จากการประเมินสุขภาพจิตคนไทยกว่า 2 แสนคน พบว่า คนไทยตอนนี้เสี่ยงซึมเศร้ามากที่สุด ตามด้วยภาวะเครียดสูงและหมดไฟในการใช้ชีวิต แถมข้อมูลด้านสุขสุขภาพยังระบุว่าคนไทยดื่มแอลกอฮอร์และสูบบุหรี่มากขึ้น และมีคดีอาญาที่เกี่ยวกับยาเสพติดถึง 111,792 คดี เพิ่มขึ้น 17% สะท้อนคุณภาพชีวิตคนไทยกำลังแย่ลง ]
ในที่สุดคนไทยก็เดินทางมาถึงธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี 2568 ปีที่เรียกได้ว่าคนไทยเจอสถานการณ์ที่เข้มข้นตึงเครียดมาตลอดทั้งปี ตั้งแต่สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภัยพิบัติธรรมชาติที่มาควบคู่กับการรับมือของรัฐบาลที่ยิ่งชวนให้ผู้คนปวดหัวไม่มากก็น้อย
เมื่อคนไทยเจอสถานการณ์แบบนี้ทั้งปี ปัจจุบันสถานการณ์สุขภาพจิตคนไทยเป็นอย่างไรกันบ้าง ?
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่าสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตคนไทยปัจจุบันจากการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย ไตรมาส 3/2568 จากผู้เข้ารับการประเมินราว 230,000 คน พบว่าคนไทยเสี่ยงซึมเศร้ามากที่สุด รองลงมาคือเผชิญภาวะเครียดสูง ตามมาด้วยภาวะหมดไฟ และค่าตัวตายน้อยที่สุด
โดยสถิติจากระบบข้อมูล MHCI กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นดังนี้
จากผู้เข้ารับการประเมิน 230,000 คน
- คนไทยเสี่ยงซึมเศร้า 7.4% หรือราว ๆ 17,020 คน
- คนไทยมีความเครียดสูง 6.9% หรือราว ๆ 15,870 คน
- คนไทยมีภาวะหมดไฟ 5% หรือราว ๆ 11,500 คน
- คนไทยเสี่ยงฆ่าตัวตาย 4% หรือราว ๆ 9,200 คน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ลดความเครียด สร้างอารมณ์ดี ด้วย 'Mindful Eating' กินอย่างมีสติ
คนทำงานกว่าร้อยละ 50 ฝืนไปทำงานแม้เจ็บป่วย
สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ได้สำรวจสุขภาวะทางจิตในรอบ 1 ปี กับกลุ่มตัวอย่างคนวัยทำงาน เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและความต้องการด้านนโยบายและสวัสดิการของคนทำงานมากยิ่งขึ้น
จากผลสำรวจพบว่า 1 ปีที่ผ่านมามีคนทำงานจำนวนมากประสบภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism) ที่ต้องทำงานทั้ง ๆ ที่ตนเองมีความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ แทนที่จะหยุดพักผ่อนหรือรักษาตัว
คนทำงานกว่าร้อยละ 50 ฝืนไปทำงานแม้ป่วยทางกาย โดยพบว่า 38.1% เคยฝืนไปทำงานแม้ป่วยกาย 1-2 ครั้ง ในขณะที่ 8.7% เคยฝืนไปทำงานแม้ป่วยกาย 3-4 ครั้ง และ 2.3% เคยฝืนไปทำงานแม้ป่วยกาย 5 ครั้งหรือมากกว่า
คนทำงานกว่าร้อยละ 28 เคยประสบกับภาวะฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต พบว่า 19.7% เคยฝืนไปทำงาน 1 หรือ 2 ครั้ง แม้มีปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่ 5% เคยฝืนไปทำงาน 3-4 ครั้ง แม้มีปัญหาสุขภาพจิต และ 2.8% เคยฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต 5 ครั้ง หรือมากกว่า
สาเหตุหลักที่คนทำงานฝืนไปทำงาน
“ถ้าเราลางานไปก็คงไม่มีใครทำงานแทนเราได้” คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนฝืนไปทำงานทั้งที่ยังเจ็บป่วย จากผลสำรวจพบว่ามี 5 สาเหตุหลักที่คนทำงานฝืนไปทำงานแม้ยังเจ็บป่วยอยู่
- ไม่มีใครสามารถทำงานที่รับผิดชอบแทนได้ เช่น “งานบางอย่าง ไม่มีคนที่สามารถทำแทนเราได้”และ“เพราะงานของฉันไม่มีใครทำแทนได้” (22.2%)
- มีงานด่วนหรืองานสำคัญที่ต้องทำในวันนั้น เช่น “ถ้างานสำคัญจริง ๆ ก็ต้องอดทนทำไป เเล้วค่อยขอพัก” (20.6%)
- ความจำเป็นเรื่องเงิน หรือกลัวได้รับผลกระทบต่อการประเมิน เช่น “หากขาดงานโดนหักเงินโบนัส”และ “เพิ่งเริ่มงาน ไม่กล้าหยุด” (17.5%)
