วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘กฎหมายประกันสังคม(ใหม่)’ ปรับเกมแรงงาน เพิ่มเงินเข้า ชะลอเงินออก คงคนในระบบ

กองทุนประกันสังคมเสี่ยงหมดสภาพปี 2595 รัฐดึงแรงงานสูงวัยเข้าสู่ระบบ รื้อกฎหมายรอบ 36 ปี  ขยายอายุแรกเข้าเป็น 65 ปี พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์-เสริมมาตรการ "3 ขอ" ช่วยเหลือรอบด้าน

“เสี่ยงถังแตก” ทุกสำนักวิชาการ และวิจัยให้ข้อมูลตรงกันเกี่ยวกับ “กองทุนประกันสังคม” ทำให้ “ความมั่นคงของกองทุน” จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สุด เพราะกุมชะตาของผู้ประกันตนเกือบ 25 ล้านคนเอาไว้ทั้งมิติของเงินชราภาพ สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาล และอื่นๆ

 แม้สถานะกองทุน ณ สิ้นปี พ.ศ.2568 ประมาณ 2.85 ล้านล้านบาท กองทุนยังคงมีสถานะเป็นบวก โดยรายรับจากเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2568 สูงกว่ารายจ่ายบำนาญประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ทำให้ภาพรวมในระยะสั้นยังดูมีเสถียรภาพ
 

ทว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รายงานผลการศึกษาว่า ในปี 2580 เงินสมทบจะมีไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายเงินบำนาญ โดยรายจ่ายของบำนาญมากกว่ารายรับเงินสมทบ และน่าจะหมดลงในช่วงปี 2595-2601  หรือประมาณอีก 27 ปีข้างหน้า ปัจจัยที่ส่งผลให้กองทุนไม่มั่นคงมี  3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. ผลตอบแทนการลงทุนต่ำ 2. เงินสมทบ จากผู้ประกันตนใหม่มีแนวโน้มลดน้อยลง แต่เงินสมทบปัจจุบันมีอัตราคงที่ และ 3. รายจ่ายบำนาญสูงขึ้น

ขยายอายุถึง 65 ปี ปรับเกมแรงงาน

 “ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับใหม่” ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569 และรอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น  มีการผลักดัน และการเสนอร่างกฎหมายตั้งแต่ปี 2565 แต่มีการยุบสภา และเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง กฎหมายจึงตกไป  ซึ่งร่างใหม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพิ่มมาตรการ "3 ขอ" รวมถึง ขยายอายุ เป็น 65 ปี และเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มายาวนาน 36 ปี  เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ  

การขยายขอบเขตอายุแรกเข้าของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิม 60 ปีบริบูรณ์ เป็น 65 ปีบริบูรณ์  นับเป็นการ “เปลี่ยนเกมแรงงาน” ที่สะท้อนถึงการยอมรับศักยภาพ “แรงงานสูงวัย” ให้ยังคงอยู่ในระบบ เพราะหากจะพึ่งพิงเพียง “วัยทำงาน” อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ  

จากการเกิดช่องว่างระหว่างจำนวนประชากร  คาดการณ์ ปี 2566-2626 โดยประชากรลดลงจาก 66 ล้าน เหลือเพียง 33 ล้าน คนวัยสูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน แต่วัยทำงานอายุ 15-64 ปี ลดจาก 46 ล้านคน เหลือ 14 ล้านคน  เสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงาน

เท่ากับเปิดโอกาสให้แรงงานสูงอายุช่วงอายุ 60–65 ปี ที่ยังมีความสามารถ และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในระบบประกันสังคม และได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครองต่อเนื่อง เช่น กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต  เป็นต้น 

เพิ่มเงินสมทบ ชะลอเงินออก

ไม่เพียงเท่านี้  การขยายอายุการทำงานผู้ประกันตนถึง 65 ปี และส่งเงินสมทบช่วยเพิ่มโอกาสในการรับเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมจากกลุ่มแรงงานสูงอายุที่ยังมีรายได้ ช่วยชะลอหรือลดทอนภาระผูกพันระยะยาวของกองทุนในสภาวะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

บวกกับก่อนหน้านี้มีการ “ปรับฐานเพดานเงินสมทบแบบขั้นบันได” จากเดิม 5% ของเงินเดือนสูงสูด 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทในปี 2569- 2571  เป็น 20,000 บาทในปี 2572-2574 และ 23,000 บาทในปี 2575 เป็นต้นไป ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มเงินสมทบเข้ากองทุนมากขึ้นเพื่อนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนกลับมาจ่ายสิทธิประโยชน์

และเป็นการชะลอเงินออกจากรายจ่ายบำนาญชราภาพออกไปอีก 5 ปี โดยตัวเลขในปี 2565 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ 7.6 แสนคน แต่ในปี 2575 คาดว่าอาจจะมีมากถึง 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 1.5 ล้านคนใน 10 ปี   ถึงแม้ในร่างกฎหมายใหม่จะยังคงสิทธิการรับเงินบำนาญไว้ที่ 55 ปี แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ประกันตนจะรับสิทธิต่อเมื่อ “เกษียณ” อายุ 60 ปี หรือ 65 ปีตามร่างใหม่ 

นอกจากนี้ การที่เปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน “เลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพ” เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เป็นการบริหารจัดการเงินชราภาพที่หลากหลายรูปแบบขึ้น ซึ่งการจ่าย “บำเหน็จก้อนเดียว”ก็เป็นการลดภาระผูกพันทางรายจ่าย และอาจจะใช้เม็ดเงินที่น้อยกว่าจ่ายบำนาญ แต่ก็มีความเสี่ยงหากผู้ประกันตนเลือกรับ “บำเหน็จ” ในปีนั้นๆ จำนวนมากพร้อมๆ กัน 

เพิ่มสิทธิประโยชน์ – ปลดล็อก "3 ขอ"

ขณะเดียวกันร่างกฎหมายใหม่ก็มาพร้อมกับการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้กองทุนประกันสังคมมีความมั่นคง และเป็นที่พึ่งพิงอันเข้มแข็งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ประกันตน เช่น 1.กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน 2.เพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และ 3.เพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงานเป็นไม่เกิน 70% ของค่าจ้าง (จากเดิม 50%)

 รวมถึงการเพิ่มมาตรการ "3 ขอ" ตามข้อเรียกร้องของผู้ประกันตน ประกอบด้วย

  • "ขอเลือก" รับเป็นเงินบำนาญชราภาพรายเดือนหรือเงินบำเหน็จก้อนเดียวได้
  •  "ขอคืน" ให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน ในท้องที่ ที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรง สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนมาใช้ก่อนอายุครบ 55 ปีได้
  • และ "ขอกู้" ที่อนุญาตให้นำเงินชราภาพบางส่วนไปใช้เป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมได้ ซึ่งการขอคืน และขอกู้รวมกันต้องไม่เกิน 30% ของเงินสมทบชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง

 นอกจากนี้  ยังปรับปรุงเงื่อนไขการสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยกำหนดให้ต้องเคยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน  เหล่านี้เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเข้า และคงอยู่ในระบบ รวมถึงสร้างความมั่นใจในการที่กองทุนประกันสังคมเป็นที่พึ่งพิงอันเข้มแข็งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ประกันตนทุกคนอย่างยั่งยืน

‘กฎหมายประกันสังคม(ใหม่)’ ปรับเกมแรงงาน เพิ่มเงินเข้า ชะลอเงินออก คงคนในระบบ

ร่างฉบับ ครม. สอดไส้-รวมอำนาจ

ร่างกฎหมายใหม่ยังมีการยกระดับการบริหารจัดการกองทุน ระบบบัญชี คณะกรรมการตรวจสอบกองทุน และปรับปรุงวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด)ให้มีวาระคราวละ 3 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 1 วาระไม่ได้ ตลอดจนปรับปรุงมาตรการทางอาญาโดยเปลี่ยนโทษปรับอย่างเดียวให้เป็นมาตรการปรับเป็นพินัย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสม และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ทีมประกันสังคมก้าวหน้า มองว่า ร่างกฎหมายฉบับกระทรวงแรงงาน สอดไส้-รวมอำนาจ-รัฐประหารเงียบหลังเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด) เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ ..) ที่ผ่าน ครม. ก็มีบทบัญญัติที่หากผ่านสภาจะกระทบผู้แทนที่ผู้ประกันตนเพิ่งเลือกเข้ามาโดยตรง โดยร่างมาตรา 6 แก้มาตรา 10 ให้บอร์ดมีวาระ 3 ปี และห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 1 วาระ ส่วนบทเฉพาะกาลมาตรา 41 วรรคสองให้นับวาระของบอร์ดชุดที่อยู่ในตำแหน่งขณะกฎหมายใช้บังคับเป็นวาระตามกฎหมายใหม่

 “หากกฎหมายใช้บังคับในปี 2570 บอร์ดชุดล้านเสียง ซึ่งได้วาระเพียง 2 ปีตามกฎหมายเดิม จะถูกนับเท่ากับวาระ 3 ปีเต็ม ทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง 14 คน จะลงสมัครในการเลือกตั้งปี 2571 ไม่ได้ยกแผง รวมถึงคนที่เพิ่งเป็นสมัยแรก ซึ่งกฎหมายปัจจุบันยังให้สิทธิลงต่อได้อีก 1 สมัย ส่วนบอร์ดชุดถัดไปจะอยู่ได้ 3 ปี และห้ามลงซ้ำติดกันแม้เพียงสมัยเดียว”

การเลือกตั้งมีความหมายก็เพราะผู้ประกันตนตัดสินผู้แทนจากผลงานได้ ใครทำงานดีก็เลือกกลับมา ใครทำงานไม่ดีก็ไม่เลือก เมื่อผู้แทนทุกคนถูกจำกัดให้อยู่ได้วาระเดียว คะแนนเสียงก็หมดอำนาจในการตัดสินผลงาน

ขณะที่กรรมการโดยตำแหน่งจากฝ่ายราชการไม่มีข้อจำกัดเรื่องวาระเลย ความรู้ และความต่อเนื่องในการกำกับกองทุนของผู้ประกันตนจะไหลกลับไปอยู่กับข้าราชการ และกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้าถึงอำนาจได้ทุกยุค ประชาธิปไตยที่ไม่หวังผลงานเช่นนี้กำลังพาเรากลับสู่ยุคล็อบบียิสต์หรือไม่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความพยายามแบบนี้โดยกระทรวงแรงงาน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์