วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่าทางตันวิกฤตสุขภาพไทยปี 2569 ‘ซูเปอร์บอร์ด’ สิทธิมาตรฐานเดียว

ผ่าทางตันวิกฤตสุขภาพไทยปี 2569  ‘ซูเปอร์บอร์ด’ สิทธิมาตรฐานเดียว

ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญพายุรอบทิศ ทั้งภาวะโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และวิกฤต "หมดไฟ" ของบุคลากรด่านหน้า ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพยังคงเป็นรอยร้าวลึกที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตประชาชน

“เวที Policy Watch Connect 2026 : ปฏิรูประบบสุขภาพ” ซึ่ง The Active  Policy Watch Thai PBS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคมและตัวแทนการเมือง จึงกลายเป็นพื้นที่ระดมสมองสำคัญเพื่อออกแบบ "พิมพ์เขียว" ระบบสุขภาพใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการระบบรักษาพยาบาลที่พึ่งพาได้ มีมาตรฐานเดียว และเป็นธรรมกับคนทำงาน ก่อนที่ทุกพรรคการเมืองจะนำไปเป็นนโยบายหลักในศึกเลือกตั้งปี 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘ตื่นแล้วอยากนอนต่อทุกวัน’ ไม่ใช่ขี้เกียจ สัญญาณเสี่ยงโรคนอนหลับล่าช้า

‘Brain Rot’ ภาวะสมองเน่า! ภัยคลิปสั้น ทำลายสมาธิ-สมองเสื่อมถอย

รพ.รัฐกำลัง "ถังแตก" คน “หมดไฟ”

ภาพรวมของสถานพยาบาลรัฐในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล โดยเฉพาะด้านการเงินที่พบว่าเงินบำรุงของโรงพยาบาลลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ

”นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์” อดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่าจากเดิมโรงพยาบาลรัฐมีอยู่ 900 กว่าแห่ง มีเงินบำรุงมาก และช่วงโควิด-19 มีงบประมาณเสริม เกือบ 1 แสนล้านบาท  แต่ปัจจุบันกลับลดลงเหลือไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการบริหารจัดการ, ภาวะงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะการจ่ายชดเชยที่ลดลงในช่วงปลายปีงบประมาณ ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องแบกรับภาระขาดทุนจนกระทบไปถึงค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่

“โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งต้องนำงบประมาณที่ได้จากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งมีอัตราการจ่ายที่สูงกว่า มาช่วยพยุงค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในระบบบัตรทอง ทำให้โรงพยาบาลต้องอยู่ในสภาวะจัดการวิกฤตเฉพาะหน้าตลอดเวลา ซึ่งกัดกร่อนศักยภาพในการวางแผนระยะยาวและการพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” นพ.อนุกูล กล่าว

 ขณะเดียวกัน ภาระงานที่หนักเกินกำลังเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะกรอบอัตรากำลังไม่สามารถขยายเพิ่มได้ โดยยกตัวอย่างสัดส่วนพยาบาลต่อคนไข้ในวอร์ดสามัญ ซึ่งตามมาตรฐานสากลควรอยู่ที่ 1:6 แต่ในความเป็นจริงของโรงพยาบาลรัฐไทยกลับสูงถึง 1:10 หรือ 1:12 คน สถานการณ์นี้ไม่ได้สร้างแรงกดดันแค่ฝั่งผู้ให้บริการ แต่ยังส่งผลกระทบถึงผู้ป่วยโดยตรง

“แต่ก่อนคนไข้จะรู้สึกดีกับหมอ แต่ตอนนี้คนไข้เดินเข้ามา ถือโทรศัพท์มาด้วย พร้อมจะถ่ายคลิป และทุกคนมาด้วยความคาดหวัง ซึ่งเป็นภาวะที่ความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรถูกสั่นคลอน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพและความปลอดภัยในระบบสาธารณสุข” นพ.อนุกูล กล่าว

