background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

ตาม “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2568” ที่จัดทำโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม และมหาวิทยาลัยมหิดล  เปิดเผยว่าข้อมูลด้านสุขภาพจิต พบคนไทย 13.4 ล้านคน เคยประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวช

ขณะเดียวกันอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-29 ปี ที่ต้องเผชิญภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง มีสาเหตุมาจากการเรียน สื่อสังคมออนไลน์ (Fear of Missing Out : FOMO) ความรุนแรงในครอบครัว และความคาดหวังจากสังคม

ในมิติสุขภาพจิตเชิงบวก พบกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ 45–59 ปี มีระดับความสุขต่ำที่สุด สะท้อนถึงความเปราะบางทางอารมณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต ในด้านความรู้ พบคนไทย 1 ใน 3 มีความรอบรู้สุขภาพจิตในระดับสูง แต่ยังมีอคติและความเข้าใจผิด เช่น การมองว่าการฆ่าตัวตายคือความอ่อนแอ

นอกจากนั้น ข้อมูลจากเพจ “สุขภาพคนไทย”  ระบุถึงข้อเปรียบเทียบ "อัตราจิตแพทย์" ต่อแสนประชากรของหลายประเทศ สะท้อนภาพที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 13 คนต่อแสนประชากร ขณะที่ประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 1.3 คนต่อแสนประชากร เท่านั้น นั่นหมายความว่าไทยมีอัตราจิตแพทย์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 10 เท่า ช่องว่างดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของประชาชนจำนวนมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ป่วยใจ ป่วยจิต ระดับไหน? อย่าปล่อยไว้ ต้องรีบพบแพทย์ ก่อนสาย

2 ใน 3 คนไทยเครียดไม่รู้ตัว ทำร้ายชีวิต ‘คนวัยทำงาน’ ชวนดูแลสุขภาพใจ

จิตแพทย์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 10 เท่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา "ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย" เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล การใช้สารเสพติด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม จำนวนบุคลากรด้านจิตเวชที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ระบบบริการต้องเผชิญภาระงานสูง ระยะเวลารอคอยการรักษายาวนาน และคุณภาพการดูแลที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราจิตแพทย์มากกว่า 40 คนต่อแสนประชากร สวีเดนเกือบ 20 คน ญี่ปุ่นมากกว่า 12 คน และสหราชอาณาจักรมากกว่า 13 คนต่อแสนประขากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากรสุขภาพจิตอย่างจริงจัง เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การมีจิตแพทย์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 10 เท่า ไม่เพียงส่งผลต่อการรักษาเฉพาะรายบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ทั้งประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ถดถอย

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

คนไทย 89% เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิต

แม้ปัญหาสุขภาพจิตจะถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า คนไทยถึง 89% ยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิต ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่มีเพียงร้อยละ 8.2 เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบริการได้ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “ความต้องการ” กับ “การเข้าถึงบริการจริง” ที่ยังคงดำรงอยู่ในระบบสุขภาพไทย

เมื่อพิจารณาช่องทางการรับบริการ จะพบว่าการเข้าถึงผ่านบุคลากรสุขภาพจิตโดยตรงยังอยู่ในระดับต่ำ ประชาชนเพียงร้อยละ 3.7 ที่เข้ารับบริการจากบุคลากรด้านสุขภาพจิต และเพียงร้อยละ 2.8 ที่เข้าถึงผ่านบุคลากรสุขภาพทั่วไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งหันไปพึ่งพาทางเลือกอื่น เช่น หมอพื้นบ้าน หมอโบราณ พระ คิดเป็นร้อยละ 4.9 สะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยยังต้องพึ่งพาระบบนอกกระแสหลัก เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่เหมาะสมได้

ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านความต้องการเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริการ ทั้งจำนวนบุคลากรด้านสุขภาพจิตที่ไม่เพียงพอ การกระจุกตัวของบริการในเขตเมือง ระยะเวลารอคอยที่ยาวนาน ตลอดจนทัศนคติ ทางสังคมที่ยังทำให้หลายคนลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

