สายชา กาแฟ น้ำซุประวัง! ดื่มร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงมะเร็ง เพิ่มขึ้น 2 เท่า

สายชา กาแฟ น้ำซุประวัง! ดื่มร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงมะเร็ง เพิ่มขึ้น 2 เท่า

องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ “เครื่องดื่มร้อนจัด (อุณหภูมิตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป)” อยู่ใน "สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" (Group 2A)

KEY

POINTS

  • จากการศึกษาทั่วโลก ทั้งในอเมริกาใต้ อิหร่าน และจีน พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 เท่าขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มที่ดื่มแบบ “ร้อนจัด” ทุกวัน
  • การบริโภคเครื่องดื่มร้อนๆ เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดมะเร็งหลอดอาหารเพิ่ม และไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่ม แต่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิโดยตรง
  • ของร้อนๆสามารถกินได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินกับแอลกอฮอล์ และก่อนกินซุปหรืออาหารจากหม้อไฟ ควรวางทิ้งไว้สักครู่ให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 50°C

องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ “เครื่องดื่มร้อนจัด (อุณหภูมิตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป)” อยู่ใน "สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์" (Group 2A) เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงของ “มะเร็งหลอดอาหาร” อย่างมีนัยสำคัญ กลไกหลักเกิดจากการที่ความร้อนทำลายเยื่อบุหลอดอาหารซ้ำๆ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังและนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในมนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดและยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนถึงระดับความเสี่ยงที่แท้จริง

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวม คือการใช้ความระมัดระวัง โดยแนะนำให้ปล่อยเครื่องดื่มร้อนให้เย็นลงต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียสก่อนดื่ม และลดปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'นอนกรน-นอนหลับมากเกินไป' เสี่ยงภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติ 40%

รวมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ 'มะเร็งปากมดลูก' VS ข้อเท็จจริง

ดื่มร้อนจัด เสี่ยงมะเร็งเฉลี่ย 2 เท่า

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและระบบประสาท อธิบายผ่านเพจ “สาระสมองกับอจ.หมอสุรัตน์ ว่า การดื่มกาแฟร้อนๆ ทุกวันอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่ง มันทำให้เกิดโรคมะเร็งได้งานวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงข้อมูลจาก UK Biobank ที่ติดตามคนเกือบ 5 แสนคน พบว่าคนที่ดื่มชา/กาแฟร้อนมากๆ เป็นประจำ มีโอกาสเสี่ยงเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” มากกว่าคนที่ดื่มอุ่นๆ

“อุณหภูมิที่ถือว่า “เริ่มอันตราย” คือประมาณ 65 องศาเซลเซียส ขึ้นไป (ซึ่งเป็นระดับที่ลวกลิ้นได้ทันที) แต่ที่น่าสนใจก็คือ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่เกี่ยวกับชนิดเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำเปล่า น้ำซุป ถ้าร้อนเกินไป ก็เสี่ยงเหมือนกันหมด จึงทำให้ประเทศที่ชอบดื่มชาร้อนร้อน มีอุบัติการของการเกิดมะเร็ง มากกว่าประเทศอื่น ๆ”ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ กลไกของการก่อเกิดมะเร็ง เนื่องจากความร้อนจะทำให้ เยื่อบุหลอดอาหารที่ถูกเผาไหม้ซ้ำๆ จะเกิดแผลเรื้อรัง เซลล์ต้องซ่อมตัวเองตลอดเวลา จนกลายพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “มะเร็ง” หรือเรียกว่าทำลายแล้วสร้างทำลายแล้วสร้างจนเกิดการปรับตัวกลายเป็นมะเร็ง องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จึงจัดให้เครื่องดื่มร้อนจัดเป็น “สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 2A)

“จากการศึกษาทั่วโลก ทั้งในอเมริกาใต้ อิหร่าน และจีน พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 เท่าขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มที่ดื่มแบบ “ร้อนจัด” ทุกวัน”ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว

ทำไมคนเราชอบเครื่องดื่มร้อนๆ

ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวต่อไปว่า การที่คนเราชอบเครื่องดื่มร้อนๆ ในทางระบบประสาทและสมอง อธิบายว่าเครื่องดื่มร้อนๆ จะไปกระตุ้นตัวของระบบประสาทที่คุมเรื่องอุณหภูมิและรู้สึกสบาย เพราะสมองหลั่งสารโดปามีน & ออกซิโทซิน ทำให้อบอุ่นปลอดภัย  และสมองจำได้  ครั้งต่อไปพอเห็นถ้วยร้อนๆ ก็อยากยกดื่มอีกจนกลายเป็นนิสัยที่เรารู้สึกขาดไม่ได้

