background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ใครว่างานหนักไม่ฆ่าคน? ทำงานไม่พักจน "อดนอน" เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ใครว่างานหนักไม่ฆ่าคน? ทำงานไม่พักจน "อดนอน" เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

วลีที่ว่า “ไม่มีใครตายเพราะทำงานหนัก” คงใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาพบวัยทำงานหลายเคสที่ทำงานหนักจน “อดนอน” “นอนไม่พอ” ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมีโรคหัวใจ โรคความดันสูง และยังเสี่ยงต่อ "โรคคาโรชิ" (Karoshi) หรือ "โรคทำงานจนตาย" อีกด้วย

ในโลกของการทำงานประจำยุคหนึ่ง.. มีวลีสุดฮิตที่ถูกนำมาพูดปลอบใจระหว่างมนุษย์เงินเดือนด้วยกันว่า "งานหนักไม่ทำให้ใครตาย" ยังอายุน้อย ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ก็สู้งานกันต่อไป แต่มาในยุคนี้ วลีดังกล่าวอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาพบ "วัยทำงาน" หลายๆ เคส ป่วยด้วยโรคร้ายแรง และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการทำงานหนักจน "อดนอน" "นอนน้อย" และพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเข้าข่ายเป็น "โรคคาโรชิ" (Karoshi) หรือ "โรคทำงานจนตาย" อีกด้วย

อ่านเพิ่ม : รู้ทันโรค "คาโรชิ" หรือโรคทำงานจนตาย แพทย์แนะ 7 วิธีป้องกัน

หลายคนอาจมีคำถามว่า คนเรา “เสียชีวิต” จากการ “อดนอน” ได้จริงหรือ? คำตอบคือ ใช่!  หากวัยทำงานสะสมพฤติกรรมอดนอนเป็นเวลานานหลายปี จะนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ยืนยันจาก The Harvard Gazette ได้รายงานถึงผลวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างการนอนหลับและการตาย (วิจัยในสัตว์ทดลอง เช่น หนู, แมลงวัน) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การอดนอนเป็นเวลานานติดต่อกัน ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตก่อนอายุขัยโดยเฉลี่ย

แต่ทั้งนี้ ตัวอย่างของการเสียชีวิตจากการอดนอนในมนุษย์นั้นมีน้อยมาก ในทางการแพทย์จึงไม่สามารถกล่าวอย่างเป็นทางการได้ว่า การอดนอนของคนเราเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต แต่ที่แน่ๆ คือ การ “นอนไม่พอ” เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ที่ทำให้วัยทำงานชาวอเมริกันเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น “การอดนอน” จึงเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตได้จริง 

ใครว่างานหนักไม่ฆ่าคน? ทำงานไม่พักจน "อดนอน" เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

อีกทั้ง มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ศึกษาถึงผลลัพธ์ด้านความเสื่อมของร่างกาย ที่เกิดขึ้นหลังจากคนเรา “อดนอนเฉียบพลัน” และ “อดนอนเรื้อรัง” ซึ่งแน่นอนว่าการอดนอนทั้งสองแบบดังกล่าว ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ที่นอนไม่พออย่างมาก ดังนี้ 

1. กรณี “อดนอนเฉียบพลัน” (อดนอนแค่บางช่วง ติดต่อกันไม่กี่วัน) ส่งผลกระทบเชิงลบ ได้แก่

  • ง่วงนอน อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด และใจร้อนมากขึ้น
  • ความคิด สมาธิ และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • การเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญและความอยากอาหาร
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์