- ความจำเป็น หรือเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องไปทำงาน เช่น “มีงานที่ต้องรับผิดชอบส่งตามกำหนด”(14.3%)
- ความรู้สึกยังทนไหวกับการทำงานหรือยังมีอาการป่วยไม่มากพอที่ควรจะหยุด เช่น “เพราะว่าป่วยในระดับที่ยังสามารถไปทำงานได้ และกินยาช่วยบรรเทาอาการ แต่อาจจะทำงานได้ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” (14.3%)
การที่ฝืนไปทำงานทั้งที่ยังเจ็บป่วยทั้งกายและใจนั้นอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานลดลงได้ องค์กรสามารถพิจารณาทางเลือกในการลดภาวะการฝืนไปทำงานได้ เช่น
- การสนับสนุนจากหัวหน้า โดยให้พนักงานสามารถเลือกทำงานเมื่อพร้อม และเอาใส่ใจสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
- การส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-life Balance) และให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ขณะอยู่นอกเวลางาน
- การมอบหมายงานอย่างเท่าเทียมและคำนึงถึงเวลาที่เหมาะสม
- การสร้างระบบบัดดี้ หรือการให้บุคคลสองคนเป็นหน่วยเดียวกัน โดยเน้นการสื่อสารและส่งข้อมูล เพื่อช่วยกันปฏิบัติหน้าที่
- การให้หรือเพิ่มโควตาวันลาหยุดแก่พนักงานโดยไม่ตัดเงินเดือน
“ความเครียด” ทำร้าย ชีวิตคนวัยทำงาน
“ความเครียด” กำลังก้าวขึ้นเป็นปัญหาสำคัญของคนวัยทำงานในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อสภาพเศรษฐกิจผันผวน ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้ท่วม และความไม่แน่นอนในชีวิต การรับมือกับความเครียดจึงยิ่งยากขึ้นจนส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความปลอดภัยของชีวิตอย่างคาดไม่ถึง
จาก การสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนวัยทำงานอายุ 15–59 ปี ในกรุงเทพฯ มีความเครียดสูงถึง 3 อันดับแรก ได้แก่ #ปัญหาเศรษฐกิจ รองลงมา คือ #ปัญหาครอบครัว และ #ปัญหาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลรวมไปถึง "ความเครียด" จาก การเสพข่าวมากเกินไป ซึ่งสะท้อนว่าสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่กดดันกำลังกัดกินคุณภาพชีวิตของคนวัยทำงานอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาความเครียดที่สะสมยิ่งสะท้อนชัด เมื่อมอง "สถิติการฆ่าตัวตาย" ที่รายงานโดยกรมสุขภาพจิต ตัวเลขการเสียชีวิตของคนวัยทำงาน (อายุ 20–59 ปี) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุหลักมาจากความเครียดเรื่องงาน เศรษฐกิจ ภาระครอบครัว และปัญหาต่าง ๆ ซึ่งขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา
รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่า คนวัยทำงานเป็นกลุ่มที่เผชิญภาระหนักที่สุด ทั้งค่าใช้จ่าย การดูแลครอบครัว และความคาดหวังในหน้าที่การงาน เมื่อปัจจัยเหล่านี้เข้ามาพร้อมกัน ความเครียดจึงทวีความรุนแรงจนบางคนไม่อาจรับมือไหว
การป้องกันปัญหานี้จึงต้องเริ่มจากการมอง “ความเครียด” เป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลเพียงลำพัง สถานประกอบการจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนสุขภาพจิต เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยปรึกษา และช่วยเหลือกัน ขณะเดียวกัน คนวัยทำงานเองควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อน การจัดการเวลางาน ชีวิต ให้มีความสมดุล
3 นโยบายสนับสนุนสุขภาวะทางจิตคนทำงานมากที่สุด
- การจัดการทำงานแบบยืดหยุ่นด้านสถานที่ (46.3%)
- การมีสิทธิ์ในการลาหยุดเมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต (43.6%)
- การจัดการทำงานแบบยืดหยุ่นด้านเวลา (41.1%)
