำลังพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองโดยเริ่มมีการ ต่อต้านผู้ใหญ่ พร้อมกับที่มีความสนใจเรื่องการกินอาหารน้อยลง เด็กจะมีอาการกินช้า เคี้ยวช้า หรืออมอาหารไว้ในปากนานๆ จนถึงกับร้องไห้อาละวาดไม่ยอมกิน บ้วนทิ้งหรือในเด็กบางรายอาเจียนอาหารที่กินเข้าไปแล้วออกมา
-
แนวทางแก้ไขปัญหา
1. ผู้เลี้ยงดูควรฝึกให้เด็กรับผิดชอบการกินอาหารของตนเอง ไม่แสดงความเดือดร้อนต่อการกินอาหารของเด็กมากนัก แต่ผู้เลี้ยงดูจะมีหน้าที่จัดเตรียมอาหารไว้ให้และฝึกวินัยในการกินอาหาร โดยนั่งทานในสถานที่ที่จัดไว้ ในเด็กเล็กที่เริ่มหัดทานสามารถใช้การเล่นให้อยู่บริเวณที่กำหนดร่วมกับการทานอาหารไปด้วย
2. ผู้เลี้ยงดูต้องใช้ความอดทนในการฝึกเด็ก
3. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร
4. ให้อาหารปริมาณน้อยในช่วงเริ่มต้น ชื่นชมเมื่อเด็กทานหมด หลีกเลี่ยงการตำหนิเมื่อเด็กกินไม่หมดและชมเชยเด็กเมื่อกินอาหารได้มากขึ้น
5. ในมื้ออาหารควรมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายมีการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์เชิงบวก
6. ใช้แรงเสริมเชิงบวก ได้แก่ การใช้สติกเกอร์ติดตามปริมาณที่เด็กทาน (star chart) เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารที่กิน
7. หลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กกิน
8. อาจให้วิตามินรวมเสริมแก่เด็กในรายที่มีน้ำหนักน้อยหรือพ่อแม่กังวลว่าเด็กจะขาดสารอาหาร แต่ไม่ควรใช้ยากระตุ้นความอยากอาหาร
การป้องกันและลดปัญหาการกินในเด็ก
• ผู้เลี้ยงดูต้องใช้ความอดทนในการฝึกเด็ก
• ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมอาหาร
• หลีกเลี่ยงการตำหนิเมื่อเด็กกินไม่หมดและชมเชยเด็กเมื่อกินอาหารได้มากขึ้น
• ในมื้ออาหารควรมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ใช้แรงเสริมเชิงบวก ได้แก่ การใช้สติกเกอร์ติดตามปริมาณที่เด็กทาน (star chart) เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารที่กิน
• ผู้เลี้ยงดูเป็นแบบอย่างที่ดีในการกินอาหารนั้นๆ
• เด็กควรได้รับอาหารวันละ 3 มื้อ และอาจให้อาหารว่างวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อไม่ควรเกิน 30 นาที เมื่อหมดเวลาให้เก็บโต๊ะอาหาร
• ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารด้วยตนเอง
เช็กว่าลูกเป็นเด็กเลือกกินหรือไม่?