คนไทยวิตกกังวล ซึมเศร้าสูง

ผลกระทบของการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิตไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับบุคคล แต่ลุกลามไปจนถึงระดับครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวม ปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่การสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ตึงเครียด และค่าใช้จ่ายทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

พญ.ปวีณา ศรีมโนทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต และศูนย์รักษาโรคซึมเศร้าครบวงจร  กล่าวว่า BMHH เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดูแลเรื่องสุขภาพจิตให้แก่ทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะคนป่วยเท่านั้น  ซึ่งจากการเปิดโรงพยาบาล พบว่าสังคมไทยมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างมาก โดยสถิติคนไข้ที่มีภาวะวิตกกังวล และซึมเศร้าสูงที่สุด ทำให้เห็นว่าปัญหาโรคซึมเศร้ามีจำนวนมากแต่ถูกซ้อนไว้หรือไม่ คนไข้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่และมาจากความเครียดเท่านั้น แต่เด็กสามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งคนไข้ที่มารักษาโรคซึมเศร้าที่ BMHH มีอายุน้อยสุด 9 ขวบ

ด้วยปัญหาด้านสุขภาพจิต  โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงาน การใช้ชีวิตครอบครัว และสังคม อีกทั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนช่วงอายุ 20 กว่าปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน การสร้างครอบครัว และกลุ่มดังกล่าวเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศ ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกมีการสร้างแคมเปญต่างๆ มาช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า  เพราะโรคดังกล่าว หากรู้เร็ว รักษาเร็ว ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ เช่นเดียวกัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า เมื่อรักษาหายแล้วสามารถกลับมาเป็นได้อีก

“BMHH เล็งเห็นความสำคัญในการดูแลรักษา ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพราะผู้ป่วยโรคนี้หากไม่ได้รับการรักษา สามารถฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องได้รับการตรวจประเมิน การรักษา รวมถึงการติดตามอาการหากหายแล้ว”

วิกฤตจิตแพทย์ไทย! ต่ำกว่าเกณฑ์โลก 10 เท่า สวนทางคนป่วยพุ่ง

งบประมาณด้านสุขภาพจิตไทย 1.8%

ขณะที่ "งบสุขภาพจิต" แม้ประเทศไทย จะมี “ระบบหลักประกันสุขภาพ” ที่ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่  ผ่าน สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้ในวงกว้างมากขึ้น แต่คำถามสำคัญที่ยังคงต้องพิจารณา คือ การจัดสรรงบประมาณสำหรับงานด้านสุขภาพจิตนั้น  เพียงพอต่อความต้องการจริงหรือไม่

ปัจจุบัน “กรมสุขภาพจิต” ได้รับงบประมาณเพียงร้อยละ 1.8 ของ งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า.. งานด้านสุขภาพจิตยังคงได้รับสัดส่วนงบประมาณค่อนข้างจำกัด  เมื่อเทียบกับภาระปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทั้งภาวะซึมเศร้า ความเครียด ความวิตกกังวล การใช้สารเสพติด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ

 อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายจริงสำหรับสุขภาพจิตในประเทศมีมูลค่าสูงกว่านี้ เนื่องจากยังไม่รวมงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาด้านจิตเวช

ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคทางจิตเวชส่วนหนึ่งจะถูกครอบคลุมอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ งบประมาณของกรมสุขภาพจิตไม่ได้มีหน้าที่เพียงดูแลการรักษาเท่านั้น หากยังต้องรับผิดชอบงานด้านการส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู การพัฒนาระบบบริการ การพัฒนาบุคลากร รวมถึงการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพจิตในระดับชุมชนและสังคม ซึ่งล้วนต้องอาศัยทรัพยากรและงบประมาณอย่างเพียงพอ

ในบริบทที่ปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ประสิทธิภาพแรงงาน และภาระทางเศรษฐกิจในระยะยาว การจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพจิตในสัดส่วนที่ต่ำ อาจทำให้ระบบไม่สามารถรับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่จำนวนบุคลากร คุณภาพบริการ และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

อ้างอิง: สุขภาพคนไทย