ในทำนองเดียวกัน Matthew Walker ผู้เขียนหนังสือ Why We Sleep ให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Rise Science ก็อธิบายถึงข้อเสียของการนอนน้อยไว้ในลักษณะคล้ายกันว่า สมองของคนเราจะสามารถทำงานได้ดีติดต่อกันไม่เกิน 16 ชั่วโมง หากเราไม่ได้พักผ่อนหลังจากนั้นและยังคงทำงานต่อไป สมองจะเริ่มเหนื่อยล้า การรับรู้ การตอบสนอง ความสามารถในการคิดการตัดสินใจต่างๆ จะลดลง ทำให้ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ถ้าสมองไม่ได้พักเลยภายใน 18 ชั่วโมงติดต่อกัน ก็จะทำให้เกิด "ความบกพร่องทางสติปัญญา" โดยสมองของคนที่ทำงานหนักมาเกิน 18 ชั่วโมง (แปลว่าอดนอน) จะมีลักษณะเหมือนกับคนที่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) 0.05% ซึ่งในบางประเทศไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์ระดับนี้ขับรถได้  เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ 

ใครว่างานหนักไม่ฆ่าคน? ทำงานไม่พักจน "อดนอน" เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

2. กรณี “อดนอนเรื้อรัง” (อดนอนเป็นประจำ ติดต่อนานหลายเดือน) ส่งผลกระทบเชิงลบที่มักร้ายแรงถึงชีวิต ได้แก่

  • เพิ่มความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด และหัวใจวาย
  • เพิ่มความเสี่ยงสูงต่อ "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ"
  • เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดสูงขึ้น
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเพิ่มน้ำหนัก โรคอ้วน และโรคเบาหวานประเภท 2
  • อ่อนแอต่อปัญหาภาวะเจริญพันธุ์และความผิดปกติทางสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ฯลฯ

จากผลเสียข้างต้น คงทำให้หลายคนตระหนักได้ว่าการโหมทำงานหนักโดยขาดการพักผ่อนที่เพียงพอหรือการอดนอนเป็นประจำ อาจมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ ดังนั้น ใครที่พบว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสภาวะนอนน้อย คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ไว และหาเวลาพักผ่อนนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

ในขณะเดียวกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ได้แชร์ข้อมูลจากหนังสือ “จัดการเวลาให้มีมากกว่า 24 ชั่วโมง ไม่ยาก” ซึ่งระบุถึงวิธีจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนในแต่ละวัน (24 ชั่วโมง) ให้มีความสมดุลและเหมาะสมตามสูตร 8-8-8 ดังนี้

  • 8 ชั่วโมงแรก : ใช้เพื่อพักผ่อนที่บ้าน
  • 8 ชั่วโมงที่สอง : ใช้เพื่อทำงานให้เต็มที่
  • 8 ชั่วโมงที่สาม : ใช้เพื่อเดินทางและทำกิจกรรมอื่นๆ

ใครว่างานหนักไม่ฆ่าคน? ทำงานไม่พักจน "อดนอน" เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สำหรับการจัดสรรเวลาทั้ง 3 ด้านดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดจนเกินไป แต่เราสามารถยืดหยุ่นได้ โดยอาจหยิบยืมเวลาในช่วงอื่นๆ มาใช้ร่วมกันได้ เช่น หากวันพรุ่งนี้มีความจำเป็นต้องใช้เวลาทำงานมากขึ้น 2 ชั่วโมง ก็อาจจะปรับแต่งช่วงเวลาใหม่ โดยการลดเวลาที่ใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ ลงไป 2 ชั่วโมง แล้วนอนให้เร็วขึ้น หรือใช้วิธีตื่นเช้าไปทำงานให้เร็วขึ้น 2 ชั่วโมง เป็นต้น

หากสามารถบริหารเวลาให้สมดุลตามวิธี 8-8-8 ได้ ก็จะช่วยให้สามารถจัดสรรเวลาด้านต่างๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น แถมยังสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนได้ด้วย ทั้งนี้ จุดสมดุลที่ดีที่สุดคือการจัดสรรเวลาให้แต่ละด้านให้มีเวลาเท่าๆ กันในแต่ละวันนั่นเอง

--------------------------------------

อ้างอิง : Harvard.eduRise ScienceCedars-Sinai, สสส.

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์