โดยทั้ง 3 นโยบายนี้นั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงเรื่องการสนับสนุนจากหัวหน้าและการรับรู้ว่าองค์กรให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพจิตของพนักงาน นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ถูกนำไปใช้ เช่น การสำรวจสุขภาพจิตของบุคลากรเป็นประจำ (27.2%) การจัดอบรมหรือ Workshop ในหัวข้อเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต (27.1%) และการเข้าถึงการตรวจสุขภาพจิต (23.4%)
2 นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่ไม่ถูกนำไปใช้แพร่หลายนัก
สิทธิในการตัดการสื่อสารหลังเวลางาน (The right to disconnect) คือ การที่ไม่ติดต่อเรื่องงานหลังเวลาเลิกงาน พบเพียง 2.8% ของกลุ่มตัวอย่าง
โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (Employee Assistance Program) เช่น การเข้าถึงการรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือพบจิตแพทย์ที่พบเพียง 7.8% ของกลุ่มตัวอย่าง
ทั้ง 2 นโยบายนี้ ช่วยให้คนทำงานรู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญต่อสวัสดิการและสุขภาพกายและใจ มากกว่าการไม่มีนโยบายดังกล่าว อีกทั้งยังส่งผลดีต่อคนทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย
สวัสดิการสุขภาพองค์กรที่รวมสุขภาพจิตด้วย
การมีสวัสดิการสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาสุขภาพจิตด้วย เช่น ประกันกลุ่ม หรือประกันสังคม เป็นนโยบายที่เราเข้าใจว่าได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม มีเพียง 54.1% เท่านั้นที่มีสวัสดิการดังกล่าว และยังพบว่า 45.4% มีสวัสดิการสุขภาพแต่ไม่รวมสุขภาพจิต โดยความแตกต่างนี้มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
- จังหวัดที่ทำงาน สวัสดิการมีในจังหวัดอื่น ๆ มากกว่าในกรุงเทพฯ
- รูปแบบสัญญาจ้าง สวัสดิการนี้จะอยู่ในกลุ่มพนักงานประจำ มากกว่าพนักงานชั่วคราว
เพิ่มสวัสดิการ ตรวจสุขภาพกาย-ใจ สิ่งที่คนทำงานอยากได้มากสุด
จากการสำรวจนโยบายทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าแนวทางการปฏิบัติ และนโยบายขององค์กรในการส่งเสริมสุขภาพจิตนั้นยังไม่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากนัก โดยแต่ละนโยบายพบได้ไม่เกินร้อยละ 50 ขององค์กรกลุ่มตัวอย่าง จากมุมมองของคนทำงาน แนวทางการปฏิบัติ นโยบาย สวัสดิการ หรือสิทธิ์ในการดูแลสุขภาพจิตที่อยากได้จากองค์กร ได้แก่
- เพิ่มสวัสดิการ การตรวจและรักษาสุขภาพกายและใจ และการได้รับคำปรึกษาทางจิตใจ (41.7%)
- จัดอบรมให้ความรู้ และจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิต (16.7%)
- เพิ่มสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการลา และนโยบายการพักผ่อน (13.1%) เช่น การลาหยุดได้เมื่อมีปัญหาด้านสภาวะทางจิตใจ โดยจัดอยู่ในกลุ่มลาป่วย ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ รวมถึงการมีเวลาและพื้นที่ให้พักกายและใจได้เต็มที่หลังทานอาหารกลางวัน
- มีการสื่อสาร และส่งเสริมการพูดคุย สอบถามสภาวะจิตใจ และแนวทางการรับฟังซึ่งกันและกัน (11.3%) เช่น ทุกบริษัทควรมีพื้นที่เซฟโซน (Safe zone) ให้กับบุคลากรสามารถพูดถึงปัญหาที่พบเจอและระบายออกมาได้
- สร้างเสริมบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เช่น ยุติการตำหนิ ไม่กดดัน สร้างความเท่าเทียม และทำตามข้อตกลงของกฏหมายและงาน (10.1%)
- เพิ่มสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทน เช่น ค่าอาหาร และโบนัส (6.0%)
อ้างอิง:สุขภาพคนไทย ,สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต:Thailand Institute For Mental Health Sustainability (TIMS)





