วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘เริม’ โรคกวนใจไม่อันตรายร้ายแรง แต่ เป็นแล้วไม่หายขาด

‘เริม’ โรคกวนใจไม่อันตรายร้ายแรง แต่ เป็นแล้วไม่หายขาด

เคยรู้สึกคันบริเวณริมฝีปาก และเริ่มมีตุ่มใสๆ เล็กๆ ที่ขึ้นตามมา หรือแม้กระทั่งบริเวณที่ลับๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นสิว หรือแพ้อะไรหรือไม่? แต่จริงๆ อาจจะไม่ใช่ เพราะนั้นอาจเป็นอาการของ “โรคเริม”  โรคที่ไม่อันตรายร้ายแรง สำหรับคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ แต่เป็นโรคที่ รักษาไม่หายขาด ไวรัสจะแฝงตัวอยู่และอาจกำเริบได้เมื่อร่างกายอ่อนแอจากความเครียด, แสงแดด, หรือพักผ่อนไม่พอ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ตุ่มน้ำ และสร้างความรำคาญ แม้จะไม่ร้ายแรง

นอกจากนั้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ได้หากเกิดกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารกแรกเกิด, ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ, หรือหากเชื้อลุกลามไปที่ตาหรือสมอง ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้สูงหรือตุ่มขึ้นบริเวณรอบดวงตา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

2 ใน 3 คนไทยเครียดไม่รู้ตัว ทำร้ายชีวิต ‘คนวัยทำงาน’ ชวนดูแลสุขภาพใจ

ภัยเงียบมะเร็งคอหอย! เช็กสัญญาณเตือน วิธีรักษาก่อนสาย

รู้จักโรคเริ่ม ตุ่มใส ติดเชื้อไวรัส

พญ. รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ดอายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคติดเชื้อ และพญ. มัทนา ภาติยะศิขัณฑ์อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านตจวิทยา (โรคผิวหนัง) โรงพยาบาลเมดพาร์ค ช่วยกันอธิบายว่าเริม (Herpes simplex) คือ โรคติดต่อทางผิวหนังหรือทางเพศสัมพันธ์ผ่านการสัมผัสกับเชื้อไวรัส HSV-1 หรือ HSV-2 ที่ทำให้เกิดเริมที่ปาก หรือเริมที่อวัยวะเพศ สาเหตุของอาการคันยุบยิบ ตุ่มน้ำใส แผลพุพอง ปวดแสบปวดร้อน และมีไข้ ในขณะที่บางรายอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เริมเป็นโรคติดเชื้อที่รักษาได้แต่ไม่หายขาด ผู้ที่เคยเป็นเริมแล้วสามารถกลับมาเป็นโรคซ้ำเมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำ

เริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus: HSV-1, HSV-2) ที่แพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะที่บริเวณปากและที่อวัยวะเพศ เช่น การจูบผู้ติดเชื้อ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การทาลิปสติกแท่งเดียวกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย หรือการทำออรัลเซ็กส์ ทำให้เกิดเริมที่ปาก เริมที่อวัยวะเพศ และเริมบนผิวหนังบนร่างกาย พ่อแม่ที่เป็นเริมสามารถแพร่กระจายโรคสู่ลูกผ่านการจูบ การสัมผัสผิวหนัง หรือการใช้สิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลายร่วมกัน

โรคเริมมีทั้งหมดกี่ชนิด 

ในทางการแพทย์ สามารถแบ่งเริม ออกได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของการติดเชื้อโรคเริมบนร่างกาย โดยเริมทั้ง 2 ชนิดสามารถติดต่อ และแสดงอาการที่บริเวณส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ เริมทั้ง 2 ชนิด ได้แก่

1. Herpes simplex virus type I: HSV-1 ที่ทำให้เกิดแผลหรือตุ่มน้ำพองที่บริเวณปาก ใบหน้า โพรงจมูก หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนังเหนือสะดือ เริมที่ปาก เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HSV-1 เช่น น้ำลาย ที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำใส แผลพุพอง ผื่นบวมแดง และบาดแผลแสบร้อน

2. Herpes simplex virus type II: HSV-2 เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HSV-2 ที่ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง แผลพุพอง และอาการเจ็บปวดที่บริเวณอวัยวะเพศชาย หรือที่บริเวณอวัยวะเพศหญิง

สาเหตุของการติดเชื้อไวรัส HSV-1

  • การจูบ การหอมแก้ม
  • การสัมผัสกับผิวหนังใกล้กับบริเวณปากของผู้ที่เป็นโรคเริม
  • การใช้ภาชนะ หรือสิ่งของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ลิปสติก มีดโกน
  • การได้รับการทำรักด้วยปาก หรือออรัลเซ็กส์ (Oral sex) จากผู้ที่มีเชื้อไวรัสโรคเริม โดยเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะเพศได้

สาเหตุของการติดเชื้อไวรัส HSV-2

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัยผ่านการสอดใส่ระหว่างอวัยวะเพศชาย-หญิง การมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลังหรือทางทวารหนัก หรือการสัมผัสถูไถระหว่างอวัยวะเพศหญิง-หญิง
  • การทำออรัลเซ็กส์ หรือได้รับการทำออรัลเซ็กส์จากผู้ที่ติดเชื้อโรคเริม
  • การสัมผัสแบบแนบชิด เนื้อแนบเนื้อ แม้ปราศจากการหลั่ง
  • การสัมผัสกับแผลติดเชื้อ หรือตุ่มน้ำพอง รวมถึงคุณแม่ติดเชื้อที่ให้นมบุตร
  • การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดบุตร โดยคุณแม่ที่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์
  • การติดเชื้อจากการใช้เซ็กส์ทอย (Sex toy) ร่วมกันกับผู้ที่ติดเชื้อ

แล้วเริมซ่อนเร้นอย่างไร?

ที่น่าตกใจคือ หลังจากที่เราได้รับเชื้อ HSV ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ตาม เจ้าไวรัสตัวนี้จะไม่ได้หายไปไหน แต่จะไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของเราอย่างเงียบๆ คล้ายกับการจำศีล รอโอกาสที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิตก เครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อไหร่ที่ร่างกายมีสัญญาณอ่อนแอ มันก็จะฉวยโอกาส “ตื่นขึ้นมา” และสำแดงอาการของโรคออกมาให้เราได้เห็นนั่นเอง

เช็กอาการเมื่อเป็นเริม

เริมแสดงอาการเริ่มต้นด้วยอาการคันยุบยิบบริเวณที่ติดเชื้อไวรัส HSV จากนั้นจะเกิดตุ่มน้ำพองใส อักเสบ และเจ็บแสบบนฐานของผื่นบวมแดงที่รวมกลุ่มกันบนผิวหนัง โดยมีอาการประมาณ 2-3 วันจนถึง 1-2 สัปดาห์ และสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ผ่านการสัมผัส จากนั้นตุ่มน้ำพองใสจะแตกออก มีเลือดไหลซึม แล้วจึงตกสะเก็ดเมื่อแผลสมานตัว เริมเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โดยหลังจากที่อาการของโรคหายไปแล้ว เชื้อไวรัส HSV จะยังคงฝังตัว หลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาท (Ganglion) ของร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาตราบจนภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำ อาการของโรคเริมจึงจะเริ่มปรากฎให้เห็นขึ้นอีกครั้ง โดยอาการของโรคเริม มีดังนี้

  • กลุ่มของตุ่มน้ำพองใส หรือแผลพุพองเล็ก ๆ ที่ขึ้นบริเวณรอบ ๆ ริมฝีปาก ลิ้น ใบหน้า หรืออวัยวะเพศ
  • อาการคันระคายเคือง เจ็บแสบที่อวัยวะเพศ หรือรอบ ๆ ทวารหนัก
  • อาการเจ็บแสบที่อวัยวะเพศขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia)
  • อาการเหมือนมีหนามแหลมเล็ก ๆ ทิ่มตำ อาการแสบคับหรือแสบร้อน
  • มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรืออาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต
  • มีอาการปวดแสบขณะปัสสาวะ
  • มีอาการตกขาว (ในเพศหญิง) มีกลิ่นคาว
  • อวัยวะเพศบวมแดง

โรคเริม กลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

โรคเริม สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ภายใน 7 วัน หลังจากการเป็นครั้งแรก โดยหากเชื้อไวรัส HSV ที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณปมประสาทได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซ้ำ เชื้อไวรัสจะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นประสาทจนถึงปลายประสาทและแสดงอาการออกมา โดยความรุนแรงของอาการจะน้อยกว่าและหายเร็วกว่าครั้งแรกทั้งจำนวนของตุ่มน้ำพองใส อาการคัน หรืออาการแสบร้อน

ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เป็นโรคเริมซ้ำ

  • ภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  •  การติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ซ้ำ หรือมีไข้สูง
  • การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์
  • การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ระหว่างมีประจำเดือน
  • การผ่าตัดที่กระทบต่อเส้นประสาท
  • อากาศร้อน การอยู่ท่ามกลางแสงแดด
  • การขาดสารอาหาร
  • ความเครียด

แนวทางวินิจฉัยโรคเริม 

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคเริม โดยการซักประวัติ ตรวจอาการ และตรวจดูลักษณะของตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพอง จากนั้นแพทย์จะทำการทดสอบทางแล็บปฏิบัติการ เช่น การทดสอบ PCR Test (Polymerase chain reaction) โดยการตรวจตัวอย่างเลือดหรือเนื้อเยื่อบริเวณบาดแผลผ่านการส่องกล้อง การเพาะเชื้อ และตรวจแอนติบอดี้ในร่างกายเพื่อวัดระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส HSV ที่เป็นสาเหตุของโรคเริม โดยวิธีการทดสอบ PCR Test เป็นวิธีการตรวจสอบหาเชื้อไวรัส HSV ที่มีความแม่นยำ และสามารถระบุชนิดของเชื้อไวรัส HSV ได้อย่างชัดเจน

การรักษาโรคเริม มีวิธีการอย่างไร?

ทันทีที่แพทย์ระบุผลการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคเริม แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาต้านไวรัสเพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส HSV ร่วมกับยาระงับความเจ็บปวด ทั้งนี้การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับยาต้านไวรัสตั้งแต่เมื่อเริ่มมีอาการคันที่ปาก หรือที่อวัยวะเพศจะช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และช่วยไม่ให้แผลลุกลามได้ ยาที่แพทย์ใช้รักษาโรคเริม ได้แก่

  • ยาต้านไวรัส HSV ได้แก่ ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) ยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)
  • ยาระงับความเจ็บปวดชนิดรับประทาน เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen)
  • ยาต้านการอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs)
  • ยาแก้ปวดชนิดที่ทาลงบนแผลเริมชนิดที่เป็นเนื้อครีม หรือขี้ผึ้ง เช่น ยาเบนโซเคน (Benzocaine) ยาไลซีน (L-lysine) ยาโดโคซานอล (Docosanal)

วิธีการป้องกันโรคเริม 

วิธีการป้องกันโรคเริมที่ดีที่สุดคือ การลด ละ เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการเป็นพาหะนำโรคสู่บุคคลอื่น เช่น

  • การไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน ไม่สัมผัสกับคนหรือสิ่งของที่อาจปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง
  • การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ หมั่นทำความสะอาดร่างกาย
  • การทานอาหารที่มีประโยชน์
  • การออกกำลังกายเป็นประจำ
  • การพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงคงที่ และช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสเริม

อาการแทรกซ้อนของโรคเริม

อาการแทรกซ้อนของโรคเริมที่ปากและเริมที่อวัยวะเพศ คือการแพร่เชื้อลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ เช่น

  • การติดเชื้อที่ดวงตาที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น
  • การติดเชื้อที่สมองที่อาจทำให้สมองอักเสบ
  • การติดเชื้อของมารดาขณะตั้งครรภ์ ที่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่ทารกในครรภ์

อาการเริมที่อวัยวะเพศหญิง 

เริมที่อวัยวะเพศหญิง มีอาการคัน มีแผลพุพอง อาการปวดแสบปวดร้อน และเจ็บแปลบเหมือนมีหนามทิ่มตำที่บริเวณอวัยวะเพศ จากนั้นจึงเกิดแผลพุพอง ตุ่มน้ำใส ผื่นบวมแดง หรือแผลแสบร้อนที่บริเวณปากมดลูก รอบ ๆ อวัยวะเพศ ขาหนีบ บริเวณก้น รอบ ๆ ทวารหนัก และอาจมีอาการตกขาว และกลิ่นคาวร่วม รวมถึงรู้สึกแสบขณะปัสสาวะ หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ และมีไข้

อาการเริมที่อวัยวะเพศชาย 

เริมที่อวัยวะเพศชาย มีอาการคัน แผลพุพอง แผลบวมแดง และตุ่มน้ำพองใสขึ้นที่อวัยวะเพศชาย โดยบริเวณที่พบมาก คือ ส่วนหัวขององคชาต ผิวหนังรอบ ๆ องคชาต ทวารหนัก บริเวณถุงอัณฑะ ก้น หรือขาหนีบ มีอาการเจ็บแปลบ ปวดแสบปวดร้อนคล้ายหนามทิ่มตำ รู้สึกไม่สบายตัว มีอาการปัสสาวะแสบขัดลำกล้อง เจ็บอวัยวะเพศขณะสอดใส่ หรือมีเพศสัมพันธ์ และมีไข้

เมื่อสงสัยว่าเป็นเริม ควรทำอย่างไร?

ผู้ที่สงสัยว่ามีอาการของโรคเริมควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ การตรวจเจอเร็วและรับการรักษาเร็วจะช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสลุกลาม และช่วยบรรเทาอาการคัน เจ็บแสบ ผู้ที่เคยเป็นโรคเริม ควรเข้ารับการตรวจร่างกายซ้ำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ

เริม เป็นโรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในปัจจุบัน เชื้อไวรัสเริมสามารถอยู่ในร่างกายได้โดยไม่แสดงอาการใด ๆ และยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ทุกเมื่อ การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ การไม่สัมผัสกับน้ำลายผู้อื่น และการตรวจเลือดเป็นประจำทุกปีเพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันร่างกายจะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสโรคเริมได้

เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์?

  • สงสัยว่าตนเองเป็นโรคเริม หรือมีอาการที่เข้าข่าย
  • มีอาการของโรคเริมเป็นครั้งแรก หรืออาการรุนแรง
  • มีอาการของโรคเริมกลับมาบ่อยครั้ง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีอาการของโรคเริม
  • มีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลตนเองและการป้องกัน

อ้างอิง: โรงพยาบาลเมดพาร์ค ,โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา