background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘โรคเตียงดูด’ เสพติดการนอน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เสี่ยง ‘ป่วยทางจิต’?

‘โรคเตียงดูด’ เสพติดการนอน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เสี่ยง ‘ป่วยทางจิต’?

ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น อยากนอนต่อ ไม่ยอมลุกจากเตียง รู้ตัวอีกทีก็นอนไปแล้วทั้งวัน อาการนี้ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เข้าข่าย “โรคเตียงดูด” หรือ “Clinomania” เสพติดการนอนจนกระทบ “สุขภาพจิต”

Key Points:

  • ปัญหาการนอนมีมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ “นอนไม่หลับ” อย่างเดียว แต่หาก “นอนมากเกินไป” ก็อันตรายเช่นกัน โดยเฉพาะภาวะ “Dysania” และ “Clinomania” ซึ่งไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
  • “Dysania” คือ ภาวะตื่นนอนยาก รู้สึกว่าการตื่นนอนในแต่ละครั้งต้องใช้ความพยายามอย่างสูง บางคนใช้เวลา 1-2 ช.ม. ในการลุกจากเตียงก็มี
  • “Clinomania” คือ อาการที่ผู้ป่วยชอบอยู่ที่เตียงตลอดเวลา ไม่อยากลุกไปไหน เพราะการนอนบนเตียงทำให้รู้สึกปลอดภัย ชอบทำทุกอย่างบนเตียง ทั้งกินข้าว ทำงาน ดูหนัง เล่นมือถือ ฯลฯ

ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น อยากนอนต่อ ลืมตาไม่ขึ้น จนสุดท้ายก็นอนอยู่บนเตียงไปแล้วทั้งวัน คล้ายกับว่า “เสพติดการนอน” บางคนอาจมองว่าเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวหรือพฤติกรรมความขี้เกียจ แต่ความจริงแล้วอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเข้าข่ายเป็น “โรคเตียงดูด” ที่อาจทำให้มีอาการ “ป่วยทางจิต” ตามมาในอนาคต

การนอนมากเกินไปเป็นประจำ ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางใจมากกว่าที่คิด ซึ่งปัญหาการนอนมากเกินไปนั้นสามารถจำแนกได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็น ตื่นยากในตอนเช้า ง่วงนอนมากผิดปกติ หรือ นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน กรุงเทพธุรกิจจะพาไปทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาเหล่านั้นรวมถึงผลเสีย และประเภทของปัญหา “นอนมากเกินไป”

  • ตื่นมาแล้วไม่อยากลุก หรือ ง่วงนอน อยากนอนทั้งวัน เป็นเพราะอะไร?

การลืมตาตื่นในตอนเช้าของบางคนอาจเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการลุกจากเตียง รู้สึกว่ายังไม่อยากตื่น อยากนอนต่อเป็นประจำ แม้ว่าจะสายแล้ว หรือไม่ได้ง่วงนอนแล้วก็ตาม หากมีอาการดังกล่าว ถือว่าเข้าข่ายภาวะ “Dysania” หรือ “Clinomania” อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ “Dysania” และ “Clinomania” แม้ว่าจะมีลักษณะโดยรวมของอาการ สาเหตุ และผลกระทบใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้วเป็นภาวะที่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย

  • “Dysania” เช้าแล้ว แต่ไม่อยากตื่น กว่าจะลุกได้ทำไมยากจัง?

สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเป็น “Dysania” จะมีอาการหลักๆ คือ เมื่อตื่นมาแล้วจะไม่สามารถลุกจากเตียงได้ทันที บางคนต้องใช้เวลาในการพยายามลุกออกจากเตียงเป็นชั่วโมง และมักมีความรู้สึกหนักใจ วิตกกังวล เมื่อคิดจะลุกออกจากเตียง พอลุกออกจากเตียงไปแล้วก็ยังรู้สึกว่าอยากกลับไปนอนต่อ และเป็นภาวะเรื้อรัง โดยมีปัจจัยบางส่วนมาจากความเหนื่อยล้าสะสม

