background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

เสี่ยงเป็น 'โรค PTSD'  เหตุที่ 'พารากอน' แม้คนนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่

เสี่ยงเป็น 'โรค PTSD'  เหตุที่ 'พารากอน' แม้คนนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่

จิตแพทย์ชี้ติดตามข่าวความรุนแรงที่พารากอนนาน วนๆซ้ำๆ จนทำให้เสมือนอยู่ในเหตุการณ์ อาจเสี่ยง โรค PTSD ภาวะทางจิตใจที่รุนแรง แม้ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์   เกิดเจ็บป่วยทางจิตใจ ซึมเศร้าได้ 

Keypoints:

  • การส่งต่อภาพ คลิปเหตุการณ์ความรุนแรงที่พารากอน นั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อคนที่รับข้อมูลอย่างที่คาดไม่ถึง แม้ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์
  • โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะทือนขวัญหรือ PTSD (Post-traumatic stress disorder) อาการที่ต้องเฝ้าระวัง กลุ่มเสี่ยง และการรักษา  
  • คำแนะนในการดูแลเยียวจิตใจเบื้องต้นหากตัวเองหรือคนใกล้ชิดเผชิญกับเหตุรุนแรง และการติดตามข่าวอย่างไรไม่ให้ใจดิ่ง

          พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงผลกระทบอย่างหนึ่งในหลายๆอย่างที่จะเกิดขึ้นจากที่มีการส่งต่อข้อมูล คลิปวิดีโอของเหตุการณ์ความรุนแรงที่พารากอรในโซเชียลมีเดียต่างๆว่า  สำหรับคนที่รับข้อมูล ข่าวสารโดยตรง มีข้อมูลชัดเจนว่าภาพที่สยดสยอง รายละเอียดข่าวที่สร้างความตระหนก สามารถทำให้เกิดบาดแผลทางจิตกับคนรับสารได้ การรับข่าวและภาพเช่นนี้ซ้ำๆ
     มีรายวิจัยว่า ถ้ารับข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ประมาณ 6 ชั่วโมงขึ้นไป  จะทำให้เสมือนว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์นั้น และเกิดภาวะทางจิตใจที่รุนแรงที่เรียกว่า PTSD ได้ทั้งที่ไม่ได้เห็นหรืออยู่ในเหตุการณ์ แต่ดูแค่ข่าวแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เจ็บป่วยทางจิตใจ หรือมีภาวะซึมเศร้า เป็นโรคซึมเศร้า และอื่นๆตามมาได้ ฉะนั้น การส่งสารลักษณะนี้เป็นอันตรายกับคนเสพ

 “อันไหนลบได้ก็ขอให้ลบ ต้องช่วยกันวิงวอน ช่วยกันลบ ช่วยกันไม่ส่งต่อ”พญ.อัมพรกล่าว

PTSD โรคเครียดภายหลังภยันตราย

       โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะทือนขวัญหรือ PTSD (Post-traumatic stress disorder) เป็นความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์คุกคามที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง หรือเผชิญเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บที่มีความเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งความเครียดเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

อาการของโรค PTSD

     กรมสุขภาพจิต ระบุถึง อาการผู้ที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็นภาวะ PTSD

ระยะที่หนึ่ง (1 เดือนหลังเจอเหตุการณ์) เราจะเรียกว่าระยะทำใจ หรืออาการเครียดเฉียบพลัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการเครียดแล้วเกิดอาการทางประสาทขึ้นมาได้

ระยะที่สอง (มากกว่า 1 เดือน) มีลักษณะอาการสำคัญ 4 อย่าง คือ

1. เห็นภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นมาซ้ำๆ หรือฝันเห็นบ่อยครั้ง

2. อาการ Flash Back คือ เกิดความตื่นตัว เห็นเหตุการณ์นั้นๆ กำลังจะเกิดขึ้นกับเรา ควบคุมไม่ได้   นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ตกใจง่าย ใจสั่น ความดันโลหิตสูง ไม่มีสมาธิ เครียดได้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว

3. พยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะส่งผลทำให้กระทบกระเทือนต่อจิตใจ เช่น ภาพข่าวเหตุการณ์ การพูดถึงจากบุคคลอื่น

4. มีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ในเชิงลบ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองหม่นหมอง ทั้งตัวเองและสิ่งรอบข้าง คิดว่าตัวเองคงไม่มีความสุขได้อีกต่อไปแล้ว ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบหรือเคยทำมาก่อนอีกแล้ว ทำให้อาจคิดฆ่าตัวตาย หรือพึ่งสารเสพติดต่างๆ เพื่อต้องการให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วอาจจะทำให้เกิดผลร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

กลุ่มเสี่ยง PTSD

1.คนที่มีประสบการณ์ถูกทำร้ายตอนเด็กๆ

2.คนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนหรือครอบครัวมาคอยช่วยเหลือ

3.คนที่ชอบพึ่งพาคนอื่นมาโดยตลอด ไม่พยายามช่วยเหลือตนเอง

4.คนที่มีอาการทางจิตเวชเป็นทุนเดิม เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่า โรควิตกกังวล

5.คนที่อายุน้อยไม่มีประสบการณ์ คนอายุมากที่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว

6.ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเป็นโรค PTSD ได้มากกว่าผู้ชาย

แนวทางการรักษาPTSD

1.ยอมรับตัวเอง ไม่ต้องกลัวการรักษาหรือคิดว่าตัวเองเป็นโรคจิตเวชร้ายแรง ไม่ว่าใครที่เคยเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ต้องเครียดด้วยกันทั้งนั้น

2.ทำจิตบำบัดในเชิงพฤติกรรมบำบัด เช่น ให้เผชิญกับสิ่งที่หวาดกลัว เหตุการณ์ที่เคยหวาดกลัวให้คนไข้ได้ปรับตัว หาทางที่จะควบคุมอาการที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

3.ฝึกผ่อนคลายความเครียด เช่น การทำสมาธิ ฝึกลมหายใจ วิธีการเบี่ยนเบนความคิดเมื่อเราคิดหมกมุน

4.ทำกลุ่มบำบัด โดยนำบุคคลที่เคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันมาพบกัน แล้วร่วมแชร์ความรู้สึกประสบการณ์ เหมือนมีเพื่อนคอยรับฟังความคิดเห็นของเรา เพื่อให้เผชิญกับเหตุการณ์นั้นๆ ได้ดีขึ้น

5.รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

3 ระยะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
     อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น กรมสุขภาพจิตจะมีการเข้าไปดูแลเยียวยาจิตใจของผู้ที่ประสบเหตุ โดยทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือทีมMCATT แบ่งเป็น 3 ระยะ

      ระยะที่ 1 คือ ช่วง 3 วันแรก โดยทีมMCATT 
พื้นที่ เริ่มดูแลให้กำลังใจประชาชน เนื่องจากยังมีความหวาดกลัว วิตกไม่สบายใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะประชาชนและครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิด ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ต้องดูแลรายบุคคลทุกครอบครัว (แนะนำดูแลตนเอง เช่น นอนหลับ เลี่ยงสุรา/ยาเสพติด หาคนพูดคุย)

 ระยะที่ 2 คือ ช่วง3 วันแรกถึง 2 สัปดาห์ ยังคงดูแลต่อเนื่องในแง่มุมจิตใจที่จะมีแผลใจ เจ็บปวด และความทุกข์ปรากฏมากขึ้นความเศร้าโศก กังวลมากนอนไม่หลับ, สะดุ้งผวากลางคืน ทีม MCATT และศูนย์เยียวยาในชุมชน กระจายให้ช่วยเหลือเชิงรุก ไปเยี่ยมบ้าน ประเมิน ให้คำปรึกษาแนะนำ เยียวยาใจ