เด็กเลือกกินกลุ่มนี้มักมีการเจริญเติบโตที่ปกติ แต่มีพฤติกรรมการปฏิเสธอาหารบางชนิด หรือกินอาหารไม่หลากหลาย
- แนวทางการแก้ไข
1. ผู้รักษาต้องให้ความรู้ว่าเด็กมีการเจริญเติบโตที่ปกติ
2. หลีกเลี่ยงการบังคับเด็ก เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลดีแล้ว ยังอาจทำให้เด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย
3. ควรฝึกให้เด็กค่อยๆคุ้นเคย โดยดัดแปลงอาหารนั้นในรูปแบบต่างๆ หรือจัดอาหารนั้นๆบนโต๊ะอาหารบ่อยๆ แล้วค่อยๆ ชักชวนให้เด็กลองกินทีละน้อยโดยไม่บังคับ พร้อมทั้งใช้วิธีการเสริมแรงเชิงบวก และชมเชยเด็กเมื่อเด็กทดลองกินอาหารชนิดใหม่
4. ผู้เลี้ยงดูเป็นแบบอย่างที่ดีการกินอาหารนั้นๆ กับเด็ก
5. อาจหาวิตามินรวมเสริมแก่เด็กหากผู้เลี้ยงมีความกังวล
เด็กที่มีการบูรณาการประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ (Hypersensitivity)
ในเด็กบางคนที่มีการรับรู้ความรู้สึกสัมผัสไวมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่องปาก บริเวณ ริมฝีปากและอวัยวะ จะมีการรับรู้การสัมผัสจากพื้นผิวของอาหารได้ไว เมื่ออาหารเข้าไปในช่องปาก เด็กจะมีการแปลผลที่ผิดปกติ ทำให้เด็กตัดสินใจคายอาหารหรือในบางรายถึงกับอาเจียนออกมาจึงทำให้ไม่สามารถทานอาหารได้ และในบางรายยังมีความไวต่อการรับรสและกลิ่น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการทานอาหารยากมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ในเด็กกลุ่มที่มีความไวต่อการสัมผัส มักจะมีพฤติกรรมเหล่านี้ร่วมด้วย เช่น ไม่ชอบให้ใครโดนตัว ตัดเล็บ ตัดผม แปรงฟันยาก ไม่เดินเท้าเปล่าบนหญ้าและพื้นทราย เดินเขย่งปลายเท้า ไม่ชอบให้ทาโลชั่น ไม่ชอบพื้นผิวที่เละและเหนียว ชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ เป็นต้น
- แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. ให้เด็กได้ฝึกเรียนรู้การสัมผัสรูปแบบต่างๆ ผ่านการเล่น เช่น การเล่นในกระบะทรายการคลำหาของในกระบะถั่ว การระบายสีน้ำโดยใช้มือ การนวดแป้ง ปั้นดินน้ำมัน กลิ้งตัวบนพรม ปลูกต้นไม้ เป็นต้น
2. ฝึกเด็กปรับการสัมผัสในช่องปาก เช่น นำแปรงขนอ่อนกดเบาๆ บนริมฝีปาก ฟัน ลิ้น เพดานอ่อน กระพุ้งแก้ม และเมื่อเด็กปรับตัวได้จึงค่อยถูช้าๆ ออก แรงกดเบาๆ และค่อยๆลดแรงกดลง เมื่อเด็กสามารถปรับตัวได้
3. ฝึกเด็กเรียนรู้กับกลิ่นและรสชาติที่ หลากหลาย เช่น การดมกลิ่นโลชั่น ดอกไม้ ผักมีกลิ่น ชิมรสชาติน้ำผลไม้ เมื่อเด็กปรับตัวได้จึงปรับเป็นกลิ่นและ รสชาติของอาหาร
4. การปรับผิวของอาหาร โดยเริ่มจากอาการที่มีความละเอียด มีกลิ่นและ รสชาติอ่อน ให้เด็กค่อยๆปรับตัวและ จึงเพิ่มความหยาบ มีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นขึ้น **ข้อควรระวัง** การปรับอาหารควรค่อยเป็นค่อยไป ควรให้เวลาเด็กปรับตัวอาหารในแต่ละขั้น 2-4 สัปดาห์ ขึ้นกับความพร้อมของเด็ก
ผู้เลี้ยงดูแลป้องกันการกินในเด็กที่ไม่มีโรคทางกาย
ผู้เลี้ยงดูสามารถป้องกันและลดปัญหาการกินได้ในเด็กที่ไม่มีโรคทางกายอื่นๆได้ ดังต่อไปนี้
1. เด็กที่มีอายุก่อน 15 – 18 เดือน ผู้เลี้ยงดูควรให้เด็กได้ทานอาหาร ชนิดใหม่ๆ ด้วยท่าทีที่เหมาะสมไม่บังคับเด็ก ผู้เลี้ยงดูได้ลองอาหารใหม่ๆไปพร้อมๆกับเด็ก
2. จัดเวลาอาหารให้สมาชิกทุกคนในบ้านนั่งร่วมโต๊ะพร้อมกัน มีอาหารที่มีประโยชน์แก่คนในบ้านและเด็ก
3. ทำบรรยากาศมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน ผ่อนคลายโดยให้เด็กมีส่วนร่วมในการสนทนาด้วย เวลาอาหารควรเป็นเวลาที่พูดแต่เรื่องดีๆ พูดชื่นชมเด็กถึงความดีที่เขาได้ทำ ต้องระวังที่จะไม่ว่ากล่าวตักเตือนหรือตำหนิเด็กในขณะกินอาหาร
4. เด็กควรได้รับอาหารหลักวันละ 3 มื้อ และอาจให้อาหารว่างวันละ 2 มื้อ โดยระยะเวลาแต่ละมื้อไม่ควรเกิน 30 นาที เมื่อหมดเวลาที่กำหนด ให้เก็บโต๊ะอาหารโดยไม่ต้องสนใจว่าเด็กจะกินหมดแล้วหรือไม่ ไม่ต้องพูดอะไรอื่นอีกนอกจากบอกว่าหมดเวลาแล้ว
5. ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารด้วยตนเองในช่วงอายุ 12 – 18 เดือน ซึ่งเด็กต้องการช่วยเหลือตนเองแต่ยังกินเองได้ไม่ดีนัก ทำให้หกเลอะเทอะได้ ถ้าผู้เลี้ยงดูไม่เข้าใจ ไม่ปล่อยให้เด็กกินเอง บังคับเด็กกินอาจจะก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการกินได้ แต่เด็กจะกินเองได้ไม่เพียงพอ ให้ผู้เลี้ยงดูป้อนเพิ่มระหว่างเด็กตักทานเอง
เคล็ดลับ รับมือเด็กกินยาก
คุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวอาจกำลังประสบปัญหาเด็กเลือกกินหรือกินยาก ทำให้ร่างกายไม่สามารถได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ วิธีรับมือกับลูกกินยาก ควรทำดังนี้
- อย่าให้ดื่มนมมากเกินไป เมื่อเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป อาหารหลัก คือข้าว ไม่ใช่นมอีกต่อไป เด็กๆ ควรรับประทานข้าวให้ครบ 3 มื้อ นมเสริมประมาณวันละ 2-3 กล่อง การดื่มแต่นมกล่องอาจทำให้ขาดวิตามินซี เนื่องจากนมผ่านความร้อนสูง ซึ่งจะแสดงอาการคือ เดินกะเผลก ทำให้ไม่ยอมเดิน และมีเลือดออกตามไรฟัน
- จัดระเบียบมื้ออาหารให้ดี มื้อแรกหลังตื่นนอน ควรให้เด็กรับประทานข้าว เว้นระยะสักพักจึงดื่มนม รวมถึงไม่ควรให้ดื่มนมหรือทานขนมก่อนมื้ออาหาร 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้หิวและพร้อมรับประทานข้าวมื้อต่อไป
- จำกัดเวลาต่อมื้อ ไม่ควรปล่อยให้เด็กรับประทานอาหารเกินครึ่งชั่วโมง
- ให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพ เด็กใช้เวลาปรับตัวได้ไม่เท่ากัน บางคนใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลานานถึง 1-2 เดือน
- ใจเย็นและให้เวลาเด็กเรียนรู้ คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นและให้เวลากับลูกกลุ่มเด็กเลือกกิน ลองป้อนสิ่งที่เด็กไม่ชอบซ้ำๆ 10-15 ครั้ง เนื่องจากเป็นธรรมชาติของเด็กที่ไม่คุ้นกับผิวสัมผัสหรือกลิ่นของอาหารใหม่ๆ
- สังเกตความชอบของลูก กรณีเด็กที่รับประทานแต่อาหารที่ชอบ คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลองอาหารที่ไม่เคยรับประทานใน 10 นาทีแรก อีก 20 นาที หลัง จึงปล่อยให้รับประทานอาหารที่ชอบ
- ให้เด็กดื่มน้ำเปล่า การดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลม จะทำให้เด็กติดหวาน เมื่อโตขึ้นอาจมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน
- ปรับพฤติกรรมครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก หากไม่อยากให้ลูกกินหรือดื่มสิ่งใด คุณพ่อคุณแม่ก็ควรงดด้วยเช่นกัน หรือไม่มีอาหารชนิดนั้นติดบ้าน
- เลือกของว่างให้มีประโยชน์ จากขนมหวาน คุณพ่อคุณแม่อาจเลือกเป็นขนมจีบ ซาลาเปา หรือเยลลี่ ลูกอมให้เปลี่ยนเป็นผลไม้ ไอศกรีมเปลี่ยนเป็นโยเกิร์ต ผลไม้แช่แข็ง หรือสมูทตี้แทน
- มีข้อตกลง เช่น คุณพ่อคุณแม่อาจทำข้อตกลงกับลูกว่า หลังมื้ออาหาร สามารถกินขนมได้เล็กน้อย
- อาหารแลกเปลี่ยน เพื่อลดความเบื่อหน่าย คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนอาหารให้มีทางเลือกมากขึ้น เช่น คาร์โบไฮเดรต ข้าว 1 ทัพพี = ขนมปัง 1 แผ่น = ข้าวเหนียว ½ ห่อ มักกะโรนี บะหมี่ 1 ฝ่ามือ โปรตีน หมู ไก่ ปลา เต้าหู้
- ชื่นชมเมื่อลูกรับประทานอาหารได้ดี ด้วยคำพูด หรือให้สติกเกอร์ เป็นรางวัล
- เด็กโตให้มีส่วนร่วมในมื้ออาหาร เช่น ถือจาน จัดโต๊ะ
- ตกแต่งจานให้ดึงดูดเด็ก
- รับประทานอาหารบนโต๊ะกับครอบครัว พร้อมบรรยากาศที่ดี
- กรณีรับประทานอาหารนอกบ้าน ควรเลือกร้านที่สะอาด อาหารปรุงสด สุก สะอาด ปลอดภัยสำหรับเด็ก
อาหารเสริมภูมิคุ้มกันเด็ก สารอาหารที่ช่วยให้ลูกสุขภาพดี
เด็กหลายคนเจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะเมื่อเข้าโรงเรียน ขณะที่บางคนมีภูมิต้านทานโรคสูง ไม่ค่อยป่วย วิ่งเล่นออกกำลังกายได้เต็มที่ หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเจริญเติบโตสมวัย คือ ภูมิคุ้มกันของเด็ก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต ความแข็งแรง รวมถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เพราะระบบภูมิต้านทาน เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย ทำหน้าที่ต่อต้านและป้องกันเชื้อโรค การมีภูมิคุ้มกันที่ดี จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อและการเจ็บป่วยได้
ภูมิต้านทาน หรือ ภูมิคุ้มกัน ทำงานอย่างไร
พญ. ธนิศา ขวัญบุญบำเพ็ญ กุมารเวชศาสตร์โภชนาการ โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่าภูมิคุ้มกัน หรือ ภูมิต้านทาน (Immune) คือ ระบบการทำงานของร่างกาย มีหน้าที่ปกป้องเซลล์ทุกส่วนให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ การอักเสบและการถูกทำลาย โดยกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายระบบภายในร่างกาย ทั้งอวัยวะ เซลล์ สารเคมี และโปรตีนชนิดต่างๆ หากภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากระบบร่างกายทำงานผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อภายนอก จะเกิดการเจ็บป่วยและติดเชื้อได้ง่าย ต้องใช้ระยะเวลารักษานานกว่าปกติ รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายในอนาคต
อาหารสร้างภูมิต้านทานให้เด็กๆ อย่างไร
วัยเด็ก เป็นช่วงวัยที่เกิดภาวะเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิต้านทานยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การเสริมสร้างภูมิต้านทานในเด็กที่สำคัญ คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายมีสารตั้งต้น เพื่อนำไปผลิตแอนติบอดีและเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทานได้อย่างมีศักยภาพสมวัย
อาหารที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย
เด็กควรรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ได้รับพลังงาน เสริมสร้างความแข็งแรง การเจริญเติบโตตามวัย พัฒนาการ ความเข้าใจ และการเรียนรู้ โดยควรได้รับอาหารตามวัย ดังนี้
- แรกเกิด- 6 เดือน ให้เด็กดื่มนมแม่เท่านั้น
- 6 เดือนขึ้นไป เริ่มให้เด็กทานอาหารอ่อนตามวัย
- 1-5 ปี เด็กสามารถร่วมรับประทานกับครอบครัว โดยเริ่มให้เด็กรับประทานอาหารที่หยาบขึ้น ข้าวมื้อละ 1 ทัพพีหรือ 5 ช้อนโต๊ะ เนื้อสัตว์ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะหรือไข่ 1 ฟอง สามารถรับประทานไข่ครึ่งฟองและเนื้อสัตว์ 1 ช้อนโต๊ะ