โดยทั่วไปแล้ว Dysania มักเป็นอาการของปัญหาที่ซ่อนอยู่ใน “สุขภาพจิต” หรือ “สุขภาพกาย” อีกทีหนึ่ง เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ หรือความเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ และจากการศึกษาพบว่า Dysania ยังไม่ใช่ภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้เองแบบเดี่ยวๆ แต่ก็สร้างผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยมากพอสมควร

  • “Clinomania” อยากนอนอยู่ทั้งวัน มีความสุขกับการใช้ชีวิตบนเตียง

ในส่วนของภาวะ “Clinomania” มาจากภาษากรีกคำว่า “clino” แปลว่าเตียง และ “mania” แปลว่าเสพติด แปลตรงตัวได้ว่า ติดเตียง ซึ่งเรียกว่า “เสพติดการนอน” หรือ “โรคเตียงดูด” ก็ได้ โดยมีความใกล้เคียงกับภาวะ Dysania พอสมควร 

แต่จุดที่แตกต่างคือ ผู้ป่วยจะอยากนอนอยู่บนเตียงทั้งวันจนแทบไม่ลุกออกไปทำอะไรอย่างอื่นเลย หรือบางครั้งก็ทำกิจกรรมต่างๆ บนเตียงไปเลย ไม่ว่าจะเป็น ทำงาน รับประทานอาหาร ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือ เล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้มีปัญหาในการลุกจากเตียงแค่ตอนเช้าเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้ชื่อว่า “โรคเตียงดูด” เพราะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนเตียงได้ทั้งวันทั้งคืน

ด้าน เนหา เมห์ตา (Neha Mehta) นักจิตวิทยา เปิดเผยผ่าน My Fit Brain ว่า ภาวะ Clinomania บังคับให้เรานอนอยู่บนเตียงไม่ใช่เพราะเราต้องการนอนมากขึ้น แต่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากที่สุดเมื่อได้นอนอยู่บนเตียง และพบได้ในผู้คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดหรือภาวะซึมเศร้ามากถึงร้อยละ 70

  • อาการ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “Clinomania” และ “Dysania”

แม้ว่าปัญหาการนอนทั้งสองประเภทจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีสาเหตุการเกิดโรคที่ใกล้เคียงกันมาก ใครที่สงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวอาจกำลังตกอยู่ในภาวะ “Dysania” หรือ “Clinomania” สามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้

- ในตอนเช้าไม่อยากลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน และเลื่อนนาฬิกาปลุกเพื่อนอนต่อไปอีกเรื่อยๆ 

- นอนได้ทั้งวัน ง่วงนอนตลอด และนอนได้ทุกที่ เช่น ฟุบหลับบนโต๊ะ นั่งหลับบนเก้าอี้ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็นอนหลับได้

- ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็มองว่าเตียงนอนคือจุดหมาย เช่น เครียด เศร้า มีความสุข สุดท้ายแล้วก็เลือกที่จะนอน

- นำกิจกรรมทุกอย่างมาทำบนเตียง เช่น รับประทานอาหาร อ่านหนังสือ เล่นโซเชียล ดูทีวี หรือแม้กระทั่งทำงาน

- เชื่อและมีความเข้าใจว่า การนอนเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุดในชีวิต ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนอนได้ตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้การนอนมากเกินไปนั้นยังส่งผลให้ สภาวะอารมณ์แปรปรวน พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางจิตเวช

ไม่ใช่แค่ปัญหา “ป่วยทางจิต” เท่านั้น แต่อาการเตียงดูดหรือเสพติดการนอน ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอีกด้วย เนื่องจากนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ทำให้ขยับร่างกายน้อยกว่าที่ควร ส่งผลกระทบให้การเผาผลาญพลังงานลดลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง ไปจนถึงความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อลดลง ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง และหากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เป็นโรคหัวใจและปัญหาเส้นเลือดในสมอง

นอกจากนี้ “โรคเตียงดูด” ยังทำให้ผู้ป่วยมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง รวมถึงเริ่มสูญเสียความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไปด้วย (เพราะเอาแต่นอน)

