วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

สสส. ชูโมเดล 'ชุมชนเป็นฐาน' บำบัดและป้องกันยาเสพติดครบวงจร

สสส. วางแนวทาง "ชุมชนเป็นฐาน" สกัดยาเสพติดเชิงรุก สร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวรู้เท่าทันภัยใหม่ ดึงเครือข่ายประชาชนและเยาวชนร่วมเฝ้าระวัง พร้อมดูแลผู้ผ่านการบำบัดอย่างยั่งยืน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดและสารเสพติดเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการสร้าง “ชุมชนเป็นฐาน” เพื่อให้ชุมชนและครอบครัวมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อมดึงเครือข่ายภาคประชาชนและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและการดูแลผู้ผ่านการบำบัดอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และสถาบันวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีวิชาการ และสื่อสาธารณะ “เจาะตลาดมืดโลกออนไลน์ เพื่อการรู้เท่าทัน และการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เปลี่ยนผู้เสพสู่ผู้กล้า บ้านไร่จับมือ สสส. ปั้นคนใหม่ คืนคุณค่าสู่ชุมชน

‘ทีมเชียงใหม่’ ดันเป็นพื้นที่ต้นแบบจังหวัด แก้ปัญหายาเสพติด

ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย เพราะมีการเชื่อมโยงกันของผู้ซื้อกับผู้ขายผ่านทางโซเชียลมีเดียรูปแบบต่างๆ มีการโฆษณา ชักชวน ซื้อขาย หรือสร้างค่านิยมเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำ เข้าถึงตลาดมืดนี้โดยไม่รู้ตัว ด้วยความที่มีการปรับเปลี่ยนเร็ว มีการใช้ภาษา รหัส สัญลักษณ์ หรือวิธีการสื่อสารที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบ 

รวมถึงการสร้างเนื้อหาที่ทำให้สารเสพติดบางชนิดดูเป็นเรื่องธรรมดา หรือถูกทำให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ความสนุก และวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการจัดการปัญหายาเสพติดในยุคดิจิทัลต้องทำควบคู่กันทั้งการเฝ้าระวัง การพัฒนาองค์ความรู้ การรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคเทคโนโลยี และประชาชน

“สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางความคิดและรู้เท่าทันความเสี่ยง สามารถแยกแยะข้อมูล เข้าใจกลยุทธ์ของตลาด และรู้ว่าพฤติกรรมหรือเนื้อหาใดบนโลกออนไลน์กำลังนำไปสู่ความเสี่ยง รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสได้อย่างเหมาะสม” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

สสส. ชูโมเดล 'ชุมชนเป็นฐาน' บำบัดและป้องกันยาเสพติดครบวงจร

"ชุมชนเป็นฐาน" เน้นป้องกัน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือ

สำหรับแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดและสารเสพติดเชิงรุก สสส. มุ่งเน้นการสร้าง “ชุมชนเป็นฐาน” เพื่อให้ชุมชนและครอบครัวมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อมดึงเครือข่ายภาคประชาชนและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและการดูแลผู้ผ่านการบำบัดอย่างยั่งยืนยกระดับการทำงานครบวงจร ป้องกัน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือ ครอบคลุม 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

การป้องกัน เน้นสร้างความรู้เท่าทันและภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสพรายใหม่เข้าสู่วงจรยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงการสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูช่วยกันสังเกตความผิดปกติและการพกพาสิ่งเสพติดรูปแบบใหม่ ๆ ภายในสถานศึกษา

การเฝ้าระวัง สร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน ทั้งภาคประชาชน ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และตำรวจ เพื่อช่วยกันสอดส่อง แจ้งเบาะแส และเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

การช่วยเหลือ ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ใช้สารเสพติดที่ผ่านกระบวนการบำบัด เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูสมองและร่างกายต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ชุมชนและครอบครัวจึงต้องช่วยกันโอบรับ สร้างพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อสร้างคุณค่าในตนเอง และสร้างรายได้ เพื่อป้องกันไม่ให้หวนกลับไปสู่วงจรเดิม

หนุนกลไกชุมชนและแก้ปัญหาอุปสรรคเชิงงบประมาณ

จากการขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายภาคประชาสังคมใน 42 จังหวัด และกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ใน 10 จังหวัด พบว่าการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น กิจกรรมเกษตร หรือกิจกรรมกลุ่มยามว่าง สามารถช่วยให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและสร้างรายได้ได้จริง 

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยงานที่บางครั้งไม่สามารถสนับสนุนลงลึกถึงระดับแกนนำชาวบ้านหรือชุมชนได้โดยตรง ทาง สสส. จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปส. ช่วยขยับและกระจายงบประมาณลงมาสนับสนุนเครือข่ายระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็งและคล่องตัวยิ่งขึ้น

รับมือภัยคุกคามอีคอมเมิร์ซผิดกฎหมายยุคใหม่

น.ส.รุ่งอรุณ ยังได้เน้นย้ำถึงความน่ากลัวของตลาดซื้อขายออนไลน์และอีคอมเมิร์ซผิดกฎหมายที่มีการพัฒนาระบบครบวงจร ตั้งแต่การโฆษณา การเปิดการขาย การจ่ายเงิน ไปจนถึงการจัดส่งและการรักษาฐานลูกค้า ซึ่งเข้าถึงง่ายและแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แนวทางรับมือคือการสร้างความรู้เท่าทันให้ประชาชนและเยาวชนรู้จักสังเกต หยุดการปฏิสัมพันธ์เมื่อพบเห็นโฆษณาที่น่าสงสัย เก็บเบาะแส แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัดวงจรการเข้าถึงสื่อโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวเพื่อให้สังคมปลอดภัยอย่างแท้จริง

อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัยหน่วยวิจัยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์การตลาดและการขายยาเสพติดบนอินเทอร์เน็ต ปี 2569 พบว่ากำลังเปลี่ยนจากการขายรายย่อยไปสู่ระบบนิเวศการตลาดดิจิทัลผิดกฎหมาย ที่มีโครงสร้างคล้ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่สร้างหน้าร้าน หาลูกค้า สร้างความน่าเชื่อถือ ปิดการขาย ชำระเงิน จัดส่ง และรักษาฐานลูกค้า โดยเจรจาและปิดการขายผ่านไลน์ และเทเลแกรม ที่น่าสนใจคือมีการใช้คำสแลง อีโมจิ ตัวอักษรดัดแปลง และรหัสเฉพาะกลุ่มเพื่อแทนชื่อยาเสพติด ทำให้คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นข้อความขยะ จากนั้นมีการจัดส่งผ่านไรเดอร์และเก็บเงินปลายทาง

นอกจากนี้ หน่วยวิจัยฯ ยังเฝ้าระวังพอตสารเสพติด ซึ่งพบว่านอกจากนำสารออกฤทธิ์มาซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าแล้วยังพบ ยาสลบ และยาไอซ์ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงได้รับอันตรายจากการไม่ทราบชนิด และปริมาณสารอันตราย รวมถึงพบว่ามีการขายพ่วงยาเสพติด ยาอันตรายต้องห้าม ตลอดจนยารักษาโรค ยิ่งกลายเป็นความเสี่ยงให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปิดโพสต์เหล่านี้ รวมถึงจัดการระบบนิเวศ โดยพัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time เชื่อมข้อมูลระหว่างสาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และแพลตฟอร์มดิจิทัล สร้างความรอบรู้ด้านยาให้ประชาชนรู้เท่าทันกลยุทธ์ผู้ค้ายาเสพติดในรูปแบบต่างๆ

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด กล่าวว่า ยาเสพติดกระทบทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ยิ่งปัจจุบันปัญหามีซับซ้อนและน่ากลัวมาก เด็กเยาวชนวัย 15-19 ปี เสี่ยงเป็นจิตเวชเฉียบพลันจากการใช้ยาเสพติด และสารสังเคราะห์ชนิดใหม่ในรูปแบบการเสพแบบผสมผสาน และมีข้อมูลว่าคนอายุ 20-34 ปีกว่า 50-55% ที่มีแนวโน้มเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้สารเสพติด

ดังนั้น กรณีมีการขายผ่านออนไลน์ จะทำให้คนไทยเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน เพราะซื้อง่าย สะดวก ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การควบคุมตลาดยาเสพติดทั้งแบบออนไลน์ และออนไซต์ แต่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีนโยบายป้องกันปัญหายาเสพติดที่ชัดเจน เป็นระบบและให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลอดภัย สร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่น เอื้อต่อการเรียนรู้ และการปรับตัวของเด็กเยาวชน ต้องใช้กลไกคนในชุมชนช่วยกันปกป้องผู้เสพรายใหม่ รวมถึงให้มีการตรวจสอบสแกนพัสดุที่จัดส่ง

รศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กล่าวว่า การสร้างทักษะรู้เท่าทันความเสี่ยงดิจิทัลให้ประชาชนสามารถอ่านสถานการณ์ความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ออก และรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร อย่างปลอดภัย มี 4 ข้อ ที่ทำได้ทันทีและปลอดภัย คือ 1. การรู้ทันสัญญาณ คือ สังเกตการชักชวนที่ผิดปกติ และการพยายามย้ายออกไปพื้นที่ส่วนตัว 2. การหยุดปฏิสัมพันธ์ ไม่ทัก ไม่เปิดราคา ไม่ซื้อเพื่อพิสูจน์ ไม่สืบสวนเอง 3. การเก็บหลักฐาน เช่น แคปหน้าจอ หรือ Link ที่มีการส่งมาเท่าที่จะทำได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และ 4. ส่งต่อ รายงานเรื่องที่พบเจอผ่านแพลตฟอร์มและแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386

ทั้งนี้ ครอบครัวและสถานศึกษาจะต้องช่วยกันดูแล เมื่อเด็กเยาวชน มาแจ้งข้อความหรือมาปรึกษา ต้องรับฟังอย่างเปิดใจไม่ใช่มุ่งจับผิด สร้างบรรยากาศให้เด็กกล้าเล่า รวมถึงจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์จำลองเพื่อเป็นการฝึกการตัดสินใจ และรู้เท่าทันโลกดิจิทัล ขณะที่การสื่อสารของสื่อมวลชนก็สำคัญ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารควรเน้นเรื่องสัญญาณความเสี่ยง และการเฝ้าระวังมากกว่านำเสนอช่องทางการเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็น QR Code Barcode ชื่อบัญชีตลอดจนขั้นตอนการซื้อขายโดยละเอียด เป็นต้น