วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'ยศชนัน'กางแผนดัน 'เศรษฐกิจเวลเนส' มูลค่าแตะ 3.5 ล้านล้าน ในปี 2575

'ยศชนัน'ถก 'บอร์ดเวลเนส' นัดแรก กางแผนฝ่าโจทย์ใหญ่ขยับ Scientific Wellness Economy ดันไทยสู่การเป็น Longevity Hub of Asia สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพแตะ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวภายหลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) หรือบอร์กเวลเนสนัดแรกว่า ที่ประชุมมุ่งเน้นการบูรณาการกลไกการทำงานของแต่ละกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ให้เติบโตควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยวางกรอบการพัฒนาประเทศสู่ “Scientific Wellness Economy” ที่นำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575 พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น Longevity Hub of Asia ผ่าน 3 กลุ่มภารกิจสำคัญ ได้แก่

1 สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยมีแนวทางพัฒนาแพ็กเกจตรวจสุขภาพมาตรฐาน 4 แผนตามช่วงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ครอบคลุมการบริหารจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงสาธารณสุข มุ่งเชื่อมโยงโรงแรมกับโรงพยาบาล พัฒนาโรงแรมให้เป็นสถานที่ฟื้นฟูสุขภาพ และสร้างเครือข่ายเมืองฟื้นฟูสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

3.วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Scientific Wellness) มุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึกและการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพ อาทิ การทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยา การใช้สัตว์ทดลองเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ เช่น การปลูกถ่ายไต รวมถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลการทดสอบทางคลินิกจากภาครัฐ ภาคเอกชน และโรงพยาบาล โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อว. และโรงพยาบาลต่าง ๆ ร่วมดำเนินการ
 ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงการแก้ปัญหาข้อกฎหมาย โดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความซับซ้อนในขั้นตอนการขออนุญาตทดลองทางคลินิกที่ภาคเอกชนมองว่ายังยุ่งยาก
นอกจากนี้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ได้เสนอแนวคิด "Brain Initiative" ที่ดึงเอาวัฒนธรรมและผัสสะ เช่น กลิ่นและเสียง มาเป็นจุดเด่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย อีกทั้งยังเห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบด้านการวิจัยในมนุษย์ ATMPs และสมุนไพร โดยสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกคอขวดจากงานวิจัยสู่ตลาด

สำหรับเป้าหมายมูลค่าทางเศรษฐกิจของ Wellness Economy ในอีก 1-2 ปีข้างหน้านั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลขงบประมาณและการลงทุนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และงานวิจัย รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพและภาคเอกชนที่ยังขาดข้อมูลอยู่ โดยกระทรวงการคลังได้เข้ามาร่วมดูตัวเลขเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการแต่ละท่านจะนำโจทย์กลับไปจัดทำแผน และคาดว่าจะได้เห็นแผนงานที่ปรับปรุงอย่างชัดเจนภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

" ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพที่โลกยอมรับอยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะก้าวไปข้างหน้า เราหยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการไม่ได้"
 

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการ Wellness Economy นัดแรก โจทย์ใหญ่ที่เราตั้งไว้ร่วมกัน คือการขยับประเทศไทยสู่ Scientific Wellness Economy เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพให้แตะ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575 และปักหมุดการเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุยืนแห่งเอเชีย (Longevity Hub of Asia)

ทำไมต้องเป็น Scientific Wellness?

เพราะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือตัวคูณที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเวลเนสเดิมที่เรามี บอร์ดชุดนี้จึงถูกวางบทบาทให้เป็น Synergistic Board ที่เข้ามาอุดช่องว่างการทำงานข้ามกระทรวง ทำให้งานที่เคยอยู่ตรงกลางมีเจ้าภาพชัดเจน และเชื่อมโยงทุกจิ๊กซอว์เข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว
สิ่งที่เรากำลังสร้าง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา มี 3 มิติหลัก
1. เปลี่ยนการท่องเที่ยวและบริการ ให้เป็นระบบนิเวศฟื้นฟูสุขภาพครบวงจร
จะเชื่อมโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเข้ากับการเดินทางและที่พัก พัฒนาแพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) มาตรฐาน 4 ช่วงวัย และเปลี่ยนโรงแรมให้เป็นสถานที่ฟื้นฟูสุขภาพ (Healing Destinations) สิ่งนี้จะไม่เพียงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก แต่จะช่วยกระจายรายได้ลงสู่เมืองต่างๆ ในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ
2. เปลี่ยนคนไทยจาก "ผู้ซื้อ" เป็น "เจ้าของเทคโนโลยี"
ตั้งเป้าลดการนำเข้าเทคโนโลยีลง 30% และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ผลิตไทย 500,000 ล้านบาท ผ่านแผนงานยกระดับการแพทย์และเกษตรอัจฉริยะ (Siam Medica และ Siam Terra)

'ยศชนัน'กางแผนดัน 'เศรษฐกิจเวลเนส' มูลค่าแตะ 3.5 ล้านล้าน ในปี 2575

เดินหน้า 5 โครงการเร่งด่วน

เดินหน้า 5 โครงการเร่งด่วนทันที ตั้งแต่การสร้างโรงงานผลิตยาขั้นสูงของไทยเอง การพัฒนาหมูดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเป็นอวัยวะทดแทนให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย การเชื่อมโยงข้อมูลโรงเรียนแพทย์และนำ AI ลงไปช่วยรักษาจริงในโรงพยาบาล ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีระดับยีนปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังให้ทนโรคใบด่าง ซึ่งช่วยย่นเวลาพัฒนาสายพันธุ์ให้เกษตรกรเหลือเพียง 3-5 ปีเท่านั้น
3.ปลดล็อกกฎหมายคอขวด ให้ก้าวทันวิทยาศาสตร์
งานวิจัยที่ล้ำสมัยจะไปต่อไม่ได้ถ้ากติกาล้าหลัง เราจึงเดินหน้าแก้ไขกฎหมาย 3 จุดสำคัญ คือ การวางเกณฑ์วิจัยในมนุษย์เพื่อรองรับการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์, การปรับเกณฑ์ GMP สำหรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงให้เหมาะสมตามระยะวิจัย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนยาวิจัยของไทยลงได้ถึง 50-70%
และการผ่อนคลายกฎหมายโฆษณาสมุนไพรที่มีความเสี่ยงต่ำ ควบคู่ไปกับการทำสมุดปกขาวเพื่อกำกับดูแลธุรกิจ Wellness ตามระดับความเสี่ยงจริง (Risk-based Regulation)

"ทั้งหมดนี้คือการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศใหม่ ให้วิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่ในทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงเกษตร โรงงานผลิตยา ไปจนถึงเตียงผู้ป่วย เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยยืนได้ด้วยขาของตัวเอง บนฐานเทคโนโลยีของเราเอง"