ผ่าทางตันวิกฤตสุขภาพไทยปี 2569  ‘ซูเปอร์บอร์ด’ สิทธิมาตรฐานเดียว

"ร่วมจ่าย" อาจไม่เลวร้าย แต่เป็นทางรอด

เมื่อพูดถึงการ "ร่วมจ่าย" หรือ Co-payment คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นนโยบายที่จะสร้างภาระให้กับประชาชน แต่ในเวทีเสวนา “รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม” จากสมาคมเภชัชกรรมชุมชน ได้นำเสนอมุมที่แตกต่างออกไป โดยมองว่าการร่วมจ่ายในจุดที่เหมาะสม อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบ โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การสร้างภาระให้คนยากจน แต่ต้องการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีจำกัด และลดการใช้ยาหรือบริการที่ไม่จำเป็น เช่น กรณีที่ผู้ป่วยบางรายต้องการใช้ยาจากต่างประเทศ ทั้งที่มีตัวยาในประเทศซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากัน การร่วมจ่ายส่วนต่างในกรณีเช่นนี้จะช่วยให้รัฐไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากความพึงพอใจส่วนบุคคล

แนวคิดนี้จึงเป็นการเปลี่ยนกรอบมอง Co-payment จากเครื่องมือสร้างภาระ ไปสู่เครื่องมือเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่มุ่งสร้างจิตสำนึกต่อการใช้ทรัพยากร ในระบบที่กำลังตึงเครียดจากความคาดหวังที่ไร้ขีดจำกัด

ผู้รับบริการ ขอแค่ ‘มาตรฐานเดียว’

“บัณฑิต แป้นวิเศษ” ในฐานะตัวแทนผู้ใช้สิทธิประกันสังคม สะท้อนปัญหาว่าการที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองและประกันสังคมจำนวนมหาศาลต้องไปใช้บริการในโรงพยาบาลเดียวกัน ทำให้เกิดความแออัดอย่างหนัก และยังมีภาระที่ซ่อนอยู่ ทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมารับบริการ โดยเฉพาะความลำบากของผู้สูงอายุที่ต้องมารับยาทุก 15 วัน จากเดิมที่เคยได้รับยาครั้งละ 3 เดือน ความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันนี้นำไปสู่ข้อเสนอที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการสร้าง "ระบบการรักษามาตรฐานเดียว" เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน

“ความแออัดและระยะเวลารอคอยที่ยาวนานสร้างความเครียดให้ทั้งผู้ป่วยและญาติ ซึ่งแรงกดดันนี้เองก็ส่งผลย้อนกลับมาที่บุคลากรทางการแพทย์ และกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ”

ดัน “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” ปฏิรูประบบ

ข้อเสนอหลักในการจัดตั้ง "คณะกรรมการระบบสุขภาพระดับชาติ (National Health Policy Board - NHPB)" หรือ "ซูเปอร์บอร์ด" ถูกมองว่าเป็นคำตอบของปัญหา เพราะระบบปัจจุบันขาด "ผู้เล่นที่อยู่เหนือกว่าสามกองทุน" ที่จะเข้ามาดูแลภาพรวมและกำหนด "สิทธิประโยชน์พื้นฐาน" ที่คนไทยทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่

“พญ.พรรณพิมล วิปุลากร” อดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าความสำคัญของการทำงานเชิงป้องกันและระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะในเขตเมือง ยังมีจุดอ่อนและเป็นสาเหตุของความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ดังนั้น การเน้นส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ประชาชนแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่

“ระบบปฐมภูมิถูกเบียดให้หันไปเน้นการรักษาพยาบาล เป็นหลัก แทนที่จะทำงานเชิงป้องกัน ขณะที่การถ่ายโอน รพ.สต. ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.) ติดขัดปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากร ทำให้การทำงานไม่ราบรื่น จึงทำให้ปฐมภูมิในเมืองอ่อนแอ ไม่ครอบคลุมและไม่เข้มแข็งพอ ทำให้คนเมืองส่วนใหญ่เลือกที่จะตรงไปโรงพยาบาลใหญ่”พญ.พรรณพิมล กล่าว

“ระบบสุขภาพ”ต้องมองมิติองค์รวม

“ทรงพล ตุละทา” กรรมการสุขภาพแห่งชาติ  กล่าวว่าระบบสุขภาพของไทยยังคงเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายทางคือการรักษามากกว่าเรื่องป้องกัน  สะท้อนจากพฤติกรรมของประชาชนที่มุ่งไปใช้บริการในโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งที่อยากเรียกร้อง คือ การมองปัญหาสุขภาพเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม โดยยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า "อาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพมีราคาถูก แต่อาหารสุขภาพมีราคาสูง" เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้มีรายได้น้อย พร้อมทั้งเสนอให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

“ระบบสุขภาพจำเป็นต้องมองในมิติองค์รวม ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และบริบททางสังคม เมื่อมีการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพขนาดใหญ่ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพราะหลายกรณีส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน”ทรงพล กล่าว

นโยบายหาเสียงปะทะความจริงเชิงโครงสร้าง

นโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องลงลึกไปถึงระดับโครงสร้างและกฎหมาย ซึ่งเป็นมุมมองที่ผู้ติดตามนโยบายและบุคลากรในระบบให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

“สมชาย กระจ่างแสง” ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่าโจทย์สำคัญที่สุดคือ การลดความเหลื่อมล้ำ 3 กองทุน ผ่านการสร้างสิทธิประโยชน์กลาง และการเกลี่ยงบประมาณให้เป็นธรรม โดยปัจจุบันสิทธิประโยชน์ถือว่าเกือบสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่จำเป็นมากกว่า คือ การช่วยให้หน่วยบริการอยู่ได้ ซึ่งหัวใจของปัญหาอยู่ที่ความยั่งยืนทางการเงินของโรงพยาบาล ไม่ใช่การขาดแคลนสิทธิประโยชน์

ขณะที่ “ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย” จากเครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการ "ทบทวน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545" ซึ่งใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะต่อให้เจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นดี แต่การบริหารจัดการในทางปฏิบัติได้สร้างความไม่สมดุลระหว่างผู้ป่วย ผู้ให้บริการ และกองทุน การแก้ไขจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มงบประมาณ แต่คือการปรับปรุงกลไกเพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นจริง

เพราะอนาคตของระบบสุขภาพไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความจริงใจในการปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบอย่างแท้จริง

นโยบาย 4 พรรคการเมือง สู่การเลือกตั้ง 69

มองไปสนามเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะถึงนี้  แต่ละพรรคการเมืองต่างนำเสนอจุดขายที่แตกต่างกันเพื่อคว้าใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  โดย 4 พรรค ได้แก่

  1. พรรคเพื่อไทย เน้นต่อยอด "30 บาทรักษาทุกโรค" สู่ "30 บาทรักษาทุกที่ ด้วย AI" ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ พร้อมผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก (Medical Hub)
  2. พรรคประชาชน เสนอปฏิรูประบบในเชิงโครงสร้าง เน้นการจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-based Care) และสร้างความเท่าเทียมระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพผ่าน "ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน"
  3. พรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้น "สูงวัยพลัส" เตรียมรับสังคมสูงอายุด้วยนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา และเพิ่มสวัสดิการฟอกไต-ฉายรังสีฟรีทุกจังหวัด
  4. พรรคประชาธิปัตย์  เน้นการพัฒนาฐานรากและความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิ, การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น, และการเชื่อมโยงสุขภาพกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดต่อไปต้องเผชิญคือการหา "จุดสมดุล" ระหว่างความคาดหวังของประชาชน งบประมาณที่จำกัด และขวัญกำลังใจของคนทำงาน เพื่อไม่ให้ระบบสาธารณสุขไทยต้องล้มครืนลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่