  • ทำอย่างไรให้หลุดพ้นจาก “โรคเตียงดูด” และ “เสพติดการนอน”

ขั้นแรกในการแก้ปัญหา “Dysania” และ “Clinomania” ก็คือเริ่มจาก “ปรับพฤติกรรม” โดยการเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา และน้ำอัดลม เลี่ยงหลีกการสูบบุหรี่ ออกกำลังเป็นประจำโดยอาจเริ่มจากวันละ 15 นาที แต่ก็ไม่ควรออกกำลังหนักเกินไปเพราะอาจทำให้นอนหลับยากขึ้น

ที่สำคัญต้องงดทำกิจกรรมอื่นๆ บนเตียงนอน เช่น รับประทานอาหาร หรือ ทำงาน โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอนควรงดเล่นโทรศัพท์มือถือ เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอทำให้ประสิทธิภาพของการนอนหลับลดลง อาจเปลี่ยนมาอ่านหนังสือหรือนั่งสมาธิก่อนนอนแทน

หากปรับพฤติกรรมไปได้ระยะหนึ่งแล้ว Dysania หรือ Clinomania ยังไม่หายไปหรือยังไม่ดีขึ้น ก็จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือนักจิตวิทยา เพื่อหาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เช่น ใช้ยารักษา หรือปรับพฤติกรรมเฉพาะจุด

  • นอนมากเกินไป ส่งผลให้สมองช้า อ้วนง่าย ตายไว?

ไม่ใช่แค่ Dysania และ Clinomania เท่านั้น แต่ยังมี “โรคนอนเกิน” หรือ Hypersomnia ที่ส่งผลร้ายไม่แพ้กัน เพราะผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตนเองนอนเท่าไรก็ไม่พอ ง่วง เพลีย อยากงีบหลับวันละหลายครั้ง หรือนอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง ทำให้สมองช้า มีบุตรยาก อ้วนง่าย และ เสียชีวิตเร็ว เนื่องจากไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย ส่งผลให้ออกซิเจนไม่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่นอนในระยะเวลาพอดี (7-8 ชั่วโมง) ถึงร้อยละ 1.3%

อ่านข่าว : 

นอนเยอะไปก็ไม่ดี เพราะอาจเสี่ยงเป็น “โรคนอนเกิน” ส่งผลร้ายถึงสมอง

นอกจากนี้ ผลต่อเนื่องจากการที่แทบไม่ได้ขยับตัวเลย จะทำให้เกิด “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” หรือ Sedentary Lifestyle ตามมาอีกด้วย 

ผลสำรวจสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนไทย พ.ศ. 2550-2560 โดยกระทรวงสาธารณสุข พบว่าประชาชน 1 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นจำนวนถึง 2 ใน 3 ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากถึง 14 ชั่วโมง ต่อวัน

สำหรับผลเสียที่ตามมาจากพฤติกรรมเนือยนิ่งก็คือ กระบวนการเผาผลาญไขมันและน้ำตาลเป็นพลังงานลดลง การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ และอาจสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น  โรคอ้วน, คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคกระดูกพรุน, โรคซึมเศร้า, โรควิตกกังวล เป็นต้น

หากปล่อยให้พฤติกรรมเนือยนิ่งดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ โดยวิธีการแก้ปัญหา “โรคนอนเกิน” และ “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับ “Dysania” และ “Clinomania

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากการนอนในลักษณะใดก็ตาม การเริ่มต้นสังเกตตัวเองคือสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและการใช้ชีวิตตามไปด้วย และที่เลวร้ายที่สุดก็คือการนำไปสู่การเสียชีวิต นอกจากตัวเองแล้วการสังเกตคนรอบข้างก็สำคัญเช่นกัน เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ขี้เกียจ แต่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง “โรคเตียงดูด

อ้างอิงข้อมูล : My Fit Brain, Medium, Sleep Foundation, MW wellness และ พบแพทย์