การไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ต้องยอมรับว่าการรอคิวพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือความกังวลใจเมื่อต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดเพื่อเข้าถึงการตรวจรักษานวัตกรรมขั้นสูง ปัญหาเหล่านี้ เป็นความจริงที่ผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านระยะทาง ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว หรือระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนาน ซึ่งอาจหมายถึงโอกาสในการรักษาที่ลดน้อยลง
แต่หลังจากนี้ กำแพงเหล่านั้นจะถูกทลายลง เมื่อทาง “บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด (SIVITT)” จับมือกับ "ไปรษณีย์ไทย" ปฏิวัติระบบสาธารณสุขครั้งสำคัญ ที่นำนวัตกรรมการแพทย์ที่ซับซ้อนส่งตรงถึงมือคนไทยทั่วประเทศ เปลี่ยนเรื่องไกลตัวให้กลายเป็นเรื่องใกล้บ้าน
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมสิรินธร ชั้น G อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด และดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด พร้อมด้วย ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานในพิธี เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ระดับประเทศเพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูง ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ระยะเวลารอคอย และค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ศิริราช' ทุ่มงบ 800 ล้านบาท พลิกโฉมระบบสารสนเทศ สู่การแพทย์ระดับโลก
'SiPH' ผู้ป่วยเพิ่ม10% ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูง รับผู้ป่วยวิกฤต
เข้าถึงการ “ตรวจมะเร็งจีโนมิกส์” ได้ง่าย
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวว่า นวัตกรรมทางการแพทย์หลายด้านมีความจำเป็นต่อการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งศิริราชพยาบาลในฐานะเป็นโรงพยาบาลของแผ่นดิน มีความต้องการให้ทุกคนได้เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลถึงจะเข้าได้ ดังนั้น การจัดตั้งบริษัท ศิริราชวิทยวิจัย จำกัด จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมของศิริราชไปสู่ประชาชน โดยมีความคล่องตัวสูงกว่าระบบปกติ สามารถทลายข้อจำกัดทางด้านราชการ และอื่นๆ ที่สำคัญคือรายได้ทั้งหมดจะถูกส่งกลับคืนสู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วย
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม กล่าวต่อว่าศิริราชวิทยวิจัย เริ่มด้วย 2 เรื่องหลักๆ ที่ถือเป็นปัญหาของคนไทยอย่างมาก คือ การตรวจยีน หรือตรวจมะเร็งจีโนมิกส์ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งรังไข่ ถือเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำ แต่ก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การตรวจลักษณะนี้ในโรงพยาบาลเอกชนอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 200,000-300,000 บาท แต่ภายใต้โครงการของศิริราช ค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือเพียง 65,000 บาทเท่านั้น
ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยทำให้กระบวนการทั้งหมดง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการเจาะเลือด หรือตรวจชิ้นเยื้อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน จากนั้นไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาบริหารจัดการขนส่งตัวอย่างเลือดหรือชิ้นเนื้อที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยมาตรฐานการควบคุมอุณหภูมิและการจัดส่งที่รวดเร็ว เพื่อนำส่งมาวิเคราะห์ผลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับศาสตราจารย์ของศิริราช
บริการตรวจการนอนหลับที่บ้าน
ขณะที่ การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ที่สามารถทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องมาโรงพยาบาลเพื่อรอคิว 3-6 เดือน เพราะขณะนี้คนไทยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA) หรือที่รู้จักกันว่า "การนอนกรนแล้วหยุดหายใจ" จำนวนมากขึ้น และถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่าที่คิด และพบได้บ่อยในคนไทยถึงประมาณ 15% หรือ 1 ใน 7 คน ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลแค่การนอนหลับที่ไม่เต็มอิ่ม แต่ยังเชื่อมโยงกับโรคร้ายแรงอีกมากมาย
“ศิริราชเป็นที่แรกในไทยที่ได้ใช้เครื่องมือระดับสูง ที่มีคุณภาพ มาตรฐานเทียบเคียงการตรวจในโรงพยาบาล ให้บริการถึงบ้าน เพราะการไม่ได้ตรวจการนอนหลับ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดโรคร้านแรง อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความจำเสื่อม ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ”
แทนที่โรงพยาบาลจะต้องสร้างห้องเพื่อรองรับผู้ป่วย ก็เปลี่ยนมาใช้ ‘ห้องนอนของผู้ป่วยที่บ้าน’ เป็นห้องตรวจเสียเอง โดยมีไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ จัดส่งเครื่องมือไปให้ถึงบ้านตามเวลานัดหมาย และรับกลับคืนมายังโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย ทำให้ผู้คนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่สำคัญนี้ได้โดยไม่ต้องเดินทางไกลและรอคิวนานอีกต่อไป
ต้นแบบพัฒนาสุขภาพเชื่อมโยงนวัตกรรม
ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างศิริราชและไปรษณีย์ไทยครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มช่องทางการให้บริการทางการแพทย์ แต่เป็นการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อสังคมและระบบสาธารณสุขของประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่
1.ประชาชนและผู้ป่วย คุณค่าที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูงได้จากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้มากขึ้น
2.ระบบสาธารณสุข โมเดลนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างระบบบริการจากการพึ่งพา "รูปแบบรวมศูนย์" ที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ไปสู่ "รูปแบบเครือข่าย" ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยโรงพยาบาลศิริราชทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการวินิจฉัยขั้นสูง และโรงพยาบาลชุมชน/จังหวัดทั่วประเทศทำหน้าที่เป็นจุดให้บริการ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือทางการแพทย์ของประเทศอย่างมหาศาล
3.สังคมโดยรวม โครงการนี้คือกลไกสำคัญในการ "ลดความเหลื่อมล้ำ" ทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้หลักประกันว่าประชาชนทุกคน สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและทันสมัยได้อย่างเท่าเทียมกัน
"ไปรษณีย์ไทย" พร้อมบริการดูแลสุขภาพคนไทย
ดร.ดนันท์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานการขนส่ง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำศักยภาพด้านโลจิสติกส์มาสนับสนุนระบบสาธารณสุข เพื่อการขนส่งสิ่งส่งตรวจและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และตรงเวลาสำหรับบริการภายใต้ความร่วมมือ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1) บริการรับ-ส่งสิ่งส่งตรวจเพื่อการตรวจมะเร็งระดับจิโนมิกส์ รองรับการตรวจ Cancer Genome Papel และการตรวจระดับโมเลกุลที่ซับซ้อน ลดการส่งตรวจต่างประเทศ ลดระยะเวลารอผล ลดต้นทุน และสนับสนุนการรักษาแบบแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)
2) บริการรับ-ส่งอุปกรณ์ตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ในสภาพแวดล้อมจริงของผู้ป่วย ลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอยในการรับบริการและสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ตามสิทธิ์





