ไม่มีอารมณ์เศร้า สุข ทุกข์ รวมถึงไม่สนใจเรื่องใดๆ ถือว่ามีความเสี่ยงจะเป็น “ภาวะสิ้นยินดี” และอาจอันตรายกว่า “โรคซึมเศร้า”
“เฉยเมยและเฉยชากับทุกสิ่ง”
“ไม่ได้มีความรู้สึกว่า สุข เศร้า หรือทุกข์”
“ขาดความสนใจกับสิ่งรอบตัว”
หากคุณมีอาการเหล่านี้ ต้องรู้ว่านั่นไม่ใช่ภาวะปกติ! แต่คืออาการของ “ภาวะสิ้นยินดี” หรือ Anhedonia ถือว่าเป็นอาการผิดปกติทางจิตเวช ส่งผลให้ผู้ป่วยเฉยชาต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมไปถึงมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง
สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือโรคไบโพลาร์ หรือในบางครั้งก็เป็นผลจากโรคทางกายหรือพบในคนปกติทั่วไปได้เช่นเดียวกัน อาการของภาวะนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และเพศหญิงมีความเสี่ยงการเกิดภาวะนี้มากกว่าเพศชาย
ผู้ที่มีอาการของภาวะสิ้นยินดี นี้ จะไม่มีความรู้สึกร่วมกับสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ยินดียินร้ายหรือสุขทุกข์อะไรทั้งนั้น ทั้งที่เมื่อก่อนสามารถสร้างความสุขให้กับตัวเองได้ด้วยกิจกรรมที่ชื่นชอบ โดยในทางการแพทย์กำหนดให้ภาวะนี้เป็นอาการทางจิตเวช ซึ่งเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorder) ชนิดซึมเศร้า (Depression)
โดยแบ่งได้ 2 ประเภทหลัก คือ
1. ภาวะสิ้นยินดีทางสังคม (Social Anhedonia) ที่ผู้ป่วยไม่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
2. ภาวะสิ้นยินดีทางร่างกาย (Physical Anhedonia) ที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่มีความสุขหรือไม่เพลิดเพลินต่อการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งในภาวะปกติสามารถสร้างความพึงพอใจให้ได้ เช่น การรับประทานอาหาร การอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น การทำกิจกรรม เป็นต้น
- สาเหตุของภาวะสิ้นยินดี
สำหรับสาเหตุของภาวะนี้พบว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การทำงานหนักมากเกินไป สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ปลอดภัย การพบเจอกับประสบการณ์ร้ายแรงในชีวิตมาก่อนทำให้กระทบต่อจิตใจ เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย ความเครียดที่สะสมอย่างยาวนาน รวมไปถึงการใช้สารเสพติด นอกจากนี้นักวิจัยคาดว่าอาจเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีผลต่อฮอร์โมน โดปามีน ซึ่งเป็นสารเคมีทางอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกดี
- อาการของผู้ที่อาจมีภาวะสิ้นยินดี เป็นแบบไหน?
1. มีความสามารถในการแสดงอารมณ์ลดลง
2. ชอบอยู่ตัวคนเดียว ปลีกตัวจากสังคม
3. มีความสุขลดลงจากการทำกิจวัตรประจำวัน หรือกิจกรรมที่ชอบทำ
4. มีความคิดด้านลบต่อตนเองและผู้อื่น
5. ความต้องการทางเพศลดลง
6. รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไรหรือไม่อยากออกไปไหน
7. เริ่มมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองง่ายขึ้น มีความคิดที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป รู้สึกไม่กลัวตาย
หากสังเกตแล้วพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการดังกล่าวก็ไม่ควรชะลาใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้ทัน
- การรักษาภาวะสิ้นยินดี
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาภาวะนี้ได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หากผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติด้านร่างกายหรือสงสัยว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติทางสุขภาพจิต แพทย์อาจส่งต่อไปยังจิตแพทย์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการบำบัด ซึ่งมีทั้งการพูดคุยหรือการรับประทานยา โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการของภาวะสิ้นยินดี ร่วมกับโรคซึมเศร้ามีจะอาการดีขึ้นพร้อมกับการรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาเหล่านั้น แพทย์อาจรักษาโดยการกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก การใช้เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส และการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า ซึ่งพบว่าได้ผลดีในการรักษาผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า
หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ภาวะสิ้นยินดี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เพราะมีปัญหาด้านอารมณ์และด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และอาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหาร่วมกับปัญหาด้านสุขภาพจิต
- การป้องกันภาวะสิ้นยินดี
ปกติแล้วปัญหาด้านสุขภาพจิตยังเป็นปัญหาที่ป้องกันไม่ได้ และอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยรวมกัน แต่หากสังเกตเห็นว่าคนใกล้ชิดมีอาการต่าง ๆ คล้ายกับภาวะสิ้นยินดี หรือปัญหาทางสุขภาพจิตอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาและหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม และรับความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อน รวมถึงดูแลสุขภาพร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนอย่างเพียงพอ และดูแลสุขภาพจิตของตนเองอยู่เสมอ
แม้ว่าในปัจจุบัน “ภาวะสิ้นยินดี” อาจจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะรักษาได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถป้องกันได้ด้วยการพยายามสังเกตอาการของตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
อ้างอิงข้อมูล : พบแพทย์, Hello คุณหมอ และ CLEO





