วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.ลุยดีล ‘บิ๊กเครื่องมือแพทย์’ โลก ดึงตั้งฐานผลิตในไทย-ฮับกระจายสินค้า

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เร่งเมดิคัลอีโคโนมี ลุยดีลบิ๊กเครื่องมือแพทย์โลก GE - Siemens  รวมถึง บริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง  ชักชวนตั้งฐานการผลิตในไทย - ศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์  รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาส 39 ปี “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ทิศทางเมดิคัลอีโคโนมี (Medical Economy) ของประเทศไทยที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1.Wellness ซึ่งเป็นภาพของงานบริการ

2. R&D หรือการวิจัยและพัฒนา เช่น การทำวิจัยทางคลินิก(Clinical Trial) และ Clinical Research ที่มุ่งหวังให้เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย

และ3. Manufacturing หรือ Production ที่อยากให้เกิดการผลิตยาและเวชภัณฑ์เกิดขึ้นภายในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับ Medical Economy ในไทยยังมีค่อนข้างน้อยและยังสามารถยกระดับได้อีกมาก แต่การยกระดับต้องอาศัยความร่วมมือและเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติเข้ามาเสริม

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นอกจากการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยภายในประเทศแล้ว ในอีกมุมหนึ่งประเทศไทยมีประชากรกว่า 60 ล้านคน มีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจำนวนมาก รวมทั้งมีข้อมูลเชิงสุขภาพที่ครอบคลุม จึงถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสำหรับนักลงทุนและบริษัทต่างชาติที่พร้อมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

เปิดดีลบิ๊กบ.เครื่องมือแพทย์โลก

แบ่งกลุ่มบริษัทต่างชาติออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 บริษัทยาและเวชเคมี ที่มีองค์ความรู้ความพร้อมด้านงานวิจัย ซึ่งได้มีการชักชวนเข้ามาแล้ว 10 ราย โดยบริษัทที่เซ็น MOU เรียบร้อยแล้วคือ MSD ส่วนบริษัทที่กำลังจะเซ็น MOU เรื่องยาและขั้นต่อไป คือ Sandoz นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับ CEO ภูมิภาคเอเชียของ AstraZeneca และอยู่ระหว่างการหารือกับบริษัท Roche รวมถึงบริษัทอื่นๆ
  • กลุ่มที่ 2 บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือทางการแพทย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจากที่ตนได้ไปประชุม UNGA80 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้พบและหารือร่วมกับผู้บริหารบริษัท  GE และ Siemens โดยได้มีการชักชวนให้นำเครื่องมือขนาดใหญ่เข้ามาผลิต หรือใช้ local content ในประเทศไทย
  • กลุ่มที่ 3 บริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง หรือ consumables ซึ่งมีการใช้งานค่อนข้างมาก โดยจะเข้าไปพูดคุยและชักชวนให้มาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค

พร้อมปรับกฎระเบียบเชื่อมอุตฯเวลเนส

สำหรับเรื่องเวลเนส (Wellness) ที่รายงานของธนาคารโลกประเมินว่าเป็นจุดแข็งของประเทศไทย นายพัฒนา กล่าวว่า  ความเข้มแข็งเรื่อง Wellness ของประเทศไทยจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Hospitality เช่น ที่พัก การดูแล และการท่องเที่ยว ซึ่งไทยมีความเข้มแข็งอย่างมาก ทำให้นานาชาติสนใจเข้ามาลงทุนเพื่อจับตลาดกลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงที่เดินทางมารักษาตัวและใช้ชีวิตในประเทศไทย

“ในมุมนี้จำเป็นต้องเร่งรัดการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและง่ายต่อการเชื่อมรวม 2 อุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการดูแลรักษาโรคหรือ Wellness เข้าด้วยกันได้ง่าย โดยยังคงมีความเป็นธรรมและรักษามาตรฐานความปลอดภัยของผู้ที่มารับบริการในประเทศไทยอย่างรัดกุม”นายพัฒนากล่าว 

Medical Economy เรือธงสธ.ปี 70 

ถามถึงข้อเสนอจากภาคเอกชนที่อยากให้มีการจัดตั้ง เวลเนสแซนด์บ็อกซ์(Wellness Sandbox) นายพัฒนา กล่าวว่า จะต้องมีการพูดคุยรายละเอียดร่วมกัน โดยหลักการของ Sandbox คือ การปรับปรุงระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความง่ายและชัดเจนขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่เข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเป็นสำคัญ

“เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะเป็นเรือธงของสธ.ในปี 2570 ก็จะเดินหน้า Medical Economy ต่อในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่และจะเร่งรัดขับเคลื่อนต่อไปทั้ง 3 เซกเตอร์หลัก”นายพัฒนากล่าว