- เด็กเล็กควรเริ่มหัดรับประทานผัก โดยเลือกผักสีอ่อน เช่น ผักกาดขาว กวางตุ้ง บรอกโคลีประมาณครึ่งช้อนโต๊ะ เพิ่มน้ำมัน ในเด็กที่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงาน เพื่อสร้างเซลล์เส้นประสาทและสมอง แนะนำน้ำมันรำข้าวเพราะมีกรดไขมันจำเป็น คือ โอเมกา 3 และโอเมกา 6 ในอัตราส่วนที่นำไปใช้ได้สร้างเซลล์ประสาทและเซลล์สมอง
- อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการ 3-5 วัน หลังจากให้ลูกๆ ลองรับประทานอาหารใหม่ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่แพ้อาหารชนิดนั้นๆ โดยสังเกตว่าลูกมีผื่นขึ้น หรือถ่ายเป็นมูกเลือดหรือไม่
- 6 ปีขึ้นไป เป็นวัยเข้าเรียน สามารถรับประทานอาหารในโรงเรียนที่มีนักโภชนาการคอยดูได้
อาหารเสริมภูมิคุ้มกันเด็กมีอะไรบ้าง?
นอกจากการรับประทานอาหารจะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตตามวัยแล้ว สารอาหารที่จำเป็นยังช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ป้องกันเด็กๆ จากภาวะเจ็บป่วย โดยเฉพาะเด็กๆ วัยเรียนที่มักได้รับเชื้อโรคจากการไปพบเจอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน โดยสารอาหารเสริมภูมิต้านทาน และ วิตามินเสริมภูมิคุ้มกันเด็ก มีดังนี้
- สังกะสี
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สำคัญ เป็นตัวช่วยในเอนไซม์ต่างๆ ที่ใช้ในร่างกาย ช่วยในการทำงานของเม็ดเลือดขาว ถ้าขาดสังกะสีทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ดี สังกะสีพบมากในสัตว์เนื้อแดง อาหารทะเล ไข่แดง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าการเสริมสังกะสีหรือซิงค์ในเด็ก ทำให้เด็กสูงขึ้นได้ แต่ความสูงของเด็กไม่ได้ขึ้นกับสังกะสีอย่างเดียว ต้องขึ้นกับแคลเซียมและอะมิโนแอซิดหรือโปรตีนด้วย
- วิตามินดี
วิตามินดี ช่วยควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาว พบในแสงแดด สำหรับในอาหารมีในกลุ่มปลาทะเลน้ำลึก ไข่แดง ตับ เป็นต้น การให้เด็กวิ่งเล่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้รับวิตามินดีอีกทางหนึ่งเช่นกัน
- วิตามินซี
วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายแข็งแรง พบในผักใบสีเขียว และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี เนื่องจากวิตามินซีจะสูญเสียได้ง่าย เมื่อโดนความร้อนหรือแช่ในตู้เย็นเป็นเวลานาน ดังนั้น การปรับกระบวนการปรุง โดยนึ่งหรือผัดที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ
- วิตามินเอ
วิตามินเอช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแหล่งอาหารที่ดีที่ร่างกายสามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้สูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น
- ซีลีเนียม
ซีลีเนียมช่วยต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญกว่าวิตามินซี พบในธัญพืช สัตว์เนื้อแดง
- โปรตีน
โปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกันการทำงานของเม็ดเลือดขาว ถ้าขาดโปรตีนเด็กมักป่วยบ่อย เมื่อป่วยจะมีอาการรุนแรงและหายช้า
- ธาตุเหล็ก
สัตว์เนื้อแดงที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อหมู เนื้อไก่
อ้างอิง: sirirajdoctor ,โรงพยาบาลสมิติเวช ,โรงพยาบาลศิครินทร์