“เครื่องดื่มร้อนๆ ยังคงสามารถดื่มได้ ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นน้ำเย็น เพียงแต่ควรปล่อยให้ชา กาแฟ หรือซุป เย็นลงมาสักนิด (ต่ำกว่า 60°C)ก่อนจะดื่มหรือซด ก็ช่วยถนอมหลอดอาหารของเราได้มาก อย่าให้ความอร่อยปากแล้วลำบากชีวิต” ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว

เครื่องดื่มร้อนกับมะเร็งหลอดอาหาร

การบริโภคเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร โดยความเสี่ยงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่ม แต่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิโดยตรง

พญ.สมิตา โจชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจาก Memorial Sloan Kettering Cancer Center (MSK) อธิบายว่า แม้จะมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการดื่มเครื่องดื่มร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์มากน้อยเพียงใด โดยความเชื่อเรื่องเครื่องดื่มร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร มีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930s จากทฤษฎีที่ว่าเครื่องดื่มร้อน เช่น ชาหรือกาแฟ อาจไปทำลายเยื่อบุชั้นในของหลอดอาหาร กระตุ้นการแบ่งตัวที่ผิดพลาดในเซลล์เยื่อบุ นำไปสู่การเกิดมะเร็ง

รวมถึงความเชื่อที่ว่า เยื่อบุชั้นในของหลอดอาหารที่ถูกทำลายจากการดื่มน้ำร้อนอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น ในอดีตมีการศึกษากับสัตว์ทดลอง พบว่าการให้สัตว์ดื่มน้ำร้อนมาก ๆ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเช่นกัน อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่ทดลองกับสัตว์ถือว่าสูงกว่าที่มนุษย์นำไปใช้ชงเครื่องดื่มอย่างมากก็ตาม

พญ.สมิตา กล่าวต่อว่า งานวิจัยปี 2018 ที่สำรวจพฤติกรรมการดื่มชาร้อนในสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าการดื่มชาร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร เมื่อร่วมกับการสูบบุหรี่และดื่มสุรา จึงไม่อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงเป็นเพราะอุณหภูมิของเครื่องดื่มหรือจากการสูบบุหรี่และดื่มสุรา

นอกจากนี้ อุณหภูมิของชายังเป็นสิ่งที่กำหนดเองโดยกลุ่มตัวอย่าง จึงไม่อาจระบุได้ว่าความร้อนของชามีอุณหภูมิเท่าใด

ต่างจากงานวิจัยในอิหร่าน (ปี 2019) เป็นการศึกษาที่สำคัญ โดยติดตามกลุ่มตัวอย่าง 50,045 ราย เป็นเวลา 10 ปี พบว่าการดื่มชาที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ในปริมาณมากกว่า 700 มิลลิลิตรต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous-cell carcinoma (ESCC) ถึง 90% แต่มีข้อจำกัด เนื่องจากงานวิจัยขาดกลุ่มควบคุมที่ไม่ดื่มชาร้อน  

อย่างไรก็ตาม ถึงผลวิจัยเรื่องอุณหภูมิของเครื่องดื่มและมะเร็งหลอดอาหารยังไม่แน่ชัดว่าความมีความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิร้อนเกินไป และดื่มเมื่ออุณหภูมิลดลงมาในระดับที่เหมาสม

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมะเร็งหลอดอาหาร

นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย  กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร แต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะการดื่มของร้อนไม่ใช่เป็นสาเหตุหลัก  การกินของร้อนควบคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่จัด ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิดสแควมัส (squamous cell carcinoma)  ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหาร และมักพบในตำแหน่งหลอดอาหารส่วนบนและกลาง  เพราะคนไทยมักจะชอบดื่มกาแฟร้อน ชาร้อนๆ ในช่วงเช้า และตกเย็นหรือดึกจะดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ

“ของร้อนๆสามารถกินได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินกับแอลกอฮอล์ และก่อนกินซุปหรืออาหารจากหม้อไฟ ควรวางทิ้งไว้สักครู่ให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 50°C หากกินของร้อนบ่อยๆ จะทำให้หลอดอาหารอักเสบ และทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ เช่นเดียวกับ  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารค่อนข้างสูง จึงควรสังเกตสัญญาณเตือนภัยสุขภาพ หากมีอาการกลืนลำบาก หรือรู้สึกแสบร้อนในทรวงอกบ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพหลอดอาหาร"นพ.กฤษดา กล่าว

อ้างอิง: เพจสาระสมองกับอจ.หมอสุรัตน์  ,รายการคนสู้โรค ,ชัวร์ก่อนแชร์