 ระยะที่ 3 คือช่วง 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือนหรือนานกว่านั้น ทีมพื้นที่ดูแลต่อเนื่องและกระจายทำความเข้าใจกับพื้นที่ให้สามารถปรับตัวและร่วมกันดูแล โดยรายที่มีปัญหาสุขภาพจิตสำคัญได้รับการส่งต่อดูแลเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกัน โรค PTSD

เสี่ยงเป็น 'โรค PTSD'  เหตุที่ 'พารากอน' แม้คนนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่
 6 แนวทางดูแลเบื้องต้นหลังเกิดเหตุรุนแรง

        กรมสุขภาพจิตได้แนะนำแนวทางในการดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดหลังเกิดเหตุรุนแรง ดังนี้

1. ดูแลสุขภาพกายและใจของตนเอง เพื่อเตรียมการดูแลจิตใจของคนรอบข้าง ให้พยายามรับประทานอาหาร นอนหลับพักผ่อน ออกกำลัง และพยายามใช้ชีวิตปกติเท่าที่เป็นไปได้

2. ให้ความสำคัญกับอารมณ์ของตนเองซึ่งอาจเกิดความรู้สึกมากมายในจิตใจ ต้องให้เวลาในการจัดการและช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้างให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

3. หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และความรู้สึกตัวเอง การมีความเปลี่ยนแปลงด้านการกิน การนอน รู้สึกหมดกำลัง และอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของระดับความเครียดสูง ถ้าเป็นเด็กและเยาวชน จะมีอาการถดถอย เช่น เกาะคนดูแลแน่น ร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์รุนแรง

 4. หลีกเลี่ยงการรับข่าวที่มากเกินไปจากสื่อ ภาพความรุนแรงต่างๆ รวมไปถึงข่าวปลอมและข่าวลือ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเครียดและปัญหาด้านสุขภาพจิตภายหลังเผชิญภัยพิบัติ

5. พยายามหาวิธีช่วยให้ติดต่อกับเพื่อนและครอบครัวของผู้ประสบเหตุที่อยู่เพียงลำพังเพื่อช่วยกันสนับสนุนด้านอารมณ์ให้ผ่านช่วงที่ยากลำบากไปได้

6. เพิ่มการพูดคุยและติดต่อกับผู้อื่นเท่าที่ทำได้ เพื่อระบายความรู้สึก ช่วยเหลือพูดคุยกับคนรอบข้างโดยเน้นที่ความเข้มแข็งของบุคคลที่สามารถจัดการความยากลำบากไปได้

        หากพบความผิดปกติที่สงสัยว่าท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการของPTSD ควรรีบพาไปพบจิตแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน  เพื่อรับการรักษาต่อไป
    3 ข้อติดตามข่าวไม่ให้ดิ่ง 

     ขณะที่รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เคยออกคำแนะนำจากจิตแพทย์ เรื่อง 3 คำแนะนำพยุงใจ ติดตามข่าวอย่างไรไม่ให้ใจดิ่ง ไว้เมื่อ 7 ต.ค.2565 ดังนี้

  • หมั่นสำรวจจิตใจตนเอง
    ว่ามีอารมณ์ด้านลบ รุนแรง หรือมีความคิดถึงเหตุการณ์นั้นรบกวนตลอดเวลาหรือไม่
  • จำกัดการรับข่าวสาร
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปวิดีโอหรือภาพถ่ายที่เกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงนั้น รวมทั้งสื่อสารกับคนรอบข้างว่าต้องการจำกัดการรับข่าวสารดังกล่าว
  • ขอความช่วยเหลือ
    หากยังคงมีอารมณ์หรือความคิดด้านลบค่อนข้างมาก หรือไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรปรึกษาผู้ที่ไว้ใจได้ หรือบุคลากรทางสุขภาพจิต หรือติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อ้างอิง
กรมสุขภาพจิต ,สